ตอนที่ 24 ไปดูสภาพของคนที่ไม่มีความจงรักภักดีในนรกอเวจี
2026-06-07 10:04:59 - mindcyber
พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
ประวัติศาสตร์ในยุคหนึ่งทรราชเฉาอาหมัน*
บีบโอรสสวรรค์สามนตราช*หวาดผวา
ระดมพลจำนวนมากทำศึกยกทัพเคลื่อนกรีธา
ปวงประชาระทมทุกข์บาปนี้ไม่ผ่อนปรน
(*เฉาอาหมันคือชื่อหนึ่งของเฉาเชาหรือโจโฉ *สามนตราช หมายถึง เจ้าผู้ครองแคว้นใกล้เคียง)
พุทธะจี้กง : ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่น การเมืองเน่าเฟะ เกิดกลุ่มโจรออกอาละวาด เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆรวมทั้งขุนนางข้าราชการต่างก็ฉวยโอกาสขยายอาณาเขตของตัวเอง สู้รบทำสงครามกันไม่หยุด แสงมีดเงาดาบเต็มไปทั่วแผ่นดินจงหยวน บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ประชาชนไม่สามารถอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข จิตใจของประชาชนตื่นตระหนกหวาดกลัว ผู้ที่มีมโนธรรมและความจงรักภักดีมีอายุไม่ยืนยาว ส่วนขุนนางที่คิดคดทรยศเรืองอำนาจครองความเป็นใหญ่ข่มเหงรังแกประชาชน ขณะนั้นโอรสสวรรค์อ่อนแอไร้อำนาจถูกหยามเกียรติ เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆถึงแม้ว่าจะมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งเป็นของตัวเองแต่ก็มิบังอาจล่วงล้ำราชอำนาจของโอรสสวรรค์ ในเวลานั้นเฉาเชาก็จ้องหาโอกาสบีบโอรสสวรรค์ให้ออกราชโองการสั่งการเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ แสดงอิทธิพลอำนาจ คนบ้านเฉาใช้กลยุทธต่างๆพลิกแพลงวางแผนมุ่งหวังจะผนวกรวมแคว้นต่างๆ แต่ทว่าสงครามกลับลุกลามยืดเยื้อเป็นเวลายาวนาน คร่าชีวิตผู้คนล้มตายจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงถูกลงโทษคุมขังในนรกอเวจี รับความทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด เอาล่ะ! ศิษย์เราจงออกจากร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : (มุ่งลงตรงสู่อเวจี)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา เข้าไปคารวะท่านเซียนกวน
ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี คารวะท่านพุทธะจี้กง
พุทธะจี้กง : ท่านเซียนกวนอย่าได้มากพิธี
เซียนกวน : เชิญเข้าไปชมด้านใน
ชิวเซิง : (เข้ามาภายในคุก ได้ยินเสียงร้องอันโศกเศร้าดังมาเป็นระยะๆ เหมือนเสียงร้องที่น่ากลัวของผีร้ายตอนที่กำลังจะปรากฏตัว ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ที่ทุ้มลึกเป็นเสียงต่ำและลากยาวจนสุดเสียง น่ากลัวจริงๆ วิญญาณบาปที่รับโทษในนรกขุมนี้ล้วนแต่มีรูปร่างที่ไม่เหมือนคน บางคนหัวแหว่งเว้าเหมือนพระจันทร์เสี้ยว บางคนไม่มีจมูกแต่กลับมีหูที่บวมพองและลากยาวไปกับพื้น ปากของบางคนเหมือนเป็ดโดนัลดั๊ก ขาของบางคนถูกลงโทษจนกลายเป็นเหมือนขนมปาท่องโก๋ ยังมีบางคนถูกทุบที่ท้องจนกลายเป็นรูดูคล้ายขนมโดนัท วิญญาณบาปเหล่านี้ไม่เพียงถูกสับมือสับเท้าเท่านั้น ทั้งตัวยังถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดจนไม่รู้ว่าจะเอามาประกอบรวมกันใหม่ได้อย่างไร ตอนนี้มีลมประหลาดพัดมา เป็นลมที่ทั้งหนาวและร้อน โลกนี้คือโลกอะไรกันนะ? คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีลมประหลาดอย่างนี้ ดีนะที่ลมนี้เกิดขึ้นในนรกอเวจี ถ้าหากมีลมประหลาดแบบนี้ปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์ โลกมนุษย์อาจจะเกิดโรคระบาด ลมพัดไปถึงที่ไหนก็กลายเป็นกระดูกแห้งในพริบตา ที่แท้ลมประหลาดนี้ก็มาจากนกตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่กำลังกระพือปีกอยู่กลางเวหา นกใหญ่ตัวนี้มีปากที่ยาวและแหลมคมมาก รูปร่างก็แปลกประหลาด ตีนนกมีพังผืดเหมือนกบ บนตัวมีครีบยาวเหมือนปลา จิกกินวิญญาณบาป ตรงบริเวณที่ถูกนกจิกมีน้ำเลือดและน้ำเหลืองพุ่งออกมา เลือดเหล่านี้ต่างจับตัวกันเป็นก้อนกลายเป็นสัตว์ประหลาดมีหู จมูก ปาก และมีมือมีเท้า สัตว์ประหลาดที่มีลักษณะเป็นของเหลวนี้พ่นน้ำสีเขียวออกจากปากพุ่งใส่ร่างวิญญาณบาปทำให้เกิดตุ่มหนอง เมื่อตุ่มหนองแตก หนอนแมลงวันลักษณะคล้ายงูก็ชอนไชร่างของวิญญาณบาป ไชไปไชมา เห็นวิญญาณบาปเกาบริเวณที่คัน แต่กลับกลายเป็นเกาเอาเนื้อหนังของตัวเองหลุดติดออกมาจนเห็นกระดูก เจ็บปวดทรมานร้องตะโกนลากเสียงยาวอย่างน่าเวทนาแล้วตายไป เมื่อตายแล้วก็ถูกยักษ์ลากไปทุบจนแหลกแล้วโยนเข้าไปในเตาหลอมกระดูก หลังจากที่กวนให้เข้ากันจนจับตัวเหนียวแล้วก็ทิ้งลงไปในเหวคืนชีพ แล้ววิญญาณบาปก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง กลับมีเนื้อหนังขึ้นมาใหม่ แต่สภาพรูปกายกลับแย่ลงกว่าเดิมและยิ่งดูน่าเกลียดขึ้น) ท่านเซียนกวนครับ วิญญาณบาปเหล่านี้ทำไมถึงต้องรับโทษเช่นนี้ครับ?
เซียนกวน : พวกเขาเหล่านี้ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่คือพวกที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ดังนั้นหลังจากที่ตายแล้วก็สมควรที่จะได้รับการลงโทษที่โหดเหี้ยมทารุณเหล่านี้
ชิวเซิง : แล้วพวกเขาจะมีโอกาสได้กลับไปเกิดใหม่ไหมครับ?
เซียนกวน : มีสิ มีบางคน ทุกๆยี่สิบปีจะได้ไปเกิดในเดรัจฉานภูมิหนึ่งครั้ง แล้วกลับมารับโทษในนรกต่อ
ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้น คนที่ไม่มีความจงรักภักดียังต้องกลับมารับโทษอีกยาวนานแค่ไหน?
เซียนกวน : ยังไม่รู้แน่นอน! แต่ในเมื่อตกสู่นรกอเวจีก็แสดงว่าตอนที่มีชีวิตอยู่ได้สร้างความผิดบาปร้ายแรงที่ไม่อาจยกโทษให้อภัยได้ ไม่สามารถได้เกิดเป็นมนุษย์อีกตลอดกาล
ชิวเซิง : จะมีวิธีไหนที่สามารถฉุดช่วยได้?
เซียนกวน : มีเพียงตอนที่มีชีวิตอยู่หมั่นบำเพ็ญบุญกุศลให้มาก หมั่นเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา หมั่นศึกษาหลักธรรมปฏิบัติตามคำสอนของพุทธะอริยเจ้า จึงสามารถพ้นจากนรกอเวจีได้
ชิวเซิง : ปัจจุบันนี้แต่ละที่ต่างก็มีการศึกษาพระสูตรคัมภีร์ต่างๆ หากสามารถเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตกลายเป็นผู้บำเพ็ญก็ไม่ต้องจมลงสู่ความทุกข์
เซียนกวน : ก็ไม่เชิง! เพราะเหตุใดนะหรือ? เพราะปัจจุบันนี้ผู้บำเพ็ญในแต่ละที่ต่างก็ยึดติดอยู่ในตัวอักษร ประโยค วลี ตัวหนังสือ ทุ่มเทเวลาศึกษากระพี้ น้อยนักที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของหลักคำสอนในพระสูตรอย่างแท้จริง ดังนั้นนี่จึงเรียกว่า “กุศล” แต่ไม่สามารถเรียกว่า “ปัญญา”
ชิวเซิง : ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ?
พุทธะจี้กง : ก็เพราะผู้บำเพ็ญในแต่ละที่ต่างก็ยึดติดในความรู้ ต่างก็มีตัวหนังสือเป็นเครื่องกีดขวาง ดังนั้นสิ่งที่รู้จึงมีขีดจำกัด ต่างก็อธิบายความหมายตามตัวอักษรในพระสูตร ต่างฝ่ายต่างนิกายต่างก็ยึดติดในทัศนะความคิดของตัวเอง ต่างก็คิดว่าความคิดเห็นของตัวเองถูกต้อง ต่างก็ตั้งตนเป็นใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการทะเลาะโต้เถียงกันระหว่างศาสนา และเกิดการโต้แย้งถกเถียงกันในหลักธรรมคำสอนไม่จบไม่สิ้น เพราะต่างก็สัมผัสรู้และเข้าใจต่างกัน ดังนั้นจึงพูดได้ว่า ต่างก็ถูกและต่างก็ผิด แต่จะต้องรู้ว่า “ตถาคตมักกล่าวเสมอว่า ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั้งหลายพึงรู้ว่าธรรมที่ตถาคตแสดงนั้น อุปมาดั่งแพข้ามฟาก เมื่อมาถึงฝั่งแล้วก็ต้องละแพ ธรรมที่ตถาคตได้แสดงไว้ก็ต้องละ แล้วนับประสาอะไรกับสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมเล่า?” เอาล่ะ คืนนี้พอเท่านี้ กลับกันเถอะ
ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลที่เมตตาช่วยเหลือ
เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์