ออปชั่นนี้สำหรับตั้งค่าใหม่ โดยจะนำหน้าต่างที่ท่านปิดไปกลับมาใหม่ หรือกลับไปยังหน้าเดิมก่อนเปลี่ยนแปลง

คลิกที่นี่เพื่อกลับไปยังรูปแบบเดิม

สารเตือนมวลมนุษย์ จากพระผู้เป็นเจ้า

*** สารโปรดมวลมนุษย์ จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในจักรวาล ****

ศาสนศาสตร์ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ แท้จริงแล้วมีเพียงหนึ่งเดียว….เพราะทุกชีวิตทุกดวงวิญญาณ จะต้องอยู่อาศัยบนโลกมนุษย์ด้วยหลักเดียวที่ปักไว้อย่างมั่นคง นิ่ง ไม่กระดุกกระดิก นั้นคือ “หลักสัจจะธรรม”…. ทุกดวงวิญญาณจะต้องเวียนว่ายตายเกิด เพื่อทำในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ และทำในสิ่งที่ยังทำไม่ได้….คือ การปลิด ปลด ลด เลิก นิสัยสันดานที่ไม่ดีของตนเองที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด….ทุกชีวิตในจักรวาล คือ มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ล้วนคือดวงวิญญาณ คือเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข เป็นเพื่อนร่วมโลกที่ต้องอาศัยพึ่งพากันทั้งสิ้น…มนุษย์ คือ ผู้มีร่างกายที่สมบูรณ์ มีสติปัญญา รู้ดี รู้ชั่ว สามารถคิดและเลือกทำในสิ่งที่ต้องการได้…สัตว์และต้นไม้ คือ ผู้ที่เคยกระทำผิด เบียดเบียนชีวิต และร่างกายผู้อื่นทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ จึงถูกพิจารณาลงโทษให้ดวงวิญญาณไปเกิดในร่างของสัตว์และต้นไม้ อยู่อาศัยหากินได้ด้วยความทุกข์ทรมานแสนยากลำบากยิ่ง…

สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในจักรวาล จึงมีพระเมตตาให้ทุกดวงวิญญาณได้มีโอกาส มีหนทางพ้นทุกข์….ในแต่ละยุคสมัย จึงลงมาปรากฏกายบนโลกมนุษย์ เพื่อส่งมอบศาสนศาสตร์ คือ คำสั่งสอนในแต่ละศาสนา ให้มนุษย์ในแต่ละยุคได้นำไปปฏิบัติ….จนกว่าจะสามารถขจัดนิสัยสันดาน กิเลส ตัณหา ได้จนหมดสิ้น…ดวงวิญญาณของผู้ที่ทำได้ จึงไม่ต้องเกิดใหม่อีกครั้ง….แต่จะได้เดินทางไปยังดินแดนที่ไม่ตาย ไม่สูญสลาย มีแต่ความสุขที่แท้จริง … นั้น คือดวงวิญญาณจะสามารถหลุดพ้นไปจากแรงดึงดูดของโลก ออกไปในอวกาศมุ่งสู่ภายในดวงอาทิตย์ที่แสนอบอุ่น คือ ดินแดนที่สุดของสรวงสวรรค์ เรียกว่า “แดนนิพพาน” …เมื่อนั้นเราจึงจะรู้ได้เห็น สิ่งที่เราเคยกระทำมา ทุกย่างก้าวในอดีตทั้งหมด

ศาสนาที่กำเนิดขึ้นบนโลกหลายยุคสมัย คือ คำสั่งสอน คำบัญชาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาล ที่ได้ส่งมอบให้มนุษย์ผู้หนึ่งที่เชื่อและศรัทธา ได้นำไปปฏิบัติและเผยแพร่ต่อไป….คำสั่งสอนในแต่ละยุคจึงเหมาะสมต่อสภาวะ สถานการณ์ในขณะนั้น….ศาสนาต่างๆ จึงเป็นคำสั่งสอนเพื่อให้มนุษย์มีเมตตา มีความรัก ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ช่วยให้เกิดความสงบสุขบนโลกมนุษย์….มีเพียง ศาสนาเดียว ที่เป็นคำสั่งสอนสูงสุดที่จะทำให้มนุษย์สามารถปฏิบัติตน จนหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด และมุ่งสู่ดินแดนที่สุดของสรวงสวรรค์ได้ …คือ “พุทธศาสนา”… ดังนั้น ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาหลักของโลก โดยมีศาสนาอื่นคอยช่วยสนับสนุนมนุษย์โลก ให้มาพบศาสนาพุทธในภายหลัง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า หมายถึง คำพูด คำบัญชาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ พระเจ้า หรือ พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดของทุกศาสนา ซึ่งแท้จริงแล้วคือ “โลกุตตระ” นั้นเอง

