ออปชั่นนี้สำหรับตั้งค่าใหม่ โดยจะนำหน้าต่างที่ท่านปิดไปกลับมาใหม่ หรือกลับไปยังหน้าเดิมก่อนเปลี่ยนแปลง

คลิกที่นี่เพื่อกลับไปยังรูปแบบเดิม

วิญญาณเจ้ากรรมนายเวร

52_psd(1) ปีหมินกั๋วที่ 85 (พ.ศ.2539)
หลี่ซินอิ๋งกล่าวถึงสาเหตุที่มาของการเจ็บป่วยของคุณแม่

ผู้น้อยเกิดมาในท่ามกลางครอบครัวที่พอมีอันจะกิน ตั้งแต่เล็กจบเติบใหญ่ไม่มีความทุกข์ เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรให้ต้องกลัดกลุ้มกังวลใจ
คุณแม่ของผู้น้อยเป็นคนรื่นเริง ชอบไปตีเทนนิส ว่ายน้ำ ร้องคาราโอเกะ เป็นผู้หญิงที่ชีวิตชีวาคนหนึ่ง แม้ว่าคุณแม่จะกราบขอรับวิถีธรรมมา 8 ปีแล้ว
แต่ก็ไม่ได้ศรัทธาอะไรมากนัก ต่อธรรมะแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง โชคร้ายก็คือ เมื่อปีที่แล้วคุณแม่รู้สึกชาที่ฟันด้านซ้าย
ท่านจึงไปเอ็กซเรย์ที่โรงพยาบาลเซ็นทรัลที่สิงคโปร์ เมื่อทำการตรวจแล้วคุณหมอก็ได้นัดให้คุณแม่กลับมาฟังผลอีกที
แต่เมื่อถึงวันฟังผล เนื่องจากคุณแม่ยุ่งอยู่กับงาน จึงไม่สามารถไปฟังผลได้ คุณแม่จึงโทรศัพท์ไปบอกคุณหมอว่าวันนี้ไม่สามารถไปฟังผลได้
ซึ่งในวันนั้นคุณหมอก็ไม่ได้บอกผลการเอ็กซเรย์ให้คุณแม่ทราบ เรื่องนี้จึงปล่อยให้เลยตามเลยไป (ซึ่งต่อมาคุณหมอท่านนี้ก็ได้เดินทางออกนอกประเทศ)

ชั้นชิงโข่วปัน ปีค.ศ.1995 วันแรม 21 ค่ำเดือน 8 พระอาจารย์จี้กงเมตตาแสดงบุญญา หลังจากที่พระองค์ประทับญาณ
ก็ได้เดินมาที่หน้าโต๊ะพระแล้วหยิบเอาผลองุ่นที่อยู่บนโต๊ะพระทำการบีบเอาน้ำแล้วก็ใส่ผงธูปลงไป จากนั้นก็เดินตรงมาหาคุณแม่ของผู้น้อย
แล้วยื่นแก้วนั้นให้คุณแม่ดื่ม เดิมทีคุณแม่ก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทับญาณเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านคิดว่าเป็นการเล่นละครของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ทุกครั้งที่มาสถานธรรมก็มาแต่กายใจไม่ยอมเอามาด้วย พอพระอาจารย์ให้คุณแม่ดื่มน้ำองุ่นนั้น ด้วยความที่ไม่ศรัทธาท่านจึงไม่ยอมดื่ม
พระอาจารย์เสียใจเป็นอย่างมาก จึงถามนักเรียนในชั้นว่าใครอยากจะดื่มบ้าง? นักเรียนในชั้นคนหนึ่ง(อู๋เจ่ย์)จึงยกมือขึ้นบอกพระอาจารย์ว่าท่านต้องการดื่ม
หลังจากที่อู๋เจ่ย์ดื่มไปหนึ่งคำก็คืนให้แก่พระอาจารย์ พระอาจารย์ก็ได้เอามาให้คุณแม่อีกครั้ง คุณแม่รับแก้วมาแล้วก็ถือค้างไว้อย่างนั้น ไม่ยอมดื่ม
พระอาจารย์ก็ขอแก้วคืน จากนั้นก็เทน้ำองุ่นลงพื้น แล้วเมตตาต่อนักเรียนในชั้นว่า “ทุกคนต่างมีเจ้ากรรมนายเวร เพียงแต่มาช้าหรือมาเร็วก็เท่านั้นเอง”
จากนั้นจึงหันมาทางคุณแม่และเมตตาว่า “หากหนักหน่วงอาจทำให้เจ้าสูญเสียคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือสามี ”
ตอนนั้น คุณแม่กลับไม่ใส่ใจหรือคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร

วันที่ 10 เดือนพฤาภาคมปีนี้ คุณแม่รู้สึกว่าหูข้างซ้ายฟังไม่ได้ยินเสียง และชาที่ใบหน้าซีกซ้าย ท่านจึงไปตรวจที่คลีนิก แต่คุณหมอก็ตรวจหาสาเหตุไม่พบ
คุณหมอแนะนำคุณแม่ให้ไปทำการตรวจกับแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลเซ็นทรัล หลังจากที่ไปตรวจที่โรงพยาบาลเซ็นทรัล
คุณหมอผู้ทำการรักษาก็บอกกับคุณแม่ว่า ไม่มีปัญหาทางด้านหู แต่แนะนำให้คุณแม่ทำการเอ็กซเรย์สมองกับคุณหมออีกท่านหนึ่ง
(เพราะแพทย์ทางหูได้ค้นพบแฟ้มเอ็กซเรย์เก่าของคุณแม่ คิดว่าคุณแม่น่าจะมีเนื้องงอกที่สมอง)
แพทย์ทางสมอง(คุณหมอหง)ได้ทำการเอ็กซเรย์สมองคุณแม่อีกครั้ง หลังจากผลเอ็กซเรย์ออกมาปรากฏว่ามีเนื้องอกจริงอย่างที่คิดไว้
ซึ่งเป็นก้อนที่ใหญ่มากแล้ว (5 cm x 4 cm) และก้อนเนื้องอกก็งอกออกมาจากเส้นประสาทสมอง ตอนแรกนั้นคุณหมอไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรกับเรามากนัก
เพราะเป็นการเอ็กซเรย์ครั้งแรก แต่แนะนำให้คุณแม่ทำการตรวจให้ละเอียดมากกว่านี้(เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์)
เมื่อผลตรวจออกมาทำให้พวกเราทุกคนต่างตื่นตระหนก (เพราะก่อนหน้านี้ เราต่างก็คิดไปในทางที่ดี คุณแม่คงไม่เป็นอะไรมาก)
เพราะคุณหมอบอกว่าก้อนเนื้อของคุณแม่นั้นไม่ใช่เนื้อร้าย แต่เพราะว่าก้อนใหญ่เกินไปและก็งอกออกมาจากเส้นประสาทสมอง
หากผ่าตัดจะมีผลกระทบต่อประสาทสมองร้อยละ 30 เปอร์เซ็น (เพราะเส้นประสาทหุ้มเนื้องอกเอาไว้) แต่หากปล่อยไว้อาจมีผลกระทบทำให้คุณแม่หูหนวก
หรือตาบอด รุนแรงไปมากกว่านั้นก็คือถึงขั้นเป็นเจ้าหญิงนิทราหรืออัมพาตไปเลย และหากผ่าตัดเปอร์เซ็นของการเสียชีวิตมีสูง
เพราะเส้นเลือดถูกหุ้มด้วยเนื้องอก อาจทำให้เลือดไหลออกมามากเกินไปอันตรายถึงขั้นชีวิต คุณหมอบอกว่าเนื้องอกชนิดนี้พบน้อยเหลือเกิน
ได้มีการบันทึกไว้ว่าในโลกนี้มีเพียง 28 คนเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ คุณหมอบอกว่าผ่าตัดมาเป็นจำนวนมากก็มีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่เจออย่างนี้ที่ต่างประเทศ
ผู้น้อยได้เรียนถามคุณหมอว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไรจึงเกิดเนื้องอกชนิดนี้ได้ คำตอบที่คุณหมอบอกก็คือ “ดวงไม่ดี” อันตรายจากการผ่าตัดนั้นมีมากเหลือเกิน
เพราะปกติอัตราความอันตรายจากการผ่าตัดสมองนั้นแค่ 5 เปอร์เซ็นเท่านั้น คุณหมอยังบอกอีกว่าเพราะก้อนเนื้อนั้นใหญ่เกินไป
การผ่าตัดแค่ครั้งเดียวคงช่วยได้ไม่มาก หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะไม่ใช่ผ่าแค่ครั้งเดียวแล้ว
เราทุกคนได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้แล้วรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คุณแม่ไม่ยอมผ่าตัด พวกเราก็ไม่กล้าเสี่ยง
กลัวว่าถ้าหากผ่าตัดขึ้นมา แล้วคุณแม่กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หรือเป็นอัมพาตแล้วเราจะทำอย่างไรดี เราสี่พี่น้องยังเล็กนัก
เด็กที่สุดก็แค่ 10 ขวบ โตสุดก็แค่ 20 ปี ก็ยังเรียนหนังสืออยู่ ตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยเจอมรสุมชีวิตที่หนักถึงเพียงนี้
มาวันนี้ที่เจอกับเรื่องราวอย่างนี้ ทุกคนต่างก็งงงัน ส่วนญาติ ๆ ทั้งหลายต่างก็รับไม่ได้กับเรื่องราววที่เกิดขึ้น
ทุก ๆ วันก็จะมีคนมาเยี่ยมถึงบ้านหรือไม่ก็โทรศัพท์มาสอบถาม ทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยมก็จะมีเสียงร่ำไห้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ที่บ้านทุกวันมีแต่เสียงร่ำไห้

เราทุกคนต่างก็นำเอาจิตใจที่หนักหน่วงเข้าร่วมประชุมธรรม 3 วัน (9,10,11 เดือนสิงหาคม) หวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเมตตาแสดงบุญญา
ในวันที่ 2 ของการประชุมธรรม ท่านหนันจี๋เซียน-องเมตตาประทับญาณ แต่ทว่าท่านกลับไม่ได้กล่าวอะไรให้พอเป็นกำลังใจหรือคำชี้แนะแก่พวกเราเลย
ในช่วงหัวข้อลบล้างหนี้เวรกรรมก็ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรประทับญาณ จึงทำให้เราต่างก็รู้สึกหมดหวัง คิดว่าเราคงไม่มีโอกาสกราบขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา
ในวันที่ 3 ของการประชุมธรรม หลังจากจบหัวข้อ “พระคุณฟ้าบารมีอาจารย์ เคารพอาจารย์เทิดทูนธรรมะ” พระอาจารย์เมตตาประทับญาณ
ด้วยความรู้สึกรัดทดน้ำตาอาบหน้า ท่านอาจารย์เตี่ยนฉวนซือนำพาพวกเราเข้าไปกราบขอพระอาจารย์เมตตา
พระอาจารย์กล่าวด้วยน้ำตาว่า “พระอาจารย์เคยหาวิธีช่วยเจ้าแล้วไง” จากนั้นพระอาจารย์จึงนำเอาลูกท้อจากบนโต๊ะพระมาทำพิธีบนกระถางธูป
บอกกับคุณแม่ว่า “พระอาจารย์จะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง”ในทันใดนั้นเจ้ากรรมนายเวรก็ประทับญาณทันที
นักธรรมอาวุโสทุกท่าน อย่าได้เป็นเหมือนคุณแม่ของผู้น้อยที่ไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พยายามช่วยแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ท่านกลับไม่เชื่อ แม้แต่สิ่งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานให้กินให้ดื่ม กลับไม่น้อมรับด้วยจิตสำนึกคุณ มาบัดนี้คุณแม่ของผู้น้อยรู้สึกสำนึกละอายใจยิ่งนัก
สำนึกขอขมาที่ไม่เคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อพระอาจารย์
พระอาจารย์เมตตาว่า
  “เกิดและตายกระดูกกองดั่งขุนเขา เหตุต้นกรรมรุมเร้าเฝ้าเวียนผัน
แม้นปรารถนาชดใช้หนี้กรรมพลัน หนึ่งเดียวนั้นก็คือกุศลบุญ”
23(2) วันที่11 เดือนสิงหาคม พ.ศ.2539
ประชุมธรรม 3 วัน พุทธสถานฝ่าอินฝอถัง ประเทศสิงคโปร์

หลังจากจบหัวข้อ“พระคุณฟ้าบารมีอาจารย์ เคารพอาจารย์เทิดทูนธรรมะ” ในขณะที่ทุกคนในงานร่วมร้องเพลงธรรมะนั้น
พระอาจารย์ได้เมตตาประทับญาณ ด้วยความรู้สึกโศกเศร้าอาดูรย์ จึงทำให้พุทธบริกรและ
นักเรียนในชั้นร่ำไห้ไปพร้อมกับพระอาจารย์ ไม่นานต่อมา วิญญาณเจ้ากรรมนายเวรก็ประทับญาณ กรีดร้องด้วยเสียงที่โหยหวน….

