ออปชั่นนี้สำหรับตั้งค่าใหม่ โดยจะนำหน้าต่างที่ท่านปิดไปกลับมาใหม่ หรือกลับไปยังหน้าเดิมก่อนเปลี่ยนแปลง

คลิกที่นี่เพื่อกลับไปยังรูปแบบเดิม

บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ

บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ
แนะนำผู้เขียน

น.พ.ดร. วิชัย เอกทักษิณ นักเรียนที่ ๑ จาก ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา สอบชิงทุนไปเรียนที่คณะแพทย์ศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแพทย์ และทันตแพทย์แห่งโตเกียว จนจบระดับปริญญาเอก ได้สร้างชื่อเสียงให้กับคนไทย ในฐานะเป็นนักศึกษาแพทย์ ซึ่งมีผลการเรียนดีเด่น และมีผลงานการวิจัยทางวิชาการ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ระดับปริญญาตรี และระหว่างเป็นนักศึกษานั้น ก็บันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับมังสวิรัติไว้ ซึ่งเราได้นำมาตีพิมพ์ ณ ที่นี้
ปัจจุบัน น.พ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ ดำรงตำแหน่งอาจารย์แพทย์ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแพทย์ และทันตแพทย์แห่งโตเกียว และยังคงเป็นนักมังสวิรัติมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา ๑๙ ปีแล้ว
——————————————————————————–

(ตอนที่ 1)

ผมใช้ชีวิตนัก (เอกา) มังสวิรัติ เมื่อได้คุยกับเหล่าปัญญาชน เพื่อนนิสิต อาจารย์ หรือระดับศาสตราจารย์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์หลายสาขา และประชาชน แน่นอน ปฏิปทาผมผิดกับทุกคนที่สุด และหากพูดเฉพาะจุด ที่เกี่ยวกับมังสวิรัตินั้น ผู้ที่มีการศึกษาสูงพอ อย่างชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่แล้ว แม้เขาจะไม่ยินดีสนับสนุนด้วย แต่จะไม่มีใครกล้าคัดค้าน หรือจะต่อต้านเลย

ส่วนใหญ่รู้กันว่ากินผักน่ะดี แต่เพราะตัวยังติดเนื้ออยู่ จึงเลี่ยง และละอายใจ ที่จะพิจารณาโทษภัยของมัน อย่างระดับนิสิตสูงๆ ระดับ อจ. ศจ. ละก้อ ไม่มีท่านใด จะกล้าคัดค้านมังสวิรัติเลย เหตุผลที่จะมาคัดค้าน โต้แย้ง มันหมดสมัยไปแล้วจริงๆ

ในแบบเรียน ที่ผมถูกกำหนดให้เรียนมาแต่เด็ก ผมถูกหลอกมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านวิชา ที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย สรีรวิทยาของมนุษย์แล้ว สารอาหารจำเป็นของร่างกาย ถูกเน้นไปยังจุดเดียวกันคือ สารอาหารจากสัตว์

ปัจจุบันนี้ ความเท็จข้อนี้ กำลังจะถูกแก้ไขไปเรื่อยๆ ทุกคราว ที่มีความก้าวหน้าทางวงการแพทย์ ด้านการรักษา และป้องกันโรคต่างๆ การรักษา (Treatment) ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด (Surgery) การฉายรังสี (Radiotherapy) การใช้ยาและสารเคมี (Chemotherapy) การใช้ฮอร์โมน (Hormones) หรือทางด้านวิทยาภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) หรืออื่นใดก็ตาม จะไร้ประสิทธิภาพทันที หากมองข้ามการรักษา ด้วยการให้สารอาหาร ที่ถูกต้องเหมาะควร (Nutrional Therapies) และปัจจุบัน แพทย์ให้ความสนใจ ด้านการรักษาด้วยอาหารกันอย่างยิ่ง เพราะวิธีการอื่น ๆ กำลังพบจุดตันอยู่แล้ว เป็นส่วนใหญ่

คงไม่มีแบบเรียนใด บันทึกเป็นหลักเป็นฐาน รวบรวมข้อสังเกต น่าสนใจหลายอย่าง ที่ผมจะขออนุญาต นำมาเรียนแก่ทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ ในฐานะผู้สังเกตนักมังสวิรัติ

ร่างกายมนุษย์ มีโครงสร้างที่แสดงให้เห็นว่า เป็นสัตว์ยังชีพ ด้วยสารอาหารจากพืชเท่านั้นได้ (อาจจะยกเว้นช่วงทารก ที่ต้องดื่มนมมารดา เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกหนึ่ง และไม่เหมาะ ที่จะเสพย์อาหารจากสัตว์ใดๆ เลย ระบบภายใน มีขบวนการหลายอย่าง ที่ต่อต้านการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากสัตว์

ยกตัวอย่าง ที่พอจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ เช่น โปรตีนจากสัตว์ ซึ่งเคยถูกกำหนดไว้ว่า มีคุณภาพสูง และซ้ำยังระบุว่า จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย แต่แท้จริงแล้ว เป็นความเท็จอยู่ไม่น้อยทีเดียว ร่างกายเรา ไม่มีความจำเป็น ต้องได้รับโปรตีนจากสัตว์เลย และที่บอกว่า โปรตีนสัตว์ มีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนจากพืชนั้น ก็เพียงแค่ข้อที่ว่า โครงสร้างของสัตว์ ใกล้เคียงกับโปรตีนของมนุษย์ เท่านั้นเอง ก็ธรรมดาที่สุดอยู่ดี เพราะมนุษย์เรา ก็สัตว์เช่นกัน (การที่โปรตีนจากสัตว์ใกล้เคียงกับมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า ร่างกายรับมันได้ เพราะแม้แต่เลือด ยังให้ผิดกลุ่มไม่ได้เลย)

การวิเคราะห์วิจัยกรดอะมิโน (Amino Acids) ที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนนั้น ยืนยันชัดว่า มนุษย์ ได้รับทุกองค์ประกอบจำเป็น จากโปรตีนพืชเท่านั้น ได้อย่างเพียงพอ และอาจเหลือล้น อาหารถั่วนั้น มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนโดยเฉลี่ย สูงกว่าเนื้อสัตว์เสียด้วยซ้ำ ถ้ามีข้าว (ข้าวโพด) กับถั่วบริโภคเสมอ ก็แสนเหลือเฟือแล้ว สำหรับโปรตีน
แต่ที่น่าสังเกตยิ่งคือ ร่างกายเรา มีกลไกต่อต้านโปรตีนจากสัตว์ อยู่ภายในระบบย่อยอาหาร ร่างกาย ไม่สามารถดูดซึม โปรตีนจากสัตว์ได้ทั้งหมด (เช่นโปรตีนจากเนื้อ, ไข่, ปลา) ส่วนที่ไม่อาจดูดซึมได้ เหลือในลำไส้ จะเกิดการหมักบูด (Putrefaction) เปลี่ยนไปเป็นสารมีกลิ่นเหม็น Indole, Sktol, Sulfur dioxide (ก๊าซไข่เน่า), Methane, Ammonia (อัมโมเนีย) เป็นต้น

และนี่ เป็นสาเหตุ ที่ทำให้อุจจาระ ของผู้กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีกลิ่นน่ารังเกียจ (ถ้าจะลองสังเกตง่ายๆ ก็จะพบว่า ในธรรมชาติสัตว์กินพืช เช่น แพะ แกะ ม้า ช้าง วัว ควาย กลิ่นอุจจาระของมัน ออกไปเชิงหอมหวาน)

สารเหลือ จากการหมักบูดโปรตีนสัตว์ ในลำไส้นี้ ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ข้อมูล หลักฐาน การสำรวจ มีพร้อมที่จะยืนยันเสมอ ก็ขอไม่กล่าวถึง หนังสืออ้างอิง ณ ที่นี้) การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปัจจุบันจึงเน้นไปในทาง ให้บริโภคอาหารจากพืชมากๆ (Dietary fiber)

ร่างกายเรา ธรรมชาติสร้างมาให้พร้อม ที่จะสร้างโปรตีนจำเป็น ทุกชนิดได้บริบูรณ์ โดยอาศัยวัตถุดิบโปรตีนจากพืช ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า โปรตีนจากสัตว์ เป็นสิ่งจำเป็น ก็กลายเป็นความเท็จไปอีก โดยปริยาย ซ.ต.พ. (=ซึ่งต้องพิสูจน์)

ลองมาพิจารณาดู ไขมันจากสัตว์กันดูบ้าง ลักษณะเด่น ของไขมันสัตว์ คือมีกรดไขมันอิ่มตัว มากอย่างยิ่ง (Saturated Fatty Acids) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ของการเป็นโรคไขมันเฟ้อ (Hyperlipidemia) อันเป็นต้นเหตุ ไปสู่โรคร้ายหลายสิบชนิด ที่กำลังคร่าชีวิตมนุษย์ กันอยู่ทุกวันนี้ ที่รู้จักกันดี ในเมืองไทยก็เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, เส้นโลหิตอุดตัน เป็นต้น ในเมืองไทยเรา ยังรู้จักโรคประเภทนี้ ไม่มากพออย่างชาติทางตะวันตก (ถ้าในอนาคต ยังไม่เปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภคแบบนี้ คงจะได้รู้ซึ้งในเมรุ) และในญี่ปุ่นเอง ก็กำลังเป็นแบบเดียวกัน เพราะ ไปเลียนการบริโภคแบบตะวันตก