โลกุตตระ หมายถึง “พระไตรปิฎก” ที่อุบัติเกิดขึ้นเป็นมนุษย์เหนือโลก บนโลกทุกๆ หมื่นปี กำเหนิดขึ้นมาในยามที่ศาสนศาสตร์กำลังจะวิบัติ มนุษย์นับถือศาสนาแต่ปากและกำลังจะทำลายล้างกันเอง จึงต้องอุบัติมาเพื่อสานต่อศาสนาจนครบอายุพุทธกาลที่ได้พยากรณ์ไว้ …โดยโลกุตตระ จะนำพาสั่งสอนให้บุรุษผู้หนึ่งที่เชื่อพระองค์ ได้บรรลุธรรมสูงสุด …. แล้วจึงเป้นหน้าที่ของบุรุษผู้นี้ที่จะต้องนำพาทุกดวงวิญญาณให้ได้พบกับ “หลักสัจจะธรรม” ได้รู้ “ความหมายของหลักสัจจะธรรม” ที่แท้จริง… เพื่อให้มนุษย์ได้ยำเกรง “ผลการกระทำของตนเอง” ว่าจะต้อง มีผลตอบแทนย้อนกลับมา…อย่างแน่นอน

พระไตรปิฎก หมายถึง “คำสั่งสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า” ศาสดาของพุทธศาสนาทุกพระองค์ที่เคยอุบัติเกิดขึ้นมาแล้วบนโลกหลายยุคสมัย พระไตรปิฎกจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในจักรวาลเป็นคำบัญชา เป็นโองการสูงสุดที่มนุษย์จะต้องเชื่อและปฏิบัติตาม

เหตุของวันสิ้นยุค หรือ เหตุของวันแห่งการพิพากษา คือ ผู้มีอำนาจของประเทศหนึ่งประเทศใดฝ่าฝืน ไม่เชื่อ ไม่ปฏิบัติตามโองการของพระเจ้าสูงสุดของแต่ละศาสนา ซึ่งหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสากลโลกและจักรวาล นั่นคือ โองการของโลกุตตระ

โองการของพระผู้เป็นเจ้าครั้งล่าสุด ซึ่งหมายถึง โองการของโลกุตตระ คือ พรโปรดมนุษย์ ที่ประกาศไว้ เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐ มีเนื้อความว่าดังนี้
“ ถึง ผู้มีอำนาจทั้งหลายทั่วโลก เราขอประกาศไว้ว่า…….สถานที่นี้ เอาหลักธรรมของ โลกุตตระ มานำสัตว์ให้หลุดพ้น เพราะฉะนั้นผู้มีอำนาจทั้งหลาย ขอให้ตั้งอยู่ในความสงบ อย่าได้เอาท้องฟ้านี้ เป็นสนามรบ ถ้าฝ่าฝืน ประเทศใด ประเทศหนึ่งฝ่าฝืนโองการของ โลกุตตระ…….ฟ้าจะต่ำลงมา ”

ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น หมายถึง ฟ้าจะต่ำลงมา…ยักษ์ที่ถูกสาปจะตื่นลุกขึ้นอาละวาด คือ เปลือกโลกทั้งหมดจะเคลื่อนตัวครั้งยิ่งใหญ่ โลกจะเสียสมดุลหมุนกวัดแกว่ง….มนุษย์บนโลกจะเห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเดือนไม่เคลื่อนที่ตามปกติ ไม่เป็นเส้นตรง … มนุษย์ในอวกาศ จะมองเห็นโลกหมุนพลิกกลับไปมา หักมุม… สงครามที่ฝ่าฝืนโองการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บังอาจใช้ท้องฟ้าเป็นสนามรบ จะไม่มีฝ่ายใครเสียใครสูญ หาผู้ชนะไม่ได้…. แต่จะทำให้ โลกมนุษย์ “ระส่ำระสาย”… ประเทศที่โหดร้ายจะราบพณาสูญ หลายประเทศที่เป็นเกาะอยู่ติดหน้าผาที่ขอบเปลือกโลก จะจมหายในทะเล คลื่นยักษ์สูงเท่าฟ้าจะถาโถมใส่แผ่นดินและเกาะต่างๆ….เมืองและผู้คนที่ไม่เชื่อใน “สัจจะ” จะถูกกวาดหายไปสิ้น…แผ่นดินจะแยกออก พ่นไฟสีเขียวจากใต้พิภพมาเผ่าผลาญและสูบสิ่งที่ไร้สาระและมนุษย์ที่ไม่ถูกจัดสรรให้เข้ายุคศิวิไลซ์ จะหายจมลงใต้พื้นดิน…สายฟ้าที่ใหญ่กว่ามนุษย์เคยพบเห็นหลายร้อยหลาย พันเท่า จะฟาดลงกลางเมืองถิ่นของมนุษย์ที่จิตใจสกปรกหยาบช้า …. แผ่นดินจะระเบิดออก เพราะแรงจากพายุสายฟ้า … พายุที่ยิ่งใหญ่จะก่อตัวติดๆ กัน ลูกแล้วลูกเล่า พัดทำลายความชั่วร้ายทุกอย่างจนหมดสิ้น…รวมทั้งความชั่วร้ายโหดร้ายในใจมนุษย์ชนิดขุดรากถอนโคน

เรือของโนอาห์ เคยช่วยให้มนุษย์และสัตว์รอดจากภัยน้ำท่วมโลกในอดีต แต่ยุคปัจจุบัน สิ่งที่จะช่วยให้รอดพ้นจากสรรพภัยทั้งปวง คือ “สัจจะ” สัญญาใจของตนเอง คือ การตั้งใจจริง ที่จะทำความดีอยู่เป็นประจำทุกวัน วันละอย่าง วันละข้อ โดยกำหนดความชัดเจนที่จะทำให้กับตนเองด้วย “กำหนดเวลา” ที่จะสิ้นสุด … จึงขอให้เชื่อว่า “สัจจะ มีผลตอบแทน” … ผู้มีสัจจะ ผู้ทีเชื่อในสัจจะ คือ ผู้ที่ได้รับการคัดสรรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากโลกกุตตระ หรือพระผู้เป็นเจ้า จะได้รับการยกเว้นจากดินฟ้าอากาศ ให้อยู่รอดอย่างปฏิหาริย์…. เพื่อจะได้พบกับ “หลักสัจจะธรรม” และ “บุรุษผู้ที่ทำได้” ในยุคศิวิไลซ์ต่อไป

หนุมาน ผู้นำสาร หมายถึง นามแฝง ของผู้นำสารจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในจักรวาล คือ ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าในยุคปัจจุบัน ก่อนที่มนุษย์โลกกำลังจะเผชิญกับสรรพภัยทั้งปวงกึ่งพุทธกาล หรือ วันสิ้นยุค หรือ วันพิพากษา หรือ วันโลกาวินาศตามคัมภีร์ของแต่ละศาสนา

สิ่งที่ใช้ยืนยันความจริงในสารที่ หนุมาน ผู้นำสาร ได้นำมาจากพระผู้เป็นเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งจักรวาล คือ พระพุทธรูปเก่าแก่หนึ่งเดียวของศาสนาศาสตร์ ที่ถูกปิดบังความจริงด้วยแท่งหินสีดำใหญ่ ที่ครอบไว้ ณ ใจกลางนครเมกกะ ซึ่งชาวมุสลิมทุกท่านมีความศรัทธากราบไหว้มายาวนาน กาลเวลานี้ คือเวลาเหมาะสมที่ความลับในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของโลกแห่งนี้จะถูกเปิดเผยต่อมวลมนุษย์ เพื่อความสันติสุขจะกลับคืนมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง ก่อนที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะทำลายโอกาสของดวงวิญญาณที่จะมาเกิด…ด้วยการฝ่าฝืนโองการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์…. “ อย่าได้เอาท้องฟ้านี้ เป็นสนามรบ ” !!!!!!!

