ค้นหาสูตรอาหารเจหรือเพิ่มสูตรอาหารแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านคลิกที่นี่
หน้าแรก l หน้ารวมทุกเรื่อง ตั้งเป็นหน้าแรก l เก็บเว็บนี้ไว้ในBookmark l ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
ค้นหา  
 




PHP infoBoard v.5 PERFECT


 
ประสูติ-ตรัสรู้-ปรินิพพาน ตอนที่ 2

ถ้าในวงทางเราด้วยกันที่ไม่สมัครจะวินิจฉัยวิพากษ์วิจารณ์อะไร กันพึงถือได้ตามที่ถือมาแต่เดิมๆ ว่าการประสูติ การตรัสรู้การปรินิพพานนั้น ก็มีในวันเดียวกัน. ถ้าเราจะไปพูดกับพวกอื่นเช่นพวกฝ่ายมหายานเป็นต้น เราก็อย่าไปขัดคอเขา เพราะเขาถือว่า ประสูติก็วันหนึ่ง ตรัสรู้ก็อีกวันหนึ่ง ปรินิพพานก็อีกวันหนึ่ง; แต่เราก็บอกเขาว่า เราไม่ถืออย่างนั้น เพราะเราไม่ถือเอาการเกิดทางร่างกายเป็นหลัก ไม่ถือเอาการตายทางร่างกายเป็นหลัก; เราถือเอาการเกิดทางนามธรรมเป็นพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เมื่อมีการตรัสรู้นั่นเอง แล้วก็มีการตายไปแห่งกิเลสโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ตรัสรู้นั่นเอง; พูดไปอย่างนี้ก็ไม่ทำให้เสียเหลี่ยมคูของเถรวาทแต่อย่างใด ยังจะทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่ฝ่ายมหายานได้ด้วย.

หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้กระทำในใจให้มีความเข้าใจในข้อนี้ จนมีความเชื่อลงไปจริงๆ ว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ประสูติตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเดียวกัน ในวินาทีเดียวกัน โดยนัยดังที่กล่าวมานี้. และการที่กล่าวถ้อยคำวิสาขบูชาของเราในวันนี้ก็จะเป็นจริง คือตรงกันทั้งใจ ตรงกันทั้งปาก ไม่มีอะไรขัดขวางกันเลย; นี้เป็นข้อแรก ขอตักเตือนท่านทั้งหลาย ว่าจงได้พยายามที่จะทำความเข้าใจ ขจัดสิ่งขัดข้องสงสัยนานาประการให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ไม่มีความสงสัยใดๆ เกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ที่สุดแต่เรื่องที่เป็นปาฏิหาริย์ เช่นว่า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มีในวันเดียวกัน ดังนี้.

ทีนี้เราก็จะได้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า การตรัสรู้ ซึ่งเป็นทั้งการประสูติ และเป็นทั้งการปรินิพพานนั้นเป็นอย่างไร ?

การตรัสรู้ หมายถึง การูร้สึกว่า เดี๋ยวนี้กิเลสสิ้นไป โดยไม่มีส่วนเหลือ  รู้  ข้อนี้ เรียกว่า ตรัสรู้. ถ้ากิเลสยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง ก็ยังไม่มีทางที่จะรู้ข้อนี้.

ในเวลาที่ ตรัสรู้ ที่โคนต้นโพธิ์นั้น เป็นเวลารุ่งอรุณของเวลาเช้า. ส่วนตามเรื่องราวที่เป็นตำนาน การประสูติในสวนลุมพินีนั้น มีในเวลากลางวัน ตอนเที่ยง. และ การปรินิพพานโดยทางร่างกายนั้น มีขึ้นในตอนเย็น ที่อุทยานอีกแห่งหนึ่งเป็นสถานที่ ๓ แห่ง เป็นเวลา ๓ อย่าง.

เดี๋ยวนี้เรามาทำความเข้าใจกันในข้อที่ว่า ทั้ง ๓ อย่างนั้นมารวมอยู่ที่เป็นเวลาตรัสรู้ คือรู้ความที่กิเลสหมดไป รู้ความที่มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนที่ความที่กิเลสหมดไป; คือไปรู้อย่างที่เราพูดกันอยู่ว่า รู้ความที่ตัวกู-ของกู ดับสิ้นไปไม่มีเหลือ คือรู้ว่าเดี๋ยวนี้กิเลสอันเป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏฏสงสารนั้น ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารแล้ว

การถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารนี้แหละ จะมองดูในฐานะที่เป็นการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าก็ได้ การตรัสรู้ก็ได้ และปรินิพพานก็ได้. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้หลายอย่างเช่นว่า“ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่รู้อริยสัจจ์ทั้งสี่ ก็ยังไม่ปฏิญญาพระองค์ว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” “ตลอดเวลาที่ยังไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทโดยสิ้นเชิง ก็ยังไม่ปฏิญญาว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ดังนี้ เป็นต้น.

