ปัจจุบันธรรม
โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
การศึกษาธรรม ท่านให้ศึกษาปัจจุบันธรรม
บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย ไม่ควรพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
การปฏิบัติของเรา ท่านให้ปล่อยวางสัญญาอารมณ์ต่างๆ ไม่ให้คิดถึงอดีต อนาคต ให้กำหนดรู้ปัจจุบัน
คิดถึงอยู่แต่อารมณ์ปัจจุบันเท่านั้น เพื่อรู้ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน
กิเลส อนุสัยเป็นของเก่า เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง อายตนะภายใน อายตนะภายนอกกระทบกัน ก็จะเกิดอารมณ์ปัจจุบัน ยินดี ยินร้าย สุข ทุกข์ เป็นผล เรากำลังเห็นผลในปัจจุบัน แต่สามารถสาวหารู้เหตุในอดีตได้
ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นเพียงการกระตุ้นเอาของเก่าออกมา ขี้ละโมบโลภมาก ขี้โกรธ ขี้ใจน้อย ขี้เสียใจ ขี้เกียจ ขี้อิจฉา ขี้สงสัย ขี้กลัว ขี้อาย ขี้หลง ขี้วิตกกังวล ขี้ฟุ้งซ่าน เป็นต้น
เราเคยสร้างสมนิสัย กิเลส อนุสัยอย่างไร อาการเหล่านี้จะโผล่ขึ้นมาเป็นผล
อดีตเป็นเหตุ อาศัยปัจจัยสนับสนุน คือ เห็นรูปสวย ไม่สวย เสียงไพเราะ ไม่ไพเราะ เป็นต้น
เมื่อเห็นอารมณ์ปัจจุบันได้เช่นนี้ เราจะมีโอกาสที่จะปฏิบัติได้ 2 วิธี
………. วิธีเก่าคือ ปล่อยตามอำเภอใจ
ปล่อยให้คิดไปตามความเคยชิน ตามกิเลสตัณหา อดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น
ปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตก็จะเป็นอย่างนั้น มีแต่เต็มไปด้วย “ขี้” ขี้น้อยใจ ขี้กลัว ฯลฯ เป็นทุกข์ตลอดไป
………. วิธีใหม่คือ ตั้งเจตนาให้ถูกต้อง
เป็นศีล ด้วยอาศัยสติปัญญา
พยายามไม่ให้ยินดียินร้าย ไม่ให้ติดอารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี ถ้าเกิดยินดียินร้าย ก็รีบตั้งเจตนาให้ถูกต้อง คือ ระงับอารมณ์ ระงับยินดียินร้าย ทำใจเป็นปกติ คือสงบนั่นแหละ ทวนกระแสกิเลส ทวนนิสัยเก่าๆ ที่ก่อให้เกิดทุกข์โทษเสียหาย ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น
วิธีใหม่นี้เรียกว่าทำเหตุดีในปัจจุบัน อนาคตก็จะดี ผลิตผลก็ดีเป็นสุข
อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล เพราะฉะนั้นปัจจุบันเป็นที่รวมของเหตุผล
เหตุในปัจจุบัน เราสามารถทำเหตุดีได้ ละเหตุชั่ว ทำแต่เหตุดี
หน้าที่ของพวกเราก็คือการศึกษาปฏิบัติธรรม อยู่จุดนี้ตลอดไป ปล่อยวางอดีตและอนาคต ยึดในปัจจุบัน แต่อย่าหมายมั่น รู้แล้วปล่อยๆ ๆ โดยอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา
อันนี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เป็นสัมมาปฏิปทา
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็รวมกันอยู่ที่จุดนี้
