ในวันแห่งการพิพากษา The Day of Judgment วันที่พระเจ้ากลับมา วันแห่งการสิ้นยุค วันที่พระธรรมจะกลับมา “ให้ทุกคนระวังตัวให้ดี …วันเวลาที่ใกล้เสด็จกลับมา จะได้ยินเสียงสงคราม ข่าวลือสงคราม … จะต่อสู้สงครามกัน เกิดความกันดาร อดอยากทุกข์ยาก เกิดแผ่นดินไหวไปทั่ว … เมื่อเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว น่าเกียจน่าชัง คือ คนไร้สัจจะ ที่ไม่เชื่อในโองการจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ ขอให้หนีไปดินแดนที่สูง เมืองใหญ่ที่มั่งคั่ง มีแต่การแย่งชิงผลประโยชน์เบียดเบียนกันจะอันตราย อย่ามัวชักช้า รีบหนีไปบ้านนอกคอกนา ไปถิ่นคนมั่นคงในศาสนา ภัยจะมาเร็ว โลกจะระส่ำระสาย … การเสด็จมาของบุรุษผู้ทำได้ จะปรากฏ ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ !!!!!!!

ผู้ที่รู้แล้วไม่บอกต่อๆ กัน นับเป็นกรรมยิ่งนัก … กรรมกำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย
โดย “ หนุมาน ผู้นำสาร ”

——————————
ไม่ได้ต้องการให้เชื่อ “หนุมาน ผู้นำสาร”…แต่ปรารถนาที่จะให้เชื่อในสาระที่นำมา และ “สัจจะ” ….หนทางปฏิบัติของมวลมนุษย์ทุกคน….พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สำเร็จได้ด้วย “สัจจะ” เช่นกัน…

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————————-

*** ไม่ยั่วยุกัน ****

อิหร่าน ไม่ยั่วยุ ได้ไหม ?
เกาหลีเหนือ ไม่ยั่วยุ ได้ไหม ?
จีน ไม่ยั่วยุ ได้ไหม ?
รัสเซีย ไม่ยั่วยุ ได้ไหม ?

อเมริกา อดทน ได้ไหม !!!
สุดท้าย…ไม่มีใครชนะ….ต่างระส่ำระสาย หาที่ยืนที่อาศัย ยากลำบาก !!!!
แล้วจะทำอย่างไร
เคยคิดต่อบ้างไหม…ว่า ยิงอาวุธนำวิถี ….แล้วจะเกิดอะไรตามมา !!!
พระเจ้า…เทพเจ้า ของท่าน…เตือนแล้วนะ

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————-

คนทุกชาติ ทุกศาสนา…
ถ้าไม่มี “สัจจะ” ….ก็ไม่มีวันได้พบแสงสว่าง…หนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————————–
*** แก่นสาร ทางตรงสู่นิพพาน ****

“สัจจะปฏิบัติ”… คือ แก่นสาร ของพุทธศาสนา….เป็น “ทางตรงสู่ นิพพาน”
“สัจจะปฏิบัติ”…. ไม่พาให้หลงออกนอกเส้นทาง…ไม่หลงกาย….ไม่หลงวัตถุ…ไม่หลงพิธีการ…ไม่หลงอภินิหาร….ไม่พาให้หลงงมงาย
“สัจจะปฏิบัติ”….ทำให้ลด…ไม่ทำให้เพิ่ม
ลดนิสัย ลดสันดาน…ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดให้หมดไป…ทำให้ลดกิเลสจนหมดสิ้น
ไม่ทำให้เพิ่ม…ความอยาก ความต้องการ กรรม สิ่งผูกพันธ์ที่ส่งผลเสียในอนาคต
“สัจจะปฏิบัติ”…. ทำให้เกิด “การกระทำใหม่” ในชีวิตของเรา…ฝืนไม่ทำตามนิสัยตนเอง
ทำให้เกิด “ผลของการกระทำ” ติดตัวของเราไปตลอดกาล
“สัจจะ” ทำให้ชีวิตเราในอนาคต ดีขึ้นเรื่อยๆ …ไม่ตกต่ำลง

“สัจจะปฏิบัติ”….มีผลต่อผู้ที่ปฏิบัติได้เท่านั้น…เป็นเรื่องเฉพาะตัว
อยู่บนหลัก “ตนพึ่งตน”….
ทุกคนต้องพึ่งการกระทำของตนเองที่ได้ทำมาแล้วในอดีต !!!!

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————–
*** ดิน น้ำ ลม ไฟ ****

“ดินฟ้าอากาศ”…. เป็นพี่เลี้ยง ให้กับ “พระไตรปิฎก” เมื่อยามปรากฏบนโลกเป็น “โลกุตตระ” มนุษย์เหนือโลก
“พระแม่ธรณี”…บอกกับ “โลกุตตระ” ว่า…”ขอเชิญท่านกลับ เมื่อไม่มีผู้ใดสนใจท่าน”
“ไฟป่า”…ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ…คือ ความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ …จัดสรรให้ สรรพสัตว์ และต้นไม้ ได้ตายลง และไปเกิดใหม่…หมดการชดใช้กรรม ไปอีก ๑ ชาติ…แล้วไปเกิดใหม่ในที่ที่ดีขึ้นตาม ผลการกระทำ…. คือ “ตัวกระทำ” ที่ติดอยู่กับดวงจิตวิญญาณ

“สายฟ้า” มักทำลายผู้ผิด “สัจจะ” ร้ายแรง …ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม…เช่น สาบาน ปฏิญาณ คำสัตย์ สัตย์อธิษฐาน สัจจะอธิษฐาน ฯลฯ
“ฟ้าอากาศ”…ประทาน “สายฟ้า” ลงกลางป่าใหญ่…เกิดไฟป่าเผาผลาญสัตว์ ต้นไม้ ให้ไปเกิดใหม่

“น้ำ”…เมื่อ มนุษย์ขาด “ความเมตตา”… ไม่เชื่อใน “หลักสัจจะธรรม” …ปากบอกเชื่อ แต่การปฏิบัติไม่มี…สร้างความโหดร้ายต่อกัน…น้ำ สิ่งที่ “หล่อเลี้ยงมนุษย์” จะถูกจัดสรร…ให้แห้งหายไป โดยซึมหายไปใน ดิน คือ “แม่ธรณี”…และ ระเหยขาดหายไปด้วย…พลังงานจาก “แดนนิพพาน” นั่นคือ “ดวงอาทิตย์”

เมื่อ… “มนตรีพระ ทั้ง ๓๒ องค์ ที่ดูแลจักรวาล” …เห็นว่า ถึงเวลาแล้ว …ที่จะต้องจัดสรรโลกให้สมบูรณ์ขึ้น…จึงจัดสรร “น้ำ” ที่อยู่ในรูปน้ำแข็งใน “แหล่งน้ำของจักรวาล คือ ทางช้างเผือก”…มาสู่โลก ด้วยกระแส “ลม” ในจักรวาล…ให้มาลงที่ ไซบีเลีย…เสียดสีกับอากาศ จนกลายลักษณะเป็น ละอองฝน ละอองน้ำ มีเพียงบางส่วนที่ตกมาเป็น ก้อนน้ำแข็งกลมใหญ่เท่าแตงโม…จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในท้องฟ้า เช่น ฝนดาวตกในช่วงเวลาต่างๆ

โลกยุคใหม่…ที่กำลังจักเกิดขึ้น จึงมีน้ำมาเติมจนเต็มครบส่วน ตามที่ขาดหายไป…และจะกลายเป็น “ยุคศิวิไลซ์”…หรือ “ยุคพระศรีอารย์” …หรือ สวนสวรรค์ตามคัมภีร์โบราณต่างๆ ได้กล่าวไว้
เมื่อ โลกมี “ปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น”…การพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ ของมนุษย์จากสถิติเก่า จึงผิดเพี้ยนไป…ไม่สามารถคาดการได้ถูกต้องแม่นยำ เหมือนที่เคยทำได้

“ดิน” …แม่ธรณี คือ แผ่นดิน …รวมดิน หิน ทราย และ ซากสังขารของ มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ที่เน่าเปื่อยทับทม คือ เปลือกโลกทั้งหมด….
แผ่นดิน ชั้นหิน…คือ “บันทึกประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก…ไว้ให้มนุษย์ได้ ค้นคว้าศึกษา “ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต”… เพื่อจะได้เข้าใจ “หลักสัจจะธรรม” และผลของการกระทำของมนุษย์ในอดีตกาลยุคต่าง ๆ ที่ผ่านมา …. แต่ มนุษย์ ก็มองข้ามไม่สนใจค้นหาว่า…อะไรคือ “หลักสัจจะธรรม” …และ….อะไร คือ “การปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักสัจจะธรรม”
การเคลื่อนไหวของเปลือกโลก…แผ่นดินไหว แผ่นดินแยก แผ่นดินทรุด ภูเขาไฟระเบิด …คือ การจัดสรรของโลก…เพื่อให้เกิด ความสมบูรณ์ และสมดุล