วิญญาณ : (กรีดร้องด้วยเสียงสุดรันทด) ไม่ต้องช่วยมัน กูจะเอาชีวิตมัน ใครหน้าไหนก็ช่วยมันไม่ได้ (กรีดร้องสุดเสียง) จะปล่อยมันได้อย่างไร?
กูไม่ยอม มึงต้องคืนชีวิตให้กู มึงทำร้ายกูนานแล้วเท่าไหร่? (วิญญาณดิ้นทุรนทุราย ตวาดพุทธบริกรที่คอยดูแลอยู่ข้าง) พวกเจ้าจงหลีกไป อย่ายุ่ง
พระอาจารย์ : อันเชิญน้ำทิพย์ให้ดื่มก่อน
วิญญาณ : (แสดงอาการเจ็บปวด) กูไม่ยอม
พระอาจารย์ : เจ้าจงสงบใจ ลดความอาฆาตลงบ้างเถอะ
วิญญาณ : ไม่ ใครหน้าไหนก็ห้ามช่วยมัน ใครช่วยมันกูจะไปคิดบัญชีกับมัน
พระอาจารย์ : วันนี้เจ้าก็ได้รับพระบัญชามา จงสงบจิตสงบใจ ค่อย ๆเจรจาเถิด
วิญญาณ : เป็นหนี้ชีวิตก็ต้องชดใช้ชีวิตกูมา กูมไม่อยากเจรจา
อ.เตี่ยนฉวนซือ : ขอเจ้าจงเมตตาสักหน่อยเถอะ
วิญญาณ : มันทำกูเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน พวกเจ้าจะรู้อะไร (ร้องไห้น่าเวทนา)
พระอาจารย์ : เจ้าจงบอกสิ่งที่เขาทำร้ายเจ้าให้ทุกคนฟัง เจ้าได้รับความทุกข์ทรมานในนรก แล้วยังจะมาทวงเอาชีวิตอย่างนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
วิญญาณ : กูจะขวางทางมัน(บำเพ็ญธรรม) ให้มันทรมาน ให้มันเกิดความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด (วิญญาณไม่สงบ พยายามที่จะพุ่งตัวเข้าหาหมายที่จะทำร้ายจวงเจ่ย์)
พระอาจารย์ : รีบเอาน้ำให้เขาดื่ม! เจ้าจงให้โอกาสเขาสร้างบุญชดใช้เจ้าเถิด
วิญญาณ : (ตวาดเสียงดัง) ให้เวลามัน 3 เดือน หาก 3 เดือนมันทำไม่สำเร็จ กูจะเอาชีวิตมัน 3 เดือนหากทำให้กูสงบลงไม่ได้กูจะไม่ปล่อยมัน
กูจะทำให้มันเจ็บปวดมากกว่านี้ คอยดู
พระอาจารย์ : เจ้าจงพูดถึงเหตุความเป็นมา ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้ได้อย่างไร?
วิญญาณ : ไม่ ! ให้มันไปคิดเอาเอง ! กูจะให้มันค่อย ๆ รู้สึก !(ร้องไห้) มึงทำไมโหดร้ายกับกูอย่างนี้ (พยายามจะลุกขึ้น)
มึงเข้ามาใกล้กูสิ! กูจะบอกให้มึงฟังอย่างละเอียด (วิญญาณพุ่งเข้าทำร้ายจวงเจ่ย์ พุทธบริกรช่วยกันจับไว้ ทำให้จวงเจ่ย์ถูกทำร้ายเล็กน้อย)
วิญญาณ : กูทนทุกข์ทรมานเหลือเกิน พวกมึงปกป้องมันทำไม? ทำไมมึงถึงไร้น้ำใจอย่างนี้ห๊า ! หากไม่เป็นเพราะพระอาจารย์ของมึงต้องการช่วยมึง
วันนี้กูไม่มาหรอก (วิญญาณจิตสงบลงมาบ้าง จึงพูดถึงความเป็นมา)
วิญญาณ : มันกับกูรู้จักกันในสมัยราชวงศ์ชิง มึงไร้น้ำใจสิ้นดี คิดขึ้นมามันน่าโมโหนัก จะให้กูไม่แค้นได้หรือ?
(วิญญาณเอาแต่ร้องไห้ แล้วก็พุ่งเข้าหาจวงเจ่ย์หมายจะทำร้าย)
พระอาจารย์ : จงทำจิตใจให้สงบ แล้วเล่าความเป็นมา
วิญญาณ : มันบอกว่าจะช่วยกู มึงช่วยอะไรตรงไหน? ทำไมต้องมาทำร้ายกูมึงทำร้ายกูอย่างโหดเหี้ยม พวกเจ้าไม่รู้อะไร! (ดิ้นทุรนทุราย)
พระอาจารย์ : อย่าทำอย่างนั้น !
วิญญาณ : มึงทำร้ายกูจนตาย ! กูจะทำให้มึงบ้านแตกสาแหรกขาด กูเป็นคนบุ่มบ่าม กูจึงไม่ฟังธรรมะที่พวกมึงพูด
(จวงเจ่ย์และพุทธบริกรต่างก็เกลี้ยกล่อม พร้อมกับสัญญาว่าจวงเจ่ย์จะพยายามสร้างบุญกุศลชดใช้คืนให้)
วิญญาณ : ให้เวลามัน 3 เดือน เมื่อถึงลานั้นค่อยคุย (อาจารย์เตี่ยนฉวนซือและพุทธบริกรขอร้องให้วิญญาณกล่าวถึงความเป็นมา
วิญญาณ : กูไม่พูด กูบอกแล้วว่า 3 เดือน เมื่อถึงเวลาค่อยคุย (ทุกคนจึงขอร้องวิญญาณกล่าวถึงความเป็นมาอีกครั้ง)
วิญญาณ : ก็ได้ ในเมื่อจะพูดคุยกัน ม๊า! เรามาคุยกันสิ เอาสิ พูดออกมาว่าจะทำอย่างไรบ้าง?
จวงเจ่ย์  : ฉันจะติดตามอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมไปปฏิบัติธรรม
วิญญาณ : ฉันชื่อเจิ้งชิงเอวี๋ยน เรา 2 คนเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต คนอะไรไร้ความเมตตาปราณี บอกว่าจะช่วยฉัน ให้ฉันฟื้นจากความยากจน ช่วยอะไรตรงไหนห๊า!
จวงเจ่ย์  : ขอโทษ ฉันสำนึกขอขมาต่อเธอ
วิญญาณ : ในตอนนั้นฉันก็เชื่อเธออย่างนี้นั่นแหละ กลับทำให้ฉันบ้านแตกสาแหรกขาด โกงทรัพย์สินของฉัน เห็นว่าบ้านของฉันมีเงิน
เสแสร้งแกล้งทำเข้ามาหลอกฉัน คนในโลกเป็นจำนวนมากที่เสแสร้งแกล้งทำ แสร้งเป็นสุภาพชน ฉันเชื่อเธอเกินไป ไว้อกไว้ใจบอกเรื่องราวที่บ้านให้รู้จนหมดสิ้น
แต่เธอกับตอบแทนฉันอย่างนี้ ฆ่าฉันตายทั้งครอบครัว มันฆ่าฉันทั้งครอบครัวตายอย่างไรพวกเจ้าไหนเลยจะรู้? (ร้องไห้สะอึกะอื้น)
เธอโหดเหี้ยมเกินไป เธอรู้ไหมว่าเธอฆ่าพวกฉันอย่างไง? (วิญญาณทำมือทุบไปที่หัว) เธอทุบหัวฉันจนเละ เมียของฉันอยู่ข้างๆเห็นเข้า ถึงกับเป็นลมช็อกตาย
ใจเธอดำเหลือเกิน ยืนดูฉันตายไปต่อหน้าต่อตา ฉันไม่ยอม ! ฉันก็จะทำให้หัวเธอแตกเหมือนกัน !เสแสร้งแกล้งทำ !หน้าคนใจสัตว์
 (วิญญาณแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราด พยายามพุ่งตัวเข้าหาจวงเจ่ย์) กูจะดูว่า3 เดือนมึงจะทำอย่างไร? หากทำไม่ได้ คอยดูก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นมึงจะไม่มีโอกาสพูด
กูจะทำให้มึงกินไม่ได้ ให้มึงทำงานไม่ได้ กูจะทำให้มึงเป็นเจ้าหญิงนิทรา !
จวงเจ่ย์  : ฉันจะติดตามอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมไปปฏิบัติธรรม สร้างบุญกุศลชดให้เธอ!
พุทธบริกรที่อยู่ในงาน  :   พวกเขาจะตั้งใจปฏิบัติงานธรรม
วิญญาณชี้ไปที่อาจารย์เตี่ยนฉวนซือ : พวกเจ้าจะต้องนำพามันให้ดี
วิญญาณ : (พูดกับพระอาจารย์) เพราะมันเป็นลูกศิษย์ของท่าน ข้าจะเอาชีวิตมันยังต้องเจอเรื่องยุ่งยากขนาดนี้
พระอาจารย์ : เจ้ากับเขามีสายสัมพันธ์ร่วมโลหิต นั่นเป็นเรื่องราวของอดีตชาติที่เขาทำ แต่ว่าเขามีบำเพ็ญธรรม เจ้าต้องการให้เขามีโอกาสบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
สร้างบุญสร้างกุศลชดให้คืนให้เจ้า หรือจะเอาชีวิตเขาอย่างเดียว! ทวงกันไปมาเอาแต่อาฆาต ชาติใดเล่าจะหลุดพ้น? ต่อให้สมอารมณ์หมายของเจ้า
เจ้าก็ต้องทรมานเช่นนี้ไปชั่วชีวิต ต่างเป็นพี่น้องเหมือนแขนเหมือนขา
วิญญาณ : พี่น้องกันเหรอ มึงถึงทุบหัวกูเละขนาดนี้ กูมีเรื่องพูดเพียงแค่นี้ (ถอนญาณ)
พระอาจารย์ : เจ้าทั้งหลายอย่าได้คิดว่าเขาพูดไปอย่างนั้นเอง หากเจ้าไม่ได้รับธรรมอีกทั้งลูกสาวมีบำเพ็ญช่วยงานธรรมะ คงจะไม่เพียงแค่นี้เป็นแน่
ครั้งนี้เป็นโอกาสครั้งสุดท้าย หากเจ้าไม่ถนอมให้ดี น่ากลัวว่าแม้แต่พระอาจารย์ก็คงยากที่จะช่วยได้
จวงเจ่ย  :  ศิษย์จะตั้งใจบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ขอพระอาจารย์เมตตาคุ้มครองลูก ๆของศิษย์ทั้ง4คน หากออกไปปฏิบัติงานธรรม ลูก ๆจะไม่มีคนดูแล
พระอาจารย์ : หากเจ้ามีความตั้งใจจริงในการปฏิบัติธรรม ก็ยังพอมีโอกาสเปลี่ยนแปลง เขาให้เวลาเจ้า 3 เดือน ในช่วงเวลา 3 เดือนนี้เจ้าจงตั้งใจ
บังเกิดจิตศรัทธา อย่าได้เป็นเพียงแค่ลมปาก แท้จริงแล้วอยู่ที่จิตของเจ้า ว่าเจ้าจะทำอย่างไร? หากเจ้าสะเพร่าหย่อนยานปัจจัยก็จะตามทันที
เจ้าอย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องนี้สะเทือนถึง 3 ภพภูมิ หาใช่การเล่นละครของเด็กสาวไม่ การทวงหนี้ของเจ้ากรรมนายเวรนั้นโหดร้ายกว่าที่เจ้าคิดนัก
ใช่ว่าเจ้าทั้งหลายจะคาดคะเนได้ กลับไปจงตั้งใจปฏิบัติ ต่อให้ยากสักเพียงใดก็ต้องฝ่าฟันให้จงได้ (ครอบครัวของจวงเจ่ย์กราบสำนึกคุณพระอาจารย์)
 เมตตาให้ลูกสาวคนโตของจวงเจ่ย์ออกมาพูดถึงเหตุปัจจัยอาการเจ็บป่วยของจวงเจ่ย์
พระอาจารย์ : พระอาจารย์จะไม่กล่าวมากไป หวังว่าเจ้าจะเสมอต้นเสมอปลาย กราบลา
พระแม่องค์ธรรม คืนสู่หนันผิง
ap_F23(3) พระคุณฟ้าบารมีอาจารย์ เปิดสถานธรรมฉุดช่วยเวไนย

วันที่ 17 เดือนสิงหาคม พ.ศ.2539 เป็นวันเปิดสถานธรรมของคุณจวงซิ่วอิง ในวันนั้นอาจารย์เตี่ยนฉวนซือได้เมตตาให้ลูกสาวคนโตหลี่ซินอิ๋ง
ออกมาพูดถึงเหตุปัจจัยอาการเจ็บป่วยของคุณแม่ จากนั้น เจ้าเตี่ยนฉวนซือได้นำพานักธรรมอาวุโสถวายธูปกำใหญ่ กราบขอพระแม่องค์ธรรมเมตตา
วิงวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตานำพาวิญญาณของนายเจิ้งชิงเอวี๋ยนมาประทับญาณ เพื่อคลี่คลายปัจจัยกฏแห่งกรรมโดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นประธานไกล่เกลี่ย
เพื่อหาข้อสรุปที่สมบูรณ์ที่สุด
ในขณะที่อาจารย์เส้าเตี่ยนฉวนซือได้เมตตากับผู้มาร่วมงาน พระโพธิสัตว์กวนอิมก็ได้เมตตาประทับญาณนำพาวิญญาณมายังพุทธสถาน…

วิญญาณ : (ร้องไห้อย่างน่าเวทนา) ไม่เอา ไม่เอา ทำไมต้องให้ฉันมาอีก? ไม่ใช่ตกลงกันแล้วหรือ? เจ้าทั้งหลายจะเอายังไงอีก? ฉันไม่ยอม (ร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมาน)
จางเตี่ยนฉวนซือ : (พูดกับจวงเจ่ย์) เธอจงบอกในสิ่งที่เธอจะทำให้เขาทราบเถิด
วิญญาณ : ฉันบอกแล้วว่าจะดูมันทำ 3 เดือน ให้ฉันอารมณ์เย็นลงบ้างไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดกันอีก (แสดงอาการเกรี้ยวกราดและโมโห)
จวงเจ่ย์  : ให้ฉันสร้างบุญให้เธอนะ
วิญญาณ : เธอจะสร้างบุญกุศลยังไง? พูดสิ ฉันแค้นนัก ทำไมพวกเจ้าจึงช่วยมันเพราะอะไร? ใครหน้าไหนที่จะมาช่วยฉัน? (วิญญาณร้องไห้และใช้มือทุบไปที่เบาะกราบพระ)
จางเตี่ยนฉวนซือ : พวกเราจะช่วยเหลือเธอ (นักธรรมอาวุโสที่มาร่วมงานต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน)
วิญญาณ : (ร้องไห้) ไม่ใช่แค่ฉัน ยังมีเมียของฉันอีก
จวงเจ่ย์  : พวกเราจะช่วยกันนะ ขอร้องเธอได้โปรดเมตตาด้วยเถิด
วิญญาณ : ถ้าอย่างนั้นเธอก็จงพูดมา ว่าเธอจะทำอย่างไร?
เส้าเตี่ยนฉวนซือ : เขาจะศรัทธาจริงใจ ปฏิบัติงานธรรม บุญกุศลชดใช้ให้เธอ เธอได้โปรดเมตตาต่อเขาเถิด
จวงเจ่ย์  : พวกเราต่างเป็นพี่น้องกัน ฉันจะตั้งใจสร้างบุญกุศลให้ดี เพื่ออุทิศให้แก่เธอ ขอเธอจงโปรดเมตตา
วิญญาณ : ในเมื่อเธอก็รู้ว่าเราต่างเป็นพี่น้องกัน แล้วทำไมถึงมาทำร้ายฉันล่ะ?
จวงเจ่ย์  : (ร้องไห้) ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ ได้โปรดยกโทษให้กับฉันด้วย
วิญญาณ : (โมโหและเกรี้ยวกราด) ใจฉันสับสน ใจฉันยังไม่สงบ ฉันขอดูมันทำก่อน ฉันจะเอาชีวิตมัน แต่พวกเจ้าตั้งมากมายที่จะช่วยมัน แล้วจะให้ฉันทำยังไง?
(วิญญาณร้องไห้และใช้มือทุบไปที่เบาะกราบ)
จวงเจ่ย์  : (ขอร้องวิญญาณ) ขอร้องเธอ ได้โปรดให้โอกาสแก่ฉันสร้างบุญอุทิศให้กับเธอ อย่าได้เอาชีวิตฉันเลย ไม่อย่างนั้นฉันจะมีโอกาสชดใช้คืนให้กับเธอได้อย่างไร?
วิญญาณ : (พยายามที่จะลุกขึ้นมา) จะให้ฉันทำยังไงกันแน่? ฉันก็บอกแล้วไง 3 เดือนไม่ใช่หรือ? ยังมีเมีย มีลูกของฉันอีก จะให้สงบได้ยังไง?
พระโพธิสัตว์ :  เจ้าทั้งหลายไม่เข้าใจเจตนาของเขาหรือ? เวลา 3 เดือน ทำแล้วค่อยเจรจา ไร้ซึ่งบุญกุศล ความอาฆาตยากมลาย 3 เดือนให้หลังค่อยเจรจาก็แล้วกัน
จวงเจ่ย์  : กราบขอพระโพธิสัตว์เมตตา
พระโพธิสัตว์ :  เจ้าจะต้องสำนึกขอขมาทุกวัน
วิญญาณ : (ร้องไห้ด้วยความทรมาน) ทำไมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายคอยช่วยเหลือเธอ? องค์แล้วองค์เล่า…..
จวงเจ่ย์  : เรามาเจรจากันด้วยสันติเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะสร้างบุญกุศลชดใช้ให้กับเธอ ดีไหม?
วิญญาณ : หาก 3 เดือนเธอยังทำไม่สำเร็จ แล้วฉันจะทำยังไง?
จวงเจ่ย์  : ฉันถึงอยากจะเจรจากับเธอไง พวกเราเป็นพี่น้องกัน ฉันจะต้องช่วยเธอให้ถึงที่สุด
วิญญาณ : (ร้องไห้) ฉันทรมานเหลือเกิน
จวงเจ่ย์  : (ร้องไห้) ฉันรู้แล้วว่าเธอทรมานยังไง ฉันขอโทษ
พระโพธิสัตว์  : ทวงกันไปมาเอาแต่อาฆาต ชาติใดเล่าจะหลุดพ้น 
นักธรรมอาวุโส : พวกเราทุกคนยินดีจะช่วยเหลือ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเธอ
วิญญาณ : (พูดกับทุกคน) พวกเจ้าได้ยินหรือยัง?
จวงเจ่ย์  : ได้ยินแล้ว
วิญญาณ : (ร้องไห้แล้วพูดกับจวงเจ่ย์) มีคนตั้งมากมายที่ช่วยเธอ แล้วฉันล่ะใครจะช่วย
นักธรรมอาวุโส : (เห็นวิญญาณเป็นอย่างนี้ รู้สึกสงสารวิญญาณ จึงร้องไห้ออกมาพร้อมกัน และก็กล่าวว่า) พวกเราจะช่วยเธอ