การรักษาโรคประเภทนี้ ในปัจจุบัน ที่เชื่อกันว่า ให้ผลแน่นอนที่สุดคือ งดการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เพิ่มปริมาณการบริโภค ไขมันจากพืช เพราะไขมันจากพืช มีลักษณะเด่น คือ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) มากเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยรักษาให้เข้าสู่ภาวะปกติ
————————————–

(ตอน 2)

หากจะมองอีกแง่หนึ่ง คนที่บริโภคไขมันจากสัตว์ ไม่เป็นโรคนี้กันตายหมด ก็เพราะอานิสงส์ แห่งการที่มีไขมันจากพืช เข้าช่วยลดพิษร้ายอยู่นั่นเอง (อนึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ปลา นับเป็นสัตว์ที่มีไขมัน ชนิดใกล้เคียงกับพืชมาก จึงมีอานิสงส์ไปในเชิงคล้ายๆ มังสวิรัติด้วย ไทยเราเดิม มีแค่วัฒนธรรมบริโภคข้าวสวย ยอดผักหญ้า แตงกวา กระถิน ตำลึง ถั่ว งา ผลไม้ (ไม่นับอาหารประเภท ลาบ หลู้ แกงอ่อม ของทางเหนือ ซึ่งมีการล้มวัวล้มควายเป็นตัวๆ กรุณาอย่าเอาอย่าง) จะมีสัตว์บ้าง ก็แค่ปลา จึงมีคำพูดติดปาก “กินข้าวกินปลา” โรคร้ายเหล่านี้ จึงไม่อาจชุกชุมได้

สมัยก่อนนั้นเช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่เดิมนิยมบริโภคแค่ปลา เช่น ซาชิมิ, ซึชิ คนญี่ปุ่นสมัยก่อน จึงปลอดโรคร้ายของไขมันสัตว์ แต่ปัจจุบัน ตั้งแต่หันไปตามอย่างบริโภคนิยม อย่างอเมริกา ผลคือ คนญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นชาติที่ประชาชน มีอายุเฉลี่ยสูงอันดับโลก ชาย ๗๘ หญิง ๘๐ ปีนั้น ตายกันมากที่สุด เพราะสาเหตุ ความขาดการสังวร ในการบริโภคไขมันสัตว์นี่แหละ)

ไขมันสัตว์ มีลักษณะเฉพาะอันหนึ่ง คือ คอเลสเตอรอล (Cholesterol) พูดคำนี้ เชื่อว่า แทบทุกท่าน คงทราบอิทธิฤทธิ์ของมันดี ร่างกายเรา จำเป็นใช้คอเลสเตอรอลวันละไม่มาก จึงมีระบบสร้างสารนี้ ขึ้นใช้เองได้ภายในตับ (ออกมาในรูปของ VLDL น้ำดี เป็นต้น) โดยอาศัยวัตถุดิบคือ ผลิตภัณฑ์จากพืช เพราะร่างกาย มีประสิทธิภาพ ในการดูดซึมคอเลสเตอรอลในอาหาร ได้เพียงแค่ ๑๐% เท่านั้น นอกนั้น ที่เหลือต้องถูกขับส่งผ่านต่อๆ ไป จนออกไปกับอุจจาระ (ยิ่งสีของอุจจาระยิ่งเหลืองๆ น้ำตาลๆ มากเท่าไร ก็พอจะคาดคะเน ปริมาณคอเลสเตอรอล ที่ถูกขับออกทิ้งได้ โดยคร่าวๆ เท่านั้น)

ลองสังเกตดูเถิด แม้ร่างกายจะดูดซึมได้แค่ ๑๐% ก็ยังปรากฏว่า คอเลสเตอรอลเฟ้อในโลหิต (Hyper Choresterolemia) เป็นกันมาก และตายกันกับโรคดังกล่าว อย่างมากด้วย ชาติทางตะวันตก นิยมตายกันด้วยโรคอย่างนี้ มากเป็นกรณีพิเศษ หากธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ พร้อมที่จะดูดซึมสารนี้ได้เต็มที่ ๑๐๐% ละก้อ มนุษย์เรา ก็ไม่จำเป็นต้องอุตส่าห์ ไปบริโภคอาหารจากสัตว์ เพิ่มขึ้น ก็คาดได้ว่า คงจะมีการตาย ด้วยโรคคอเลสเตอรอล เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ เท่ากระมัง

ส่วนไขมันจากพืชนั้น มีลักษณะเฉพาะคือ มีกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acids) ซึ่งร่างกาย จะขาดมิได้เป็นอันขาด