หาก…มนุษย์ไม่ฝ่าฝืน “โองการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่มอบไว้ให้เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐ …”อย่าได้เอาท้องฟ้ามาเป็นสนามรบ”….โลก คือ ทั้ง ดินฟ้าอากาศ จะปรับตัวอย่าไม่โหดร้าย…เพราะ โองการนี้ เป็นทั้ง “พรศักดิ์สิทธิ์” เมื่อมนุษย์ร่วมใจกันปฏิบัติตาม…แต่ โองการนี้ จะเป็น “คำสาป” ทันที เมื่อมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งฝ่าฝืนโองการ…วันแห่งการพิพากษา The Day of Judgment วันสิ้นยุค จะปรากฏทันที…โลกมนุษย์จะ “ระส่ำระสาย”…จะหาผู้แพ้ ผู้ชนะสงครามไม่ได้

ขอให้มวลมนุษย์โลก…ช่วยกันอ้อนวอน มนุษย์ผู้มีอำนาจทั้งหลายทั่วโลก…อย่าได้ก่อสงครามอีก…อย่า ได้ฝ่าฝืน โองการของพระผู้เป็นเจ้า โลกุตตระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในจักรวาล…ขอให้ใช้พลังมวลชนเพื่อสันติสุข ช่วยกันออกมาหยุดยั้งสงคราม เพื่อให้สังคมโลกกลับมาสงบสุขอีกครั้ง…เพื่อที่มนุษย์และสัตว์ทุกชีวิต จะได้ร่วมกันก้าวเดินไปสู่ “ยุคศิวิไลซ์” ที่กำลังเกิดขึ้นในอีกไม่นานข้างหน้า

ขอให้มนุษย์ทุกคน รักษาชีวิต และร่างกายไว้ให้ดีที่สุด…และได้พบกับพระเจ้า พระผู้เป็นเจ้า โลกุตตระ และหลักสัจจะธรรม สิ่งสูงสุดในจักรวาล ต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่จะถึง

ขอให้ผู้มีเมตตาต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ได้ช่วยกันเผยแพร่ธรรมบทนี้ให้กระจายครอบคลุมทั้งโลก
- ” หนุมาน ผู้นำสารจาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ”
———————————–

สัมมาอาชีวะ…สัจจะ ในสิ่งที่ดี ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น
พิจารณาตนเอง…ค้นหานิสัยที่ไม่ดี
กำหนดเป็น “สัจจะ” ไม่ทำนิสัยนั้น…ให้กับตนเอง

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————————
*** สากลโลก ****

สิ่งศักดิ์สิทธิ์…หนึ่งเดียว สากลโลก
สัจจะ…คือ การปฏิบัติที่เป็นสากลโลก
สัจจะ….ไม่แบ่งแยก เผ่าพันธุ์
สัจจะ….ไม่แบ่งแยก ชาติ
สัจจะ….ไม่แบ่งแยก ศาสนา
สัจจะ….ไม่แบ่งแยก ดินแดน
สัจจะ…จะรวมมนุษย์ให้เป็นหนึ่งเดียว

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”

—————————————-
*** ลองพิจารณา…ความจริงในธรรมชาติ ****

จิตวิญญาณของเรา…มีตัวตน ไม่ตาย ไม่สูญสลาย
สิ่งที่เราทำได้จริง….ก็มีตัวตน ไม่ตาย ไม่สูญสลาย…ส่งผลย้อนกลับมาเป็นกรรม
การกระทำดีที่ทำได้….ก็ไม่ตาย ไม่สูญสลาย มีตัวตน…เป็นบารมี ติดตัวเราไปตลอดกาล
ผลการกระทำ… ก็ไม่ตาย ไม่สูญสลาย….พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เรียกว่า “ตัวกระทำ”

รูปสังขาร บนโลก…มีก่อเกิด มีผุผัง มีเปลี่ยนแปลง
แต่….ก็ไม่สลายไปจากโลก…เป็นละอองธาตุต่างๆ

การกำเนิดทุกสิ่ง
เป็นผลมาจาก “ตัวกระทำ” จัดสรร
การเกิดของเราในชาตินี้…เป็นใคร เป็นอะไร เพศอะไร สมบูรณ์หรือไม่ อยู่ในครอบครัวใด มีพ่อแม่เป็นอย่างไร อยู่ในถิ่นฐานแห่งใด ความเป็นอยู่เรื่องปากท้องเป็นอย่างไร
ทั้งหมด…ล้วนเป็นการจัดสรรจาก “ตัวกระทำ” ของตัวเราเอง