 จวงเจ่ย์กราบพระโพธิสัตว์กวนอิมอีกครั้ง ขอพระองค์เมตตาเป็นประธาน ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์กวนอิมได้ถอนญาณ จากนั้นพระอาจารย์ก็ได้ประทับญาณ

เส้าเตี่ยนฉวนซือ : ทวงกันไปมาเอาแต่อาฆาต ชาติใดเล่าจะหลุดพ้น วันนี้มีโอกาสมาเจรจา เจ้าจงให้โอกาสแก่เขาเถิด
วิญญาณ : ฉันต้องการเป็นจำนวนมาก
จวงเจ่ย์  : ฉันขอสำนึกขอขมาต่อเธอ ที่ติดหนี้เธอไว้จะขอชดใช้คืนให้หมด(จากนั้นจึงหันมากราบพระอาจารย์) กราบขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตา
พระอาจารย์ : (ร่ำไห้ด้วยน้ำตา) ขอพระอาจารย์จะมีประโยชน์อะไร? ตอนนั้นพระอาจารย์อยากจะช่วยเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ยืนมือออกมา
วิญญาณ : ฉันต้องการให้เจ้าทุกคนฉุดช่วยคนมารับธรรมะเพื่ออุทิศผลบุญให้กับฉัน ทำได้หรือไม่?
นักธรรมอาวุโส : พวกเรายินดีทำ
วิญญาณ : (ชี้ไปที่จวงเจ่ย์) แล้วเธอล่ะ?
จวงเจ่ย์  : ฉันจะติดตามอาจารยืถ่ายทอดเบิกธรรมออกไปบุกเบิกงานธรรมยังต่างประเทศ ฉันจะทำอย่างสุดความสามารถ บุญกุศลทั้งหมดอุทิศให้กับเธอ
วิญญาณ : (ร้องไห้ขอร้องพระอาจารย์) ท่านต้องช่วยข้า
จวงเจ่ย์  : กราบขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตา
พระอาจารย์ : (พูดกับวิญญาณ) จี้กงข้ารับเป็นเจ้าของเรื่องแทนเจ้า หวังว่าความอาฆาตแค้นของเจ้าจะมลายลงได้
จวงเจ่ย์  : กราบขอพระอาจารย์เมตตา ศิษย์จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด

 พระอาจารย์ใช้พัดโบกพัดไปที่วิญญาณ เพื่อให้จิตที่อาฆาตแค้นสงบเยือกเย็นลงบ้าง จวงเจ่ย์ก็ได้ทำการกราบสำนึกขอขมาขอให้วิญญาณโปรดให้อภัย
บรรยากาศจึงสงบลง…

วิญญาณ : ฉุดช่วยคน 500 คน นำพาคน 500 คนมารับธรรมะ ฉันมีเงือนไขข้อนี้ข้อเดียวให้กับเธอ หากเธอไม่ตั้งใจทำ ฉันจะไม่ปล่อยเธอแน่
เส้าเตี่ยนฉวนซือ : ฉุดช่วยคน 500 คนนี้ใช้เวลาเท่าไหร่ (วิญญาณไม่ยอมตอบ)
พระอาจารย์ : ชีวิตสำคัญหรือว่าระยะเวลาสำคัญกว่า?
จวงเจ่ย์  : ศิษย์จะตั้งใจทำ
เส้าเตี่ยนฉวนซือ : เธอพูดแล้วต้องทำให้ได้
วิญญาณ : พวกเจ้าไม่รู้ว่าฉันทรมานแค่ไหน? ฉันต้องการชีวิตของเขากลับทวงไม่ได้ ฉันจะทำอย่างไรดี? (แสดงความรู้สึกเป็นทุกข์ทรมาน)
เส้าเตี่ยนฉวนซือ : กราบขอพระอาจารย์เมตตา
พระอาจารย์ : (พูดกับวิญญาณ)บุญกุศลของทุกคนต่างก็จะอุทิศให้แก่เจ้าแล้วมิใช่หรือ?
วิญญาณ : ฉันจะมลายความแค้นได้อย่างไร ยากเหลือเกิน
จวงเจ่ย์  : กราบขอพระอาจารย์เมตตา
พระอาจารย์ : 500 คน เขาต้องการให้เจ้าฉุดช่วยคน 500 คน
จวงเจ่ย์  : พระอาจารย์เมตตา ศิษย์จะออกไปฉุดช่วยคน จะตั้งใจทำ กราบขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตาหนุนส่ง
วิญญาณอาฆาตจนไม่อาจสงบอารมณ์ได้ ทุบเบาะกราบ และตะโกนออกมาเสียงดังว่า “ฉันทรมานเหลือเกิน”

