อยู่ตรงกลาง ไม่แบ่งแยก
ถ้าท่านจะพิจารณาเพื่อละกิเลสคือความมัวหมองของจิต ตัณหาคือความปรารถนา อุปาทานคือความคิด มันก็ขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามของท่านตลอดชีวิต อย่าเหมาเอาง่าย ๆ ว่าปุบปับได้ เพราะถ้าไม่ได้ท่านจะเป็นทุกข์ แต่จงพยายามตามดูจิตของตัวเองไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็จงอย่าหลง อย่าอวดดี
อย่าเหยียบคนอื่น อย่าฆ่าเขา แต่จะสำรวมกาย วาจา ใจ ทำงานเลี้ยงชีพไปตามปกติ ด้วยความหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ อย่าโกง อย่าคอรัปชั่น อย่ากินเหล้า แล้วท่านก็จะพบกับวิธีที่จะทำให้หมดทุกข์ร้อนหมดปัญหากลัดกลุ้มได้ โดยไม่ต้องไปเที่ยวเตร่ กินเหล้า ฆ่าตัวตาย เพื่อหนีทุกข์ ท่านจะเป็นผู้ที่ถูกยกเว้น จากความพ่ายแพ้และ ชนะ ทั้งปวง ถ้าท่านปฏิบัติตามได้ผลอย่างที่กล่าวมา
สิ่งที่เป็นคู่ เช่น สุข-ทุกข์ ดี-เลว ได้-เสีย ฯลฯ ถ้าจิตของท่านมีความหลง จิตจึงคิดแบ่งแยกว่าอันนี้ สุขหรือทุกข์ ดีหรือเลว ได้หรือเสีย นั่นคือความไม่รู้หรือความโง่ของเราเอง ซึ่งความจริงสิ่งทั้งปวงไม่เป็นอะไร ความสุขมันก็ไม่เป็นอะไร ความทุกข์มันไม่เป็นอะไร เพราะถ้าท่านไม่มีจิต สุขทุกข์มันก็จะทำอะไรท่านไม่ได้ และถ้าท่านมีปัญญาอยู่ในจิตสุขทุกข์ก็ไม่สามารถทำอะไรท่านได้เช่นกัน แต่ถ้าท่านมีความหลง ความอยาก ความรัก ความเกลียด เมื่อนั้นท่านก็จะเกิดการแบ่งแยกในระหว่างสิ่ง ทั้งปวง สุขทุกข์ดีเลวได้เสียมันจึงเกิดขึ้นในความรู้สึกของคุณ คุณก็จะเป็นบ้าไปกับสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในจิตของผู้มีปัญญาอันสูงสุด จึงไม่มีสิ่งใดจะเป็นคู่กับสิ่งใด แม้ว่าสิ่งทั้งหลายจะมีอยู่เต็มโลก แต่มันก็ไม่เป็นอะไร เพียงแต่ว่าท่านอย่าไปรักหรือเกลียดมัน ทุกสิ่งมันจะไม่เป็นอะไร จิตของท่านก็จะสงบระงับจากความคิดปรุงแต่งได้ไนทันที
|