ออปชั่นนี้สำหรับตั้งค่าใหม่ โดยจะนำหน้าต่างที่ท่านปิดไปกลับมาใหม่ หรือกลับไปยังหน้าเดิมก่อนเปลี่ยนแปลง

คลิกที่นี่เพื่อกลับไปยังรูปแบบเดิม

ผิดก่อน – ผิดมาก

_1_706พระอาจารย์บอกว่า “ฝากไว้เตือนใจ” เวลาที่เราทุกข์ ถ้าเราคิดได้ว่า “ผิดก่อน” และ “ผิดมากกว่า” เราก็จะไม่กล่าวโทษผู้อื่น ไม่คิดปองร้าย ไม่คิดเบียดเบียน มีแต่โอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่ตน เกิดหิริโอตตัปปะ ไม่ก่อกรรมวนเวียนอีก
 
วันคืนล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่
 
ขณะที่เราอยู่อย่างนี้ เวลาไม่เคยรอใคร เวลาผ่านไปๆ ทุกขณะๆ วันคืนล่วงไปๆ ความตายเข้ามาใกล้ทุกขณะๆ จงพิจารณาดูชีวิตของตนว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่ สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและต่อผู้อื่นแล้วหรือยัง สร้างประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ข้างหน้า ประโยชน์สูงสุดแล้วหรือยัง”
 
คนเราตั้งแต่เกิดมาจนทุกวันนี้ ดิ้นรนแสวงหาแต่ความสุขกันทุกคน แต่มีใครบ้างได้พบความสุขที่แท้จริงหรือพอใจในชีวิตของตนจริงๆ ชีวิตของเราทุกวันนี้มันแข่งกับเวลา รีบร้อนตลอดเวลา แม้แต่เวลานอนก็ยังรีบร้อนอยู่ คิดนี่ คิดโน่น คิดไปทั่วทุกสารทิศทั้งใกล้ทั้งไกล รีบร้อนแสวงหาความสุข แต่ชีวิตเราสังคมเราดูๆ เหมือนจะสับสนวุ่นวาย ความเดือดร้อนรุนแรงมากขึ้นๆ ทุกวัน
 
มนุษย์เราค้นคว้าหาความรู้มากขึ้นๆ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ฯลฯ ศาสตร์เหล่านี้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาล ตามเหตุปัจจัย ทุกปีๆ คนเราส่วนใหญ่วิ่งตามแต่ตามไม่ทัน หมดแรง หมดหวัง สับสนวุ่นวาย
 
ศาสตร์เหล่านี้ไม่เคยช่วยเราให้มีความสุขที่แท้จริงได้ ศาสตร์หนึ่งที่พวกเรามองข้ามไปคือ พุทธศาสตร์ นั่นเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบรมครูของเรา ตรัสรู้มาเป็นเวลา 2583 ปี ก่อนโน้น พวกเราจำนวนมากมักจะดูหมิ่นดูถูกมองข้ามไป เห็นว่าเป็นเรื่องเก่าแก่ล้าสมัย แต่ความจริงคำสั่งสอนของพระองค์นั้นเป็นสัจจะความจริงไม่เปลี่ยนตามกาล ใครประพฤติปฏิบัติถูก และเข้าไปรู้เข้าไปสัมผัสแล้วก็จะเหมือนกัน รู้แล้วก็ทั้งตื่นและเบิกบานใจมีความสุข จนแม้กระทั่งความสุขอย่างยิ่ง ตามที่ท่านกล่าวไว้ว่า….. “นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง”
 
ผิดก่อน
ในเรื่องของแม่เด็กที่ถูกลูกสาวบ่นอยู่เรื่อยๆ
จนเบื่อที่จะอยู่บ้าน โกรธและรำคาญใจมากก็ดี
เรื่องของท่านโมคคัลลานะที่ถูกโจร 500 ฆ่าก็ดี
เรื่องของท่านอุบาสกมหากาลก็ดี
เรื่องของสุภาพสตรีเกิดอุบัติเหตุแขนขาดก็ดี
ในทุกกรณีผู้ที่ได้รับทุกข์โทษแต่ละท่านแต่ละคน ได้ก่อกรรมทำความผิดมาก่อนทั้งนั้น
จะเป็นในชีวิตนี้หรือในชีวิตก่อนๆ ก็ดี เช่นในกรณีของท่านโมคคัลลานะ
และท่านอุบาสกมหากาลนั้น เป็นเรื่องของบุพกรรมในอดีตชาติ
ส่วนเรื่องของแม่เด็กและเรื่องของสุภาพสตรีแขนขาดนั้น เป็นกรรมในชาตินี้นี่เอง
ท่านจึงว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ที่ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราเสียใจ
น้อยใจ ทำให้เราเป็นทุกข์นั้น ให้เราคิดว่า เราผิดก่อน เสมอ
ถึงแม้ว่าจะทุกข์มากขนาดไหน เราต้องทำใจให้ได้ พยายามไม่ให้คิด
ถ้าคิดได้อย่างนี้ เราก็ไม่กล่าวโทษผู้อื่น แม้ผู้ที่เขามาฆ่าเราก็ตาม
เพราะเราก็รับผลกรรมของเราเองนั่นแหละ
เราเป็นผู้สร้างเหตุ “เขา” ก็เป็นเพียงปัจจัยเท่านั้น
………. ผลก็เกิดแต่เหตุ
ผิดมาก
เด็กทำแก้วน้ำแตกแล้วเราโกรธก็ดี
กรณีของลูกสาวที่บ่นว่าแม่แล้วแม่โกรธ น้อยใจก็ดี
ถ้าเขาพูดไม่ดี เราโกรธ บ่นนินทาตลอดคืนก็ดี
เรามักจะคิดว่าเด็กทำผิด เพราะเด็กทำแก้วน้ำแตก
ลูกสาวผิดเพราะลูกสาวไม่ควรว่าแม่
แต่ในทางธรรมะแล้ว ท่านว่าเด็กทำแก้วน้ำแตกก็ไม่ได้เจตนาจะทำเช่นนั้น
เป็นความผิดทางกาย กายกรรม ใจเขาไม่เสีย
ลูกสาวบ่นว่าแม่ก็คงจะทำไปตามอุปนิสัยสันดานมา
จากการที่ถูกแม่บ่นว่าสมัยตัวเองยังเป็นเด็กๆ
คงไม่มีเจตนาจะทำให้แม่เสียใจอะไรมากมาย
แต่ทำไปโดยอัตโนมัติ ใจเขาก็ไม่เสีย ผิดก็ผิดทางวาจา เป็น วจีกรรม
ความผิดของเขาทั้ง 2 กรณี ก็มีอยู่แต่ไม่มากมาย ผิดทางกายกรรม วจีกรรม
แต่คนที่โกรธ แม่ที่โกรธนี่สิที่กำลังสร้าง มโนกรรม ทำใจตัวเองให้เศร้าหมอง
ท่านว่าผู้ที่โกรธและแม่นั่นแหละ คงจะบาปมากกว่า ทุกข์มากกว่า ผิดมากกว่า
ในขณะนั้น ถ้าบังเอิญมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เราบังเอิญตายไปพร้อมๆ กัน
คนที่โกรธก็ดี แม่ของลูกสาวก็ดี อาจจะตกนรกได้ เพราะความโกรธ
แต่เด็กทำแก้วน้ำแตกและลูกสาวที่พูดไปบ่นไปโดยไม่มีเจตนาก็คงไม่เป็นอะไรหรอก
ท่านจึงสอนว่า ถ้าใครเตือนใจได้เสมอว่าๆ
ผิดก่อน – ผิดมาก
เราก็จะไม่โกรธใคร ไม่น้อยใจ ไม่คิดฟุ้งซ่านแล้ว
มีแต่ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ และข้อวัตรปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ หรือปล่อยวางทุกข์
เอาศีล สมาธิ ปัญญา มาตั้ง ต่อสู้กับทุกข์
เมื่อมรรคเกิด นิโรธก็เกิด การปฏิบัติก็ได้ผล
ผิดทีหลังไม่มี
การปฏิบัตินั้น เราต้องโอปนยิโก คือน้อมเข้ามาดูตัวเองเสมอ
และเมื่อตรวจดูตัวเองในทุกกรณีแล้ว เราก็เป็นผู้ผิดก่อนทุกทีไป
ฉะนั้น ผิดทีหลังจึงไม่มี
ธรรมะเป็นยาที่มีฤทธิ์มาก
ถ้าใช้ถูกจะได้ผลดี ถ้าใช้ผิดก็ให้โทษมากเหมือนกัน
โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึง “เรื่องกรรม”
เบื้องแรกให้เราตังสติพิจารณาตรวจตราดูสภาพของตนว่า
“ใจเราปกติดีไหม ใจมีเมตตาปรารถนาดี หวังดีไหม”
เมื่อดีแล้ว พิจารณาดูสภาพจิตของเขาว่า
“เขาพร้อมที่จะรับฟังและจะเกิดผลดีไหม ไม่แพ้ยาใช่ไหม”
พิจารณาดูรอบคอบทั้งสองฝ่ายแล้ว มั่นใจว่าจะเกิดผลดี จึงจะพูดได้
อย่าพูด เมื่อใจเราไม่ดี
อย่าพูด เมื่อใจเขาไม่ดีไม่พร้อม
เหตุหนึ่งที่ทำให้คนเสื่อมศรัทธาในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
หรือไม่เกิดศรัทธา เพราะพวกเราใช้ธรรมะไม่ถูกกาละเทศะ
ไม่เหมาะไม่พอดี เป็นเหตุทำลายน้ำใจเขาและเพิ่มกิเลสความเห็นแก่ตัวของตน
เช่น มีใครด้อยโอกาสหรือกำลังประสบทุกข์ เราพูดอย่างสะใจว่า
“นี้แหละทำชั่วได้ชั่ว” ใช้ธรรมะเป็นคำด่า คำดูหมิ่นดูถูก
เบียดเบียนทำลายเขาให้เกิดท้อแท้ หมดแรงหมดกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป
ตรงกันข้ามกับพุทธประสงค์ที่สั่งสอนพวกเราว่าให้
พิจารณา “กรรม” เพื่อให้เกิดเมตตาและความไม่ประมาท
เป็นไปเพื่อสันติสุขในชีวิต

2 ความเห็น

  1. ขอบคุณสำหรับบทความที่เวลาจิตได้บริโภคแล้วรู้สึก..ดี….ครับ

Leave a Reply