แค่นี้คงเพียงพอ สำหรับข้อมูลขั้นต้น ในหัวข้อไขมัน (ยังมีจุดน่าสนใจอีกมาก เกี่ยวกับไขมันพืชและสัตว์ ซึ่งจะอธิบายไปสู่ จุดที่บ่งความมีระบบสรีรวิทยา ของนักมังสวิรัติ อันต่างจากนักมังสบริโภค เช่น เซลล์ทุกเซลล์ มีเยื่อหุ้ม ที่เป็นส่วนประกอบไขมันมากอย่างยิ่ง ยังผลให้โครงสร้างพื้นฐาน ของชีวิตแตกต่างกันแล้ว เส้นประสาทส่วนใหญ่ จะถูกหุ้มด้วยชั้นของไขมัน เป็นคล้ายปลอก ยังผลให้แก่ระบบประสาท ระบบประสาท มีส่วนสัมพันธ์ กับจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างมาก จิตวิญญาณของนักมังสวิรัติ ก็ต่างกันไม่น้อย กับของนักมังสบริโภค)
————————————————-
(ตอน 3)

เส้นใยพืช เคยถูกกำหนดว่า ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายย่อยมิได้ แต่แท้จริงแล้ว มันมีอานิสงส์คุณอเนกอนันต์ ดังที่เพิ่งค้นพบกันแล้วว่า มีผลช่วยรักษาโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคเบาหวาน, โรคไขมันเฟ้อ ทั้งนี้ เนื่องจาก เส้นใยอาหารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการดูดจับ สารอันตรายที่หลงเหลืออยู่ในลำไส้ เช่น คอเลสเตอรอล และสารเหลือจากโปรตีนสัตว์, น้ำดี และอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ ทำความสะอาด ขจัดพิษภายในทางเดินอาหารนี่เอง แล้วท้ายที่สุด ยังไปช่วยกระตุ้นให้ถ่ายคล่อง ปราศจากท้องผูกอีกด้วย

นักมังสบริโภคนั้น หากจะพูดในอีกแง่แล้ว ก็ยังนับว่า ได้รับความเอื้ออนุเคราะห์ จากเส้นใยพืชเหล่านี้ ไม่ให้ต้องเสวยพิษร้าย ของอาหารสัตว์เร็วจนเกินไป หากจะพิสูจน์ดู ก็ลองทานแต่อาหารสัตว์ ไม่ทานพืชใดๆ เลยดูเถิด ภายในระยะเวลาสั้น คงได้รับความสำเร็จ ในการค้นพบว่า มนุษย์ขาดพืชมิได้เด็ดขาด

ที่กำหนดเป็นตารางว่า ร่างกายควรได้รับสารนั่นสารนี่ วันละเท่านั้นเท่านี้กรัมนั้น ก็มองได้โดยง่ายดายว่า เป็นความเท็จอยู่ไม่น้อย เพราะ เมื่อหันมาสู่มังสวิรัติปฏิปทาจริงแล้ว ร่างกาย จะประหยัดแคลอรีได้อย่างมากทีเดียว จึงไม่มีความจำเป็น ต้องไปหลงบริโภค ตามที่เขากำหนด ให้เรียนกันเลย

ผมเองบริโภควันละประมาณ ๑,๕๐๐ แคลอรี แต่ตามตารางกำหนด จะต้องประมาณ ๓,๐๐๐ แคลอรี (๒,๕๐๐-๓,๒๐๐) แค่นี้ผมก็ทำได้ปกติ พิสูจน์ได้เสมอๆ จึงไม่ต้องสงสัยว่า สิ่งที่เขากำหนดให้เรียน ตั้งอยู่บนสมมุติฐาน ของความเท็จบ้าง
ร่างกาย ที่เข้าสู่ระบบปกติธรรมชาติ ยิ่งใกล้เท่าใด ก็ยิ่งเปลือง (ผลาญ) ธรรมชาติน้อยลงๆ เท่านั้นแล
เกี่ยวกับสารอาหารจำเป็นหลัก ๓ อย่าง คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, ไขมัน ขอเรียนไว้เพียงนี้ก่อน ยังมีอีกมาก แต่ไม่อาจพูดกันให้เข้าใจได้ง่าย ในระดับธรรมดา

ลองมาพิจารณาคาร์โบไฮเดรต (อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาล) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ พลังงานที่มนุษย์ใช้ วันละหลายร้อย หลายพันแคลอรีต่อวัน แทบทั้งหมด ได้มาจากคาร์โบไฮเดรต และแทบทั้งหมด เป็นสารมีต้นตอมาจากพืชทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้ที่มักกล่าวว่า ไม่กินเนื้อแล้วจะอ่อนเพลีย ไม่มีแรง จึงเป็นผู้ที่น่าสงสารมาก เพราะเขากล่าว อย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

ชาวตะวันออก นิยมบริโภคอาหารจำพวกข้าว แป้ง เป็นหลักอยู่แล้ว จึงอาจไม่รู้สึก ถึงอานิสงส์อันนี้ดีนัก แต่ชาวตะวันตก ชอบไขมันจากสัตว์กันนัก อ้างว่า ใช้ทดแทนพลังงาน จากคาร์โบไฮเดรตได้ ก็อาจจะจริง แต่… ที่จริงยิ่งกว่าคือ ผลของโรคไขมันเฟ้อนี่เอง

วงการแพทย์ทุกวันนี้ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ร่างกาย จะต้องได้รับอาหารเส้นใยจากพืช เพื่อรักษา และทั้งป้องกันโรคร้าย หลายต่อหลายอย่าง และที่สำคัญคือ จะต้องเป็นอาหารพืช ที่มีสภาพใกล้เคียงธรรมชาติ เพราะถ้านำมาผ่านขบวนการ เช่น ขัดสีหมดเกลี้ยง หรือ สกัดเอาส่วนที่คิดว่า เป็นสารอาหาร ทิ้งกากออกไป (เช่น แป้งข้าวโพด, แป้งมันสำปะหลัง) จะยังผลร้าย ให้แก่ระบบของร่างกายหลายอย่าง ในข้าวโพด ที่ยังไม่สกัดเป็นแป้ง หรือมันชนิดต่างๆ รวมทั้งพืชผัก ผลไม้ทุกชนิด มีองค์ประกอบที่เรียกว่า เส้นใยอาหาร หรือเส้นใยพืช (เช่น พวก Cellulose, Hemicellulose, Pectin, Lignin, Mannan เป็นต้น)
————————————————-

ตอนที่ 4

เส้นใยพืช เคยถูกกำหนดว่า ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายย่อยมิได้ แต่แท้จริงแล้ว มันมีอานิสงส์คุณอเนกอนันต์ ดังที่เพิ่งค้นพบกันแล้วว่า มีผลช่วยรักษาโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคเบาหวาน, โรคไขมันเฟ้อ ทั้งนี้ เนื่องจาก เส้นใยอาหารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการดูดจับ สารอันตรายที่หลงเหลืออยู่ในลำไส้ เช่น คอเลสเตอรอล และสารเหลือจากโปรตีนสัตว์, น้ำดี และอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ ทำความสะอาด ขจัดพิษภายในทางเดินอาหารนี่เอง แล้วท้ายที่สุด ยังไปช่วยกระตุ้นให้ถ่ายคล่อง ปราศจากท้องผูกอีกด้วย

นักมังสบริโภคนั้น หากจะพูดในอีกแง่แล้ว ก็ยังนับว่า ได้รับความเอื้ออนุเคราะห์ จากเส้นใยพืชเหล่านี้ ไม่ให้ต้องเสวยพิษร้าย ของอาหารสัตว์เร็วจนเกินไป หากจะพิสูจน์ดู ก็ลองทานแต่อาหารสัตว์ ไม่ทานพืชใดๆ เลยดูเถิด ภายในระยะเวลาสั้น คงได้รับความสำเร็จ ในการค้นพบว่า มนุษย์ขาดพืชมิได้เด็ดขาด

ลองดูสารพวกวิตามินกันดูบ้าง สารประเภทนี้ ร่างกายต้องการวันละไม่มาก แต่ก็ขาดมิได้ วิตามิน ที่เป็นลักษณะเด่นของพืชที่สุด คือ วิตามินซี และวิตามินอี ทั้งสองมีคุณสมบัติร่วมกันอีกอย่างคือเป็น Antioxidants สารป้องกันการเผาผลาญ (รวมตัว) ไปกับออกซิเจน ทำหน้าที่ คุ้มครองสารสำคัญ ภายในหลายอย่าง มิให้สูญเสียสภาพ ที่เหมาะแก่การทำหน้าที่สำคัญๆ ทั้งหลายไป

ทั้งสองวิตามินนี้ ได้ถูกค้นพบกันแล้วว่า มีอานิสงส์มหึมา ใช้รักษา และป้องกันโรคร้ายต่างๆ อย่างมหาศาล (มองให้ดีอีกแง่หนึ่ง มันก็คือ อานิสงส์ร่วมอันเดียวกัน แต่ผู้สังเกตผู้วิจัย เขามิได้มอง จากจุดเริ่มต้น จากปฏิปทามังสวิรัติ แค่นั้นเอง) กำลังเป็นที่ตื่นตากันอย่างยิ่ง ในวงการค้นคว้าวิจัย ทางการแพทย์หลายสาขา

โดยเฉพาะวิตามินซีนั้น มีหน้าที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือ การสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจน (Collagen fiber) เส้นใยคอลลาเจนนี้ ถ้าจะพูดเปรียบเทียบ ก็เทียบได้กับ เส้นใยจากสัตว์นี่เอง (คู่กับเซลลูโลส ที่เป็นเส้นใยจากพืช) เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ ของเนื้อเยื่อในร่างกายสัตว์ ส่วนใหญ่ เซลล์ทุกเซลล์ จะต้องมีเส้นใยนี้ร้อยรัด, พันห่อ, ประสาน, เสริมสร้างเครื่องคุ้มกันความแข็งแรง ให้เป็นเสมือนรั้วกั้นบ้าน ก็ว่าได้ หากรั้วไม่แข็งแรง หรือสร้างไม่ดีพอ ก็จะเป็นเหตุ ให้โจรผู้ร้ายเข้าปล้น คือ ถูกเชื้อโรคแทรกแซง เข้าทำลายได้โดยง่าย นี่คือสมมุติฐานเบื้องต้น ขั้นพื้นฐานที่สุด ที่อธิบายถึง การเกิดโรคทุกชนิดในสัตว์

