ตอนที่ 23 ทำลายชาติ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นบาปหนัก
2026-06-07 10:04:27 - mindcyber
พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
ทำลายประเทศชาติ สร้างความพินาศแก่ปวงชน
ให้ร้ายผู้อื่นเพื่อหวังผล ทำลายจิตมโนธรรม
ครั้งหนึ่งเรืองอำนาจเรียกทรราช คนขนานนาม
นรกไร้ประตูข้าม มีเพียงตนเข้าไปเอง
พุทธะจี้กง : ในโลกโลกีย์ที่วุ่นวายนี้ จิตใจคนไม่ดีงาม เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ละคนต่างก็วางแผนสมรู้ร่วมคิดกันแย่งชิงผลประโยชน์จากผู้อื่น บ้างก็ใส่ร้ายผู้ที่มีคุณธรรมความสามารถ ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า “คนดีอายุไม่ยืน คนเลวอยู่ได้เป็นพันปี” ในความหมายของคำว่า “อายุไม่ยืน” อาจจะไม่ได้หมายความว่า “ตาย” เสมอไป แต่มีความหมายที่กว้างกว่านั้น พูดอย่างคร่าวๆคือ คนที่มีความจริงใจทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชน คนที่เป็นตัวแทนของประชาชนขอคำปรึกษาชี้แนะจากปราชญ์เมธีแล้วนำมาปฏิบัติจริงเห็นผลสำเร็จจริง มักจะถูกคนเจ้าเล่ห์ที่เห็นแก่ตัวคอยกลั่นแกล้ง บ้างก็ใช้พระราชโองการปลอมมาขุดรากถอนโคน บ้างก็สมคบคิดพวกโจรมาทำร้าย บ้างก็ช่วงชิงอำนาจกันภายในราชสำนักเพื่ออิทธิพลและอำนาจที่มั่นคงของตัวเอง ใช้ตำแหน่งและอำนาจ โจมตีใส่ร้ายคนที่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดี แต่ทั้งนี้ ผู้ที่มีอิทธิพลและอำนาจก็ไม่ได้หมายความเฉพาะเจาะจงแต่เหล่าขุนนางในวงการข้าราชการเท่านั้น แม้กระทั่งในวงการธุรกิจที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ก็เช่นเดียวกัน คนจำนวนมากต่างก็มีขอบข่ายของอิทธิพลและอำนาจของเขาเอง ในขอบข่ายอิทธิพลอำนาจนั้นก็มีทั้งคนที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีและคนที่คิดคดเห็นแก่ตัวปะปนกันอยู่ ต่างกันที่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้นเอง หากผู้ที่มีตำแหน่งสูงไม่สามารถธำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมโดยที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถ องค์กรหลักก็จะต้องล่มสลายลงในเร็ววัน หากองค์กรๆหนึ่งให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะบุคลากร องค์กรนั้นก็จะมีบุคลลากรที่มีความสามารถเกิดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ขอบข่ายของกิจการก็จะค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น ถ้าหากชาวโลกมีความเห็นแก่ตัวและทำร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นทุกที่ทุกเวลา เกรงว่าวันหนึ่งจะต้องตกนรกอเวจีไม่มีวันได้ออกมา เอาล่ะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม วิญญาณจงออกจากร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : (นั่งบนบัลลังก์บัว ลอยลงสู่นรกอเวจีอย่างช้าๆ ลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ ในความร้อนนั้นมีความเย็นแทรกอยู่)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา ท่านเซียนกวนมารออยู่เบื้องหน้าแล้ว รีบไปแสดงคารวะ
ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี คารวะท่านพุทธะจี้กง ขอเชิญด้านใน
ชิวเซิง : (เมื่อเข้ามาในคุก อากาศร้อนทรมานใจคน เหงื่อไหลหยดย้อย) ไม่นึกเลยแม้แต่เครื่องปรับอากาศซักตัวก็ไม่มี
พุทธะจี้กง : ที่นี่คือนรกอเวจี จะมีเครื่องปรับอากาศได้อย่างไร นี่คือแดนลงทัณฑ์นะ!
เซียนกวน : ท่านพุทธะจี้กงกล่าวได้ถูกต้อง วิญญาณบาปทั้งหมดในนี้ตอนที่มีชีวิตอยู่ได้ใช้บุญวาสนาจนเกือบจะหมดแล้ว แถมยังทำเรื่องชั่วร้ายที่ร้ายแรง จึงต้องตกนรกอเวจีรับการลงโทษที่โหดเหี้ยมทารุณ แล้วจะให้วิญญาณบาปที่รับโทษได้เสพสุขเกินไปได้อย่างไรกันล่ะ?
ชิวเซิง : ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่พระอาจารย์ลองสำรวจคุกตะรางบนโลกมนุษย์ดูได้ ในนั้นจัดตั้งสถานที่ไว้สำหรับเรียนพิเศษ มีห้องที่ติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกด้วย
พุทธะจี้กง : ชาวโลกทั่วทุกที่ต่างก็พูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้คนที่เจ้าเล่ห์เพทุบายจงใจอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย ต่อให้เป็นถึงนักโทษประหารชีวิตก็ไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนกระทั่งทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนคนที่หวาดกลัวคุกตะรางกลับเป็นประชาชนที่มีจิตใจดีงาม เป็นเพราะคนที่เจ้าเล่ห์เพทุบายนั้น รู้ถึงสภาพเหตุการณ์ในคุกอย่างทะลุปรุโปร่ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่กลัว
ชิวเซิง : ตามที่พระอาจารย์พูดมา บนโลกมนุษย์มีแต่คนดีเท่านั้นที่ไม่สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายได้ ดังนั้นจึงถูกประหารชีวิตได้โดยง่าย ส่วนพวกโจรที่ทำผิดกฎหมายจริงๆกลับมีท่อน้ำเลี้ยงอยู่ทั่วทุกที่ ถึงแม้ว่าจะถูกจับขังอยู่ในคุกก็ไม่รู้สึกหวั่นกลัว
เซียนกวน : แต่ฟ้าดินมีความยุติธรรม คนที่รับโทษบนโลกมนุษย์ตามกฎหมายหากได้รับโทษเพียงผิวเผิน เมื่อมาถึงนรกแล้วก็จะต้องตรวจสอบและตัดสินคดีซ้ำใหม่ทั้งหมด ต้องรับโทษในส่วนที่สมควรได้รับ และเพิ่มโทษในส่วนที่สมควรได้รับเพิ่ม เมื่อมาถึงนรกทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนเป็นความยุติธรรมแล้ว
ชิวเซิง : เบื้องหน้าคือความมืด รอบด้านทั้งสี่เต็มไปด้วยเปลวไฟที่โหมไหม้อย่างรุนแรง วิญญาณบาปเป็นกลุ่มๆถูกลูกกลิ้งของเครื่องบดดินบดขยี้ร่างกายจนแหลกเหลว เต็มไปด้วยเนื้อบดละเอียดกับคราบเลือดสกปรก ยังมีวิญญาณบาปอีกกลุ่มหนึ่งถูกหินขนาดใหญ่กลิ้งทับร่าง ลำไส้ไหลออกมาหมด น่าคลื่นไส้จริงๆ
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?
ชิวเซิง : ศิษย์รู้สึกสงสาร เห็นใจพวกเขาแต่ก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรได้
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา เจ้าอย่าได้เศร้าโศกเสียใจ ทั้งหมดนี้คือกรรมที่พวกเขาสร้างขึ้นเองและจะต้องรับผลกรรมนั้นด้วยตัวเอง เห็นใจแล้วยังไง?
เซียนกวน : ท่านพุทธะจี้กงกล่าวได้ถูกต้อง หากเห็นใจคนเหล่านี้ แล้วเหยื่อผู้รับเคราะห์ในอดีตจะทนได้อย่างไร?
พุทธะจี้กง : คืนนี้นำตัว “ตงฮุนโฮ่ว” มารับการสัมภาษณ์ก็แล้วกัน
เซียนกวน : ท่านขุนพลรีบไปนำตัว “ตงฮุนโฮ่ว” มา
ขุนพล : คุมตัววิญญาณบาปมาถึงแล้วครับ
ชิวเซิง : ท่านคือใคร? เพราะอะไรหัวถึงแบะออกเป็นสองส่วน แล้วทำไมถึงควักหัวใจของตัวเอง?
วิญญาณบาป : ข้าเป็นคนแคว้นฉี ชื่อตงฮุนโฮ่ว เพราะว่าเป็นจักรพรรดิที่โหดเหี้ยมอำมหิตไร้คุณธรรม ต่อผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชารวมทั้งอาณาประชาราษฎร์ ข้าจะไม่แสดงสีหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นมิตรให้อย่างเด็ดขาด เมื่อไม่พอใจก็อยากจะฆ่าฟัน เพราะว่านิสัยดุร้ายเจ้าอารมณ์ ทั้งยังเป็นคนที่ขาดสติ มักจะก่อกรรมทำเข็ญเข่นฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล บัดนี้ได้รับการลงโทษเช่นนี้ ช่างทุกข์ทรมานเหลือเกิน ฮือ! ฮือ!
เซียนกวน : แล้วมิฉะนั้นจะเรียกว่านรกอเวจีได้รึ?
พุทธะจี้กง : ขอแนะนำชาวโลกทั้งหลายว่า เมื่อใดที่มีอำนาจก็อย่าได้ลืมความทุกข์ยากในครั้งอดีต มีเพียงชีวิตที่เคยผ่านความทุกข์ยากจึงจะสามารถเข้าใจถึงความทุกข์ยากของผู้อื่นได้ ดังนั้นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดพิจารณาและปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เคารพซึ่งกันและกัน ทั่วหล้าก็จะสงบสุขอย่างแน่นอน คืนนี้ดึกแล้ว กลับกันเถอะ
ชิวเซิง : ผู้น้อยขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองที่ช่วยเหลือ
เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์