พระอาจารย์ : (พูดกับวิญญาณ) เขารับปากว่าจะนำพาคนมาให้รับธรรม 500 คนแล้ว และทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่างก็ยินดีสร้างบุญกุศลอุทิศให้กับเจ้า เจ้าจงเมตตาเถิด
วิญญาณ : ฉันให้โอกาสมันแล้ว 500 คนในเวลา 3 เดือน ทำไมพวกเจ้าทุกคนยังจะมาบีบบังคับฉันอีก
จวงเจ่ย์  : 3 เดือนสั้นเกินไป ตอนนี้ช่วยคนให้มารับธรรมะเป็นเรื่องยากมากศิษย์จะตั้งใจทำ กราบขอพระอาจารย์เมตตา ขอยืดเวลาอีกสักหน่อยจะได้ไหม?
พระอาจารย์ : เจ้าลองถามเขาดูสิ (ชี้ไปที่วิญญาณ)
วิญญาณ : ไม่เอา ฉันยังไม่สงบ ใจฉันยังไม่สงบ ต่อให้ 3 เดือนใจก็ยังไม่สงบ
เส้าเตี่ยนฉวนซือ : เจ้าจงโปรดเมตตา ยืดเวลาออกไปอีกหน่อยเถิด เพราะช่วงนี้การฉุดช่วยคนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
วิญญาณ : ไม่ ฉันยืนยันคำเดิม 3 เดือน
จางเตี่ยนฉวนซือ : ทุกคนคุกเข่าขอร้องเขาเถิด
วิญญาณ : (ร้องไห้) เดิมทีฉันจะเอาชีวิตของมันในปีนี้ ไม่ให้มันพ้นปีไปได้ ฉันให้เวลามันมากเกินไปแล้ว ยืดแล้วยืดอีก
จวงเจ่ย์  : กราบขอพระอาจารย์เมตตา
พระอาจารย์ : (ร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า) พระอาจารย์ไม่เมตตาหรือ? จะช่วยเจ้า มือเจ้าไม่ยอมยื่นออกมา
(ในขณะนั้นทุกคนต่างร้องไห้ เพราะรู้สึกสงสารพระอาจารย์ อีกทั้งเสียใจที่ตนเองก็ไม่ได้เป็นศิษย์ที่ดีนักของพระอาจารย์)
จวงเจ่ย์  : เมื่อก่อนศิษย์ไม่รู้ ทำเรื่องที่โง่เขลาขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตาให้อภัย
(นักธรรมอาวุโสที่ร่วมพิธีต่างก็ร้อไห้แล้วก็คุกเข่า เพื่อกราบขอพระอาจารย์และวิญญาณเมตตา)
เส้าเตี่ยนฉวนซือ : ครึ่งปีได้ไหม? ให้เวลาเขาสักครึ่งปี
วิญญาณ : ใครกล้ารับประกัน? (ไม่มีใครกล้าตอบ ในทันใดนั้นพระอาจารย์ก็คุกเข่าลงต่อหน้าวิญญาณ)
พระอาจารย์ : ข้ารับประกันเอง (ทุกคนจึงร้องไห้สะอื้นเสียงดังไปทั่วบริเวณสถานธรรม)
วิญญาณ : ทำไมท่านต้องทำอย่างนี้? พวกเขาจะให้ข้ายืนเวลาเป็นครึ่งปี ทำไมท่านไม่ช่วยข้าเล่า?
พระอาจารย์ : หากเจ้าไว้ชีวิตเขา ทุกคนยินดีสร้างบุญกุศลชดใช้ให้แก่เจ้า
วิญญาณ : ให้เวลาเจ้าครึ่งปี (ทุกคนจึงคุกเข่ากรบพระอาจารย์และวิญญาณ)ทำไมเจ้าจึงโชคดีอย่างนี้ (ชี้มายังจวงเจ่ย์)
มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยหนุนนำทำให้ฉันเอาชีวิตเธอไม่ได้ เธอโชคดีเหลือเกิน ถ้าเป็นเช่นนี้ฉันก็ต้องขอพึงเธอแล้ว เธอต้องช่วยเมียของฉันด้วย
เมียของฉันชื่อว่าหลินเยวี้ยเจียว อุทิศให้เขา 300 คน ส่วนฉันเอา 200 คน
จวงเจ่ย์  : เราต่างเป็นพี่น้องกัน หากเธอช่วยให้ฉันสุขภาพนี้ขึ้นกว่านี้ ฉันจะตั้งใจทำ ออกไปฉุดช่วยคนอุทิศบุญกุศลให้แก่เธอ
วิญญาณ : ฉันก็ไม่ได้ต้องการทำร้ายเธอ แต่เพราะความอาฆาตแค้นยังไม่สงบ
(จวงเจ่ยจึงกราบขอบคุณวิญญาณ) เธอไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ควรที่จะขอบคุณพระอาจารย์ของเธอมากกว่า เธออย่าได้ลืมข้อสัญญาที่ให้ไว้
จะต้องทำให้ได้ (จวงเจ่ยได้เรียนถามถึงเนื้องอกว่าจะมีโอกาส
ดีขึ้นไหม?)
วิญญาณ : หากใจของฉันสงบลงเมื่อไหร่ ก้อนเนื้อก็จะค่อย ๆลดลง แต่หากเธอไม่ได้ทำตามสัญญา ฉัน…..(ลูกสาวของจวงเจ่ย์ต่างก็คุกเข่ากราบขอวิญญาณเมตตา
ให้แม่สุขภาพดีขึ้นโดยเร็ววัน จึงสงบจิตสงบใจทำงานธรรมะได้) (ในขณะนั้นวิญญาณก็ได้ถอนญาณ)
จวงเจ่ย์  : กราบขอพระอาจารย์เมตตา ให้โอกาสศิษย์ได้ออกไปทำ ให้เนื้องอกลดลง ศิษย์จะตั้งใจเดินหน้า ติดตามอาจารย์เตี่ยนฉวนซือออกไปปฏิบัติงานธรรม
พระอาจารย์ : ทุกวัน ให้เจ้าสำนึกขอขมาต่อเขา (จากนั้นก็หันไปพูดกับทุกคน) หนี้เวรกรรมหกหมื่นกว่าปี ไม่ใช่เขามีเพีงคนเดียว
เจ้าทั้งหลายต่างก็มีหากเจ้ากรรมนายเวรยังไม่ได้ตามทวง เจ้าทั้งหลายก็มิ่นยอมบำเพ็ญปฏิบติ สร้างบุญสร้างกุศล
(เมตตาจวงเจ่ย์) เขายินยอมเจรจากับจ้าได้นั่นคือความโชคดี หากเขาไม่ยินยอมเจ้าจะทำอย่างไร? พระอาจารย์ก็ได้ความสามารถ
(จวงเจ่ยืจึงคุกเข่ากราสำนึกขอขมาต่อพระอาจารย์) ศิษย์สำนึกผิดแล้ว กราบขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตาให้อภัย
พระอาจารย์ : ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่มา แต่เจ้าทั้งหลายกลับหลงอยู่ในสุรานารีรักโลภโกรธหลง ลืมโฉมหน้าเดิมแท้ ถึงเวลาเคราหืหามยามร้าย
ชีวิตตกอยู่ในอันตรายจึงตื่นตระหนก
จวงเจ่ย์  : ศิษย์รู้ผิดแล้ว รู้ว่าพระอาจารย์ได้ช่วยศิษย์ไว้ตั้ง 2 ครั้งแล้ว ตอนนั้นศิษย์โง่เขลาไม่รู้อะไร เลอะเลือนลุ่มหลง ขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตา
(จวงเจ่ย์และนักธรรมอาวุโสต่างร้องไห้ พระอาจารย์จึงให้เตรียมถวายธูปกำใหญ่ แล้วก็นำพามวลลูกศิษย์คุกเข่ากราบขอพระแม่องค์ธรรม)

 หลังจากที่พระอาจารย์ได้ถวายธูปแล้ว จึงกล่าวออกมาด้วยความรันทดว่า “พระแม่องค์ธรรมโปรดเมตตา จี้กงข้าไร้บุญบารมี ขอกราบสำนึกขอขมาต่อหน้าพระพักตร์…………”
พระอาจารย์ร่ำไห้ กราบต่อหน้าพระแท่นพระแม่องค์ธรรม สำนึกขอขมา ศิษย์ทุกคนต่างรู้สึกสงสารพระอาจารย์จับใจ อีกทั้งสำนึกในพระคุณที่พระองค์ทรงมีต่อเหล่าลูกศิษย์
จึงพากันร้องไห้คุกเข่าสำนึกขอขมา ทั้งบริเวณสถานธรรมจึงตกสู่ภวังค์แห่งความโศกเศร้า หลังจากนั้น พระอาจารย์จึงเมตตาเรียกให้ทุกคนยืนขึ้น ไม่ต้องกราบแล้ว

พระอาจารย์ : เจ้าทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิด ข้อตกลงจะต้องออกไปทำ หากไม่ทำตามสัญญา ชีวิตก็ยากรับประกัน
เส้าเตี่ยนฉวนซือ : ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน เร่งรีบออกไปฉุดช่วยคนให้มารับธรรมะส่วนครอบครัวของจวงเจ่ย์ ทุกคนรวมใจกันช่วยดูแล เด็กๆยังเล็กนัก
ทุกคนลำบากกันหน่อย เปลี่ยนกันไปดูแลก็แล้วกัน รีบกราบสำนึกคุณพระอาจารย์เถิด (ทุกคนจึงกราบสำนึกคุณพระอาจารย์ที่ได้โปรดเมตตาเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี
เปลี่ยนหนักให้กลายเป็นเบา)

(4) บันทึกท้ายเรื่อง

กราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฟ้าเบื้องบน พระคุณพระบรรพจารย์ ที่โปรดให้วิญญาณเจ้ากรรมนายเวรของจวงเจ่ย์ปรากฏกายเพื่อเจรจาอีกครั้ง
จนสุดท้ายได้เงือนไขก็คือ ฉุดช่วยคน 500 คนในเวลาครึ่งปี ทำให้ทั้งจวงเจ่ย์และนักธรรมอาวุโสต่างก็ทุ่มเทใจกันอย่างสุดกำลังความสามารถ
อาศัยจุดหมายนี้ชำระปณิธาน กราบขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาคุ้มครองให้ทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจกัน โรคภัยของจวงเจ่ย์ค่อย ๆ ทุเลาลง
และก็หวังเป็นอย่างยิ่งคือบุญกุศลที่อุทิศให้กับวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรนั้น จะช่วยส่งผลให้เขาทั้งสองได้ล่วงพ้นจากทะเลทุกข์โดยเร็ววัน
ได้เกิดกายมาเป็นมนุษย์ เพื่อสดับรับวิถีอนุตตรธรรม

จาก :  nuson.blogspot.com

2 ความเห็น

  1. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆอ่านแล้วรู้สึกขัดเกลาจิตใจได้เยอะมาก ถึงแม้ตอนนี้ยังมีกิเลศอยู่มากแต่จะพยายามให้เบาบางลง

  2. nee

    ขอทุกคนโปรดเห็นใจพระอาจารย์
    ถ้าเราเป็นท่านเราจะทรมานใจแค่ไหนกับการที่ลูกศิษย์มาสำนึกตอนสายเสียแล้ว
    ทำไมหนอ จิตใจของทุกคนยังคงเห็นแก่ตัว
    ไม่สงสารผู้ที่ยังไม่ได้เข้าใจในการบำเพ็ญหรอกเหรอ
    บรรพบุรุษของเขาทรมานมากนะที่ลูกหลานของเขายังไม่รู้ตื่น

Leave a Reply