Dr.Linus Pauling นายแพทย์นักวิทยาศาสตร์ ชื่อก้องโลก ผู้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง อ้างยืนยันว่า วิตามินซีนี่แหละ จะรักษาโรค ป้องกันโรคทั้งหลายได้ ท่านประสบผลสำเร็จ ในการใช้วิตามินซี รักษาโรคเนื้องอก เนื้อร้ายมะเร็ง มาแทบนับไม่ถ้วนราย

วิตามินซี มีบทบาทสำคัญ ต่อระบบภูมิคุ้มกันโรค ของร่างกาย (Immune System) ซึ่งเป็นผล ให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน สามารถต่อสู้เชื้อโรคได้หลายชนิด

ผมมองในสายตานักมังสวิรัติ ส่วนในคำแนะนำ ของท่านผู้วิจัยนั้นแนะว่า ต้องรับวิตามินเสริมทุกวันเสมอด้วย
ป้องกันการติดเชื้ออื่น หลังการผ่าตัด

การขาดวิตามินซี จะทำให้เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ นับแทบไม่จบสิ้น ที่ชื่อภาษาไทยรู้จักกันดี เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม วัณโรค อีสุกอีใส ฯลฯ หลายโรค ที่ไม่รู้จักกันในเมืองไทยเรา เพราะอานิสงส์ ที่ไทยเรา เป็นชาติที่อุดมไปด้วยผลไม้นับร้อยๆ ชนิด ซึ่งหาบริโภคไม่ได้ จากที่เดียวกันในส่วนใดๆ ของพวกตะวันตก

แต่โบราณมา ไทยเราจึงได้รับอานิสงส์แห่งพืชพันธุ์ ในอาหารธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว จนทำให้ถึงกับบางผู้มีความเห็นว่า การแพทย์ของไทย ไม่เจริญสู้ต่างชาติไม่ได้ ซึ่งก็น่าเสียใจ ที่ไปมองร้าย เรามีของดีอยู่ แต่กลับไปมองร้าย ก็ถ้ามีอาหารธรรมชาติ บริโภคอยู่ประจำอย่างนี้ แทบไม่มีความจำเป็น ต้องไปกังวลกับโรคร้าย อย่างชาวตะวันตกเขาเลย ซึ่งพวกเขา ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมบริโภคผลไม้ ได้มากเท่าไทย (ประเทศไทย ก็ได้ชื่อในสายตาชาวต่างชาติว่า แดนอุดมด้วยผลไม้)

แต่เพราะความไม่รู้เท่าทันของดี อันมีในเมืองเราเอง การหันไปสู่การบริโภคนิยม (บริโภคเนื้อๆ) จึงเป็นเหตุ ให้โรคร้ายชุกชุมอย่างผิดหูผิดตา กว่าที่โบราณเคยเป็นมา

เคยสังเกตหรือเปล่าว่า ผู้บริโภคอาหารธรรมชาติ อยู่เป็นปกติวิสัย เยี่ยงนักมังสวิรัตินั้น สภาพอารมณ์ ความเครียด ความกดดัน (Stress)ฯลฯ จะน้อยกว่านักมังสบริโภค อย่างเห็นความแตกต่างกันชัดเจน

ปกติ ร่างกายเรา ก็มีกลไกในการยับยั้งความเครียด ทางอารมณ์ ทางสรีระ โดยเซลล์ชั้นผิว ของต่อมหมวกไต (Adrenal Cortex) จะผลิตฮอร์โมนออกมา ในการผลิตฮอร์โมนดังกล่าว ต้องอาศัยวิตามินซี (พร้อมกับวิตามินอี) เป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่แนะนำกันว่า ในสภาวะสังคม ซึ่งมีสภาพกดดัน, ความเครียดทางอารมณ์มาก เช่นปัจจุบันนี้ ควรบริโภควิตามินซี (และอี) ในปริมาณสูงเป็นพิเศษ ส่วน ผู้ที่ไม่ค่อยเจอสภาวะดังกล่าว ความต้องการจะลดลงมาเอง

นี่ก็ถ้ามองจากสายตานักมังสวิรัติ ก็เป็นสัจธรรมอีกที่สุด ผู้ที่มีปฏิปทามังสวิรัติได้ปกติจริงแล้ว คือสามารถเป็นไปได้โดยง่ายแล้ว จะไม่เกิดความเครียดได้เอานักเลย และจะรู้สึกเองว่า ร่างกายต้องการบริโภคแต่ละวัน เพียงปริมาณแต่น้อยก็พอ และก็มีแนวโน้มจะน้อยลงๆ อีกด้วย (นี่เอง คือ “สันโดษ” ของจริง)