มันมากเรื่องมากราว หลายเรื่องหลายราว แต่แล้วทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน คือความสิ้นไปแห่งกิเลส และไม่มีความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นมาได้อีกต่อไป.

ในขณะใดมีลักษณะอย่างนั้น ในขณะนั้นเรียกว่าการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ตรัสรู้อย่างนี้ ก็คือ การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า และการดับสนิทไม่มีส่วนเหลือของสิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน ซึ่งเป็นชื่อแทนกิเลสทั้งหลาย. บางทีก็เรียกว่า ตัณหาบางทีก็เรียกว่า อวิชชา แต่ที่เป็นตัวให้เกิดแห่งความทุกข์แล้วก็เรียกว่า อุปาทาน ดังพระบาลีว่า : “สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา - เมื่อกล่าวสรุป โดยย่อแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้น เป็นตัวความทุกข์ บัดนี้ได้ทำลายอุปาทานที่มีการยึดถือในเบญจขันธ์นั้นสูญสิ้นไปแล้ว คือปรินิพพานไปแล้วก็เหลือแต่เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ แล้วก็ยังมีชีวิตอยู่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายสืบไป.

ขอให้พิจารณาให้มีความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า ตรัสรู้ โดยใจความสำคัญว่า มันเป็นอย่างนี้ แล้วสิ่งนี้ก็ได้มีขึ้นในวันที่เราเรียกว่า วันวิสาขบูชา คือวันเช่นวันนี้ ที่เรียกว่าวันเพ็ญ คือพระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์. นี้มันเป็นเรื่องของปฏิทินที่นับกันอยู่อย่างจันทรคติ; แต่ถ้าพวกอื่นเขาใช้ปฏิทินอย่างสุริยคติ เขาก็นับอย่างอื่น มันก็กลายเป็นวันที่ หรือเดือนทางสุริยคติไป; มันก็จะไม่ตรงกับวันพระจันทร์เพ็ญเหมือนกับวันเช่นวันนี้. แล้วเราจะไปว่าเขาผิดก็ไม่ได้ เพราะเขาถือปฏิทินอย่างสุริยคติเป็นเกณฑ์.

พวกเราถือเอาปฏิทินธรรมชาติ คือดวงจันทร์เข้าสู่นักขัตฤกษ์ ชื่อวิสาขะเมื่อไร ก็ถือว่าวันนั้นได้มาถึงเข้าอีกแล้ว แต่แล้วก็อย่ายึดมั่นกันให้มากไป จนถึงกับว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมันถูกด้วยกันทั้งนั้น. แม้ดวงจันทร์ก็ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนเปลี่ยนแปลงได้; แม้ดวงอาทิตย์ก็เปลี่ยนแปลงได้; เราจะถืออย่างสุริยคติก็ได้ อย่างจันทรคติก็ได้; อย่าได้ทะเลาะกันในเรื่องนี้.

แต่เมื่อเราถือเอาจันทรคติเป็นหลักมานมนานแล้วก็คงถือเอาต่อไป. ดังนั้นจึงเป็นที่ยุติหรือแน่นอนแก่ใจว่า เมื่อไรพระจันทร์เต็มดวงอยู่ในกลุ่มดาวฤกษ์ที่ชื่อ วิสาขะ แล้วเราจะถือโดยสมมติว่า นี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ มีการเกิดเป็นพระพุทธเจ้าและมีการปรินิพพานไปของกิเลสทั้งหลาย และเรียกว่า ประสูติตรัสรู้ ปรินิพพาน มีแล้วอย่างแท้จริงในวันเช่นวันนี้. นี้คือเรื่อง ฝ่ายของพระพุทธเจ้า.

ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง ฝ่ายพวกเรา เราจะทำอย่างไรกับพระพุทธเจ้าในกรณีนี้? เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้วว่าเราจะบูชาพระองค์ในโอกาสเช่นนี้. ทีนี้ก็มีปัญหาว่าพระพุทธเจ้าโดยส่วนพระองค์ เป็นผู้ทรงคุณสมบัติประเสริฐสุดเหลือที่จะพรรณนาได้และโดยส่วนที่เกี่ยวกับพวกเรา พระองค์ก็มีบุญคุณ มีหนี้เหนือศีรษะเรา อย่างที่จะพรรณนาไม่ไหว; แล้วเราจะบูชาอย่างไร มันจึงจะสมกัน ไม่เป็นการเล่นตลก.

การที่จะจุดธูปเทียนเข้าแล้วก็ถือขึ้นไว้ในมือ แล้วก็เดินเวียนกันสัก ๓ รอบ อย่างนี้มันคุ้มกันไหม? มันชดเชยกันได้ไหมกับพระคุณของพระองค์ซึ่งมีอยู่เหนือเรา? อาตมาคิดว่าถ้าทำกันแต่เพียงเท่านี้ มันก็เป็นการเล่นตลกกันเสียมากกว่า. แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นเรื่องเล่นตลก? ก็หมายความว่าต้องทำในใจด้วย. อย่าทำเพียงแต่ว่าถือดอกไม้ธูปเทียน แล้วเดินเวียนนี้เป็นการสมมติพิธีฝ่ายร่างกาย ส่วนจิตใจนั้นมันมีความหมายว่าเราจะต้องทำอะไรๆ ในจิตใจให้มันเหมือนกันกับดอกไม้ธูปเทียนที่เราจุดขึ้นและถือไว้ในมือเป็นต้น คือจะต้องทำจิตใจให้มีความหมายเป็นความสะอาด สว่าง สงบ เหมือนกับจิตใจของพระพุทธเจ้า; โดยหลักที่กล่าวได้ง่ายๆ ว่า มันเหมือนกัน มันเท่ากันมันจึงจะอยู่ด้วยกันได้.

ถ้าเรามีจิตใจแตกต่างไปจากพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะเป็นสาวกของพระองค์ได้อย่างไร จะมาเดินเวียนเทียนในลักษณะเช่นนี้ มันก็เป็นการเล่นตลก. ฉะนั้นขอให้เตรียมจิตใจเป็นการล่วงหน้าเลยแต่เดี๋ยวนี้ ว่าจะมีจิตใจโดยอนุวัตรหรือโดยอนุโลมต่อพระหฤทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ซึ่งมีความสะอาด สว่าง สงบ เป็นส่วนสำคัญ; แล้วก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างเสีย ให้คงเหลือแต่จิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ แล้วกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระองค์ด้วยปาก ถือดอกไม้ธูปเทียนด้วยร่างกาย แล้วก็เดินเวียนประทักษิณให้มีความหมายครบทั้งกาย ทั้งวาจา และจิตใจ จึงจะพอกล่าวได้ว่า เป็นการบูชาที่พอเหมาะสมกันกับที่พระองค์ทรงพระคุณอันใหญ่หลวง ในพระองค์เอง และที่เกี่ยวมาถึงพวกเราด้วย. เพราะว่าเราได้ทำสุดความสามารถทุกอย่างทุกประการแล้วเท่าที่เราจะทำได้. เราได้เสียสละทุกอย่างทุกประการแล้วเท่าที่เราจะทำได้

ในวันนี้ เราได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกรุ่งอรุณ ว่าจะทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยปฏิบัติบูชา จึงได้พยายามที่จะให้ทาน พยายามที่จะรักษาศีล พยายามที่จะเจริญเมตตาภาวนา กระทำจิตใจให้ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ แล้วจะอุทิศเวลาทั้งหลายวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้ เพื่อเป็นการบูชาจริงๆ. เราจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีว่า คืนนี้จะไม่นอน แม้จะต้องใช้ความอดทนมาก ก็เป็นการบูชาแด่พระองค์ทั้งนั้น. เรามีความลำบากเท่าไรในวันนี้ ทั้งหมดนั้นเป็นการบูชาต่อพระองค์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นขอให้กระทำให้สุดความสามารถ สุดชีวิตจิตใจจริงๆ ก็จะได้ชื่อว่า เราไม่เล่นตลกเรามีการบูชาด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริงๆ.

เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีสิ่งที่เป็นเบ็ดเตล็ดเล็กๆ น้อยๆ อีก เช่น เราอุตส่าห์พยายามเดินขึ้นมาจนถึงยอดภูเขานี้ มันก็ต้องลำบากกว่าที่เราจะอยู่ที่เชิงเขา. การอุตส่าห์ถือร่างขึ้นมาจนถึงยอดภูเขาก็เพื่อว่าจะให้เกิดความเสียสละเป็นเครื่องบูชาคุณของพระองค์ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นๆ

แล้วบางทีเราจะมานึกว่า พระพุทธเจ้าท่านมีความเป็นอยู่อย่างไร เราก็จะมีการเป็นอยู่ให้คล้ายพระองค์มากยิ่งขึ้นไป ให้มากยิ่งขึ้นเท่าที่เราจะกระทำได้. เรารู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยใช้รองเท้าเลย คลอดชีวิตของพระองค์ เดี๋ยวนี้เราจะทำการบูชาพระองค์ด้วยการสวมรองเท้าอยู่ที่เท้าจะเป็นอย่างไรบ้าง.




 
  Member ผู้ลงบทความ : admin
สถานะ : สมาชิก

17 July 2006 - 12:59
  แจ้งมีคำผิด  Delete
 

หัวข้อเรื่อง : 0010-1 | เลขหน้า : 1 ถึง 1


  เพิ่มข้อความในหัวข้อรวม : ประสูติ-ตรัสรู้-ปรินิพพาน ตอนที่ 2 ดูหัวข้อเรื่องทั้งหมดในเล่มนี้