การเกิดใหม่…ในแต่ละครั้ง แต่ละชาติ
จึงเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่
…….หาก… ” เกิดเป็นสัตว์ หรือ ต้นไม้ ” ….ก็คือ การชดใช้กรรม
ต้องยอมรับ…ผลการกระทำที่เคยทำมาในอดีต
…….หาก…. “เกิดเป็นมนุษย์”…คือ โชคดีที่สุด
สามารถเลือกทางเดินตัวเองได้…ว่าจะทำดี ทำในสิ่งไม่ดี….ทำบุญทำกุศลได้
แต่ สิ่งสำคัญ….ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ….คือ ” นิสัยสันดาน ”

“นิสัยสันดาน” …ส่งผลให้เกิด…. การกระทำแบบเดิมๆ
ผลการกระทำ…จึงซ้ำๆ เหมือนเดิม เหมือนในชาติก่อน ๆ
กรรม…จึงเป็นเป็นแบบเดิมๆ….วนเวียนซ้ำๆ อยู่บนโลกแห่งนี้

หาก…ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
คือ…การไม่กลับมาเกิดใหม่
คือ….การหลุดพ้น
หลุดพ้นไปจากโลก
หลุดพ้นสู่นิพพาน…ที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ

การจะหลุดพ้นได้…เราจึงต้อง…. “ขจัดกิเลศนิสัย” ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ
การจะทำให้หมดไปได้…ต้องฝึกตนเอง
“นิสัยขี้โมโห”…จะหมดไปได้จริง
เราจะต้อง…. “ฝึก ไม่โกรธ ไม่โมโห” …ทุกๆ วัน
เราฝึกตนเองทุกวัน…นิสัย อารมณ์โกรธโมโห จะลดลง เหลือน้อยลง
พอรู้ตัว ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
จนในที่สุด…นิสัย อารมณ์โกรธโมโห….จะหมดไปจากจิตใจเราเอง
ในช่วงเวลาที่…ตัวเรา ไม่มีอารมณ์โกรธโมโห…การกระทำของเราก็จะดีขึ้น

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์….จึงสอนให้ ตั้งใจทำความดี
ตั้งใจละเว้นความชั่ว…ตั้งใจทำจิตใจอารมณ์ไม่ขุ่นมัว
ด้วย “สัจจะ”
โดยกำหนด …”สัจจะเป็นหัวข้อปฏิบัติ” ให้กับตนเองทุกวัน

เมื่อ…เราอยู่ในความสงบ ทำ “สติว่าง”
เราพิจารณาตนเอง…เราจะรู้ว่านิสัยไม่ดีของตัวเรา คืออะไร
แล้วเราจึงนำมากำหนดเป็น “สัจจะหัวข้อปฏิบัติของตนเอง”

ฝึกทุกวัน…กิเลส นิสัย จะหมดไปได้จริง
เราต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง
เราจึงจะพบว่า…สิ่งที่กล่าวมา คือ ความจริง
คือ “สัจจะธรรม”
ผลการกระทำที่ทำได้ จะเป็นบารมีติดตัวเราไป
……. ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย ตัวกระทำมีผลตอบแทน …….
สิ่งนี้คือ…………….หลักสัจจะธรรม…………….

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————–

ข้าพระพุทธเจ้า… กล่าวความจริง
“สัจจะ”…คือ สัญญาใจตนเอง
เป็นเรื่องของ…ความตั้งใจ…กับ…การกระทำความดี…ของคนเรา
“สัจจะ” …ก็มีอยู่ในใจของคนทุกเผ่าพันธุ์
ทุกคนมี การกระทำ
ทุกคนรู้สิ่งไหนดี…เพราะมีอยู่ในทุกคำสอน
แต่…คนเรายังขาด “สัจจะ”
การกระทำของมนุษย์โดยรวม…จึงยังไม่ดี ยังเบียดเบียนกันมาก

สุดท้าย…คนดีที่เหลือ
จะรู้ได้เองว่า …ข้าพระพุทธเจ้าพูดจริง

- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————————

*** กรรม กำลังมา จะทำอย่างไรดี ? ****

กรรม ก

ไม่อนุญาตให้ดูความเห็น.