นอกจากนี้ ยังมีผลทางด้าน รักษาโรคมะเร็งได้ เช่นเดียวกับวิตามินซีอีกด้วย ทั้งสองวิตามินนี้ แทบจะพูดได้ว่า มีเฉพาะในพืชเท่านั้น และก็ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า เกิดภาวะเฟ้อ ของวิตามินดังกล่าวได้เลย

พึงสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า มนุษย์ (เช่นเดียวกับหนูตะเภา) เป็นสัตว์ที่มีธรรมชาติ ไม่สามารถ สังเคราะห์วิตามินซีเองได้ ผิดกับม้า วัว ควาย และสัตว์อื่น ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่า ร่างกายคนเรา จะขาดอาหารพืชผัก ผลไม้ อันเป็นแหล่งวิตามินซีนี้ ไม่ได้เด็ดขาดทีเดียว

ส่วนวิตามินอีมีมาก อุดมในน้ำมันพืช, รำข้าวฯลฯ ดังคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น จึงมีชื่อเรียกว่า วิตามินชะลอการแก่ เพราะป้องกันโรค เกี่ยวกับหลอดโลหิต ซึ่งเป็นโรคของคนสูงอายุ ที่ได้สะสมพิษ ของมังสบริโภคมานี่เอง

อนึ่ง วิตามินบี ๑๒ เคยเชื่อว่า จะไม่เพียงพอ สำหรับนักมังสวิรัติ แต่จากการวิจัยนักมังสวิรัติ พบว่า เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้คน ช่วยสังเคราะห์วิตามินบี ๑๒ ได้วันละเกินกว่า ที่มนุษย์ต้องการ ในแต่ละวันเสียอีก ทดสอบง่ายๆ ได้จากการตรวจพบวิตามินบี ๑๒ เหลือปนมา กับในอุจจาระด้วย (ไม่มีในพืช แต่เราสร้างเองได้ จะต้องไปขวนขวายหาทำไม? ทั้งนี้ ที่อ้างว่า วิตามินบี ๑๒ มีเฉพาะในสัตว์นั้น ตัวเราก็เป็นสัตว์เช่นกัน)

————————————————–
ตอน…สุดท้าย

อานิสงส์แห่งมังสวิรัติปฏิปทา ยังมีอีกมาก มากมายจริงๆ

โดยแท้จริงแล้ว น่าจะพูดรวมไป เป็นอานิสงส์ แห่งการเดินตามรอยพระยุคลบาท “ปฏิบัติพุทธธรรม” มากกว่า ซึ่งเท่าที่ผมมีประสบการณ์ มาบ้างแล้ว จากการศึกษาทางธรรม กับการศึกษาทางโลก ผมยืนยันกับตัวเองได้ว่า วิทยาศาสตร์ วิทยาการการแพทย์ ที่กำลังศึกษาอยู่ กำลังเผยพิสูจน์อานิสงส์ แห่งพุทธปฏิปทาอย่างมหึมา จนมีบ่อยครั้ง ที่ขณะกำลังศึกษาไป เรียนไป ถึงกับโอ้โฮ กับตัวเองอยู่ในใจ อยากจะเปิดเผย ให้ผู้อื่นมาร่วมรับรู้ว่า ไอ้ที่โลกสอนอยู่ การค้นคว้าผลงานใหม่ๆ อันเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์นั้น พระพุทธองค์ทรงพาทำพารู้มาก่อน และผมเอง ก็มีอานิสงส์นั้นเองอยู่แท้ๆ แล้วด้วย

ผมไม่ทราบดีนัก เกี่ยวกับการศึกษา ในบ้านเรา ว่าจะเจริญรุดหน้าอยู่ปานใด แต่ในญี่ปุ่น วิทยาการแพทย์ของเขา ก้าวล้ำนำหน้ามาก แม้จะไม่ทัดเทียมในสหรัฐฯ แต่บางสาขา ก็เป็นอันดับหนึ่งของโลกทีเดียว มีการวิจัยกันมากมาย ยิ่งที่ค้นพบใหม่ๆ ก็ยิ่งพิสูจน์ชัด ถึงอานิสงส์ของพุทธปฏิปทาจริงๆ

ขอยกตัวอย่างอีกสักอัน น่าสนใจอยู่คือ เพิ่งค้นพบกันว่า ในน้ำลาย มีฤทธิ์ต่อต้าน สารที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง (ฤทธิ์ต้าน Carcinogens) ในน้ำลาย มีน้ำย่อยปนอยู่ราว ๑๐ ชนิด วิตามินอีกหลายชนิด รวมทั้งกรดอะมิโน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Catalase, Peroxidase ในน้ำลาย มีฤทธิ์ฆ่าพิษสูงมาก

การทดลอง นำสารสาเหตุมะเร็งต่างๆ ราว ๒๐ ชนิด (เช่น ส่วนไหม้ของปลาปิ้ง เนื้อย่าง ได้แก่ Tryp-p เชื้อ Aflatoxin B1 ที่เกิดในรา ที่ขึ้นในถั่วลิสงชื้น, สารเคมีผสมอาหารอีกหลายชนิด) แช่ในน้ำลายราว ๓๐ วินาที แล้วนำสารนั้นไปฉีดในแบคทีเรีย ปรากฏว่าไม่เกิด Mutation ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฤทธิ์สาเหตุมะเร็งถูกทำลายไป (จึงมีการแนะนำกันว่า อาหาร ๑ คำ ควรเคี้ยวอย่างน้อย ๓๐ ครั้ง)

การมีความสำรวมอินทรีย์ กอปรกับโภชเนมัตตัญญุตานั้น ทุกคราวที่บริโภคอาหาร (มังสวิรัติ) จะต้องมีสติ เคี้ยวทุกคำให้ละเอียด ไม่รีบกลืน มิใช่กินเพราะอร่อยติดรส (ผมสังเกตตัวเองว่า อาหาร ๑ คำ ปกติจะเคี้ยวประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ ครั้ง) หากเป็นอาหารเนื้อสัตว์แล้ว เพราะความหลงรส ติดอร่อย จะกลืน โดยมิได้เคี้ยว ให้ละเอียดก่อนได้เลย เช่นเดียวกัน กับอาหารปรุงแต่งทั้งหลาย

ที่มีการสำรวจพบเชื้อรา อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ในถั่วลิสงในประเทศไทยนั้น คนไทยที่บริโภคๆ กันอยู่ ยังไม่ร้ายแรง ถึงกับก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้นั้น ก็อาจมาจาก อานิสงส์ของน้ำลายกระมัง ทั้งๆ ที่จากการทดสอบพบว่า เชื้อนี้ไม่อาจถูกทำลายไปได้ ด้วยความร้อนสูงปานใด

แต่น่าแปลก เพียงแค่การมีความสังวร ในการกินอาหาร ยังมีอานิสงส์ได้ถึงปานนี้ อาจพูดได้อีกแง่หนึ่งว่า นี่เป็นวิธีการหนึ่ง ที่จะช่วยให้มีความปลอดโรคร้าย ก็ว่าได้เช่นเดียวกัน และมันก็จริงอีก เพราะน้ำลาย ที่ออกมามาก จากการเคี้ยวนานๆ นอกจากจะทำลายเชื้อ, พิษแล้ว ยังเข้าไปช่วยเคลือบผิวกระเพาะ ให้ทนต่อสภาพกรดอีกด้วย

วารสารสุขภาพการแพทย์ ที่ออกทั่วไปในญี่ปุ่น กำลังเผยอานิสงส์ ของลัทธิบริโภคผักอย่างยิ่ง แต่ก็นั่นแหละ ยังไม่มีผู้นำพุทธธรรม มาเผยแพร่กันจริง ในหมู่คนทั้งหลาย จึงยังคงคิดค้น เอาผลดีจากอาหารมังสวิรัติธรรมชาติ โดยไม่พยายามปราบปราม การบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ การบริโภคอาหารเนื้อ เป็นการติดตาม อำนาจกิเลสอย่างยิ่งทีเดียว

เมืองไทยเรามีพุทธศาสนาอยู่แล้ว ยิ่งน่าจะได้มีการสนับสนุน ปฏิปทามังสวิรัติให้มากๆ โดยเฉพาะสภาพในเมืองไทย ยังนับว่า ถูกย้อมมอมกับกิเลสโลกย์ น้อยกว่าในประเทศพัฒนาแล้วมาก จึงน่าจะเป็นโอกาสดี ภาวะเหมาะจริงๆ สิ่งดีอานิสงส์ล้ำ พุทธมรดก ที่ไทยเราได้รับมาแต่โบราณนั้น โลกเพิ่งมาค้นพบอานิสงส์ ยิ่งคิด ยิ่งพิจารณา ก็ต้องยิ่งยอมรับอย่างยิ่งว่า พระธรรมเป็น “อกาลิโก” จริงๆ (แต่ทำไม ผู้ที่ถือมังสวิรัติ ในประเทศไทย จึงมักจะโดนดูถูกดูแคลน อยู่เสมอๆ?)

ที่ได้เรียนมาทั้งหมดนี้ อาจจะมีสิ่งผิดพลาด ขาดตกบกพร่อง ก็โปรดได้ถือว่า เป็นความรู้น้อยของผมเอง บางสิ่งก็ดูขัดหู สำหรับผู้มิเคยทราบมาก่อน แต่ถ้าเป็นสัจธรรมจริงแล้วไซร้ ย่อมคงทนต่อการพิสูจน์เสมอ

Leave a Reply