ตอนที่ 25 มั่วสุรานารีทำให้ประเทศชาติเสียหาย เหตุแห่งอเวจี
2026-06-07 10:05:24 - mindcyber
พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
เป็นถึงจักรพรรดิจริยาวัตรกลับเสื่อมทราม
ออกกฎหมายไม่เป็นธรรมออกคำสั่งผิดทำนอง
แต่อดีตโบราณมามั่วกามาสิ้นชาติครอง
ซอยเปลี่ยวอเวจีต้องเดินไปถึงวังหลังเฮย
พุทธะจี้กง : นับแต่อดีตโบราณมา ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์ราชา เสนาบดี ขุนพล หรือขุนนางต่างๆ ในจำนวนสิบคน มีมากเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่ชื่นชอบเรื่องกามตัณหา ขนาดมีสามภรรยาสี่อนุก็ยังบ่นว่ามีไม่มากพอ ยังชอบไปเที่ยวหอนางโลม อยู่ในนั้นเพลิดเพลินจนลืมกลับบ้าน ผู้ที่มีตำแหน่งสูงประพฤติตนเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาและประชาชนให้พลอยติดเชื้อ พลอยเห็นดีเห็นงาม ประพฤติผิดในกามตามแบบอย่างไปด้วย ซึ่งเป็นค่านิยมที่ผิด สุดท้ายประเทศชาติก็กลายเป็นประเทศแห่งกามตัณหา เมื่อถูกเรื่องกามตัณหารบกวนจิตใจก็ไม่ตั้งใจปฏิบัติงานราชการ นานวันเข้า กำลังของประเทศก็ตกต่ำเสื่อมถอย ประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งกว่าก็ฉวยโอกาสบุกรุกดินแดน ทำให้ประเทศชาติสูญสิ้นเอกราช ถึงแม้ว่าในประวัติศาสตร์จะมีตัวอย่างมากมายให้เห็น แต่ทุกคนกลับเห็นเรื่องกามตัณหาเป็นเรื่องที่มีความสุข ไม่รู้จักหลีกเลี่ยงระมัดระวังคำพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดต่างๆที่พูดออกมาแต่ละคำล้วนเป็นคำพูดที่ไม่น่าฟัง กลายเป็นว่าคนพูดชอบพูดคำลามกที่กระตุ้นความกำหนัด ส่วนคนฟังก็ชอบฟังคำลามก นานวันเข้าก็กลายเป็นกระแสนิยม มักจะสร้างวจีกรรมและมโนกรรมบ่อยๆ ทำให้หูแปดเปื้อนไม่สะอาด และที่หนักยิ่งกว่านั้นเมื่อสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกันก็กลายเป็นเหตุปัจจัยให้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดไม่สามารถที่จะชดเชยแก้ไขได้ พึงรู้ว่าความชั่วทั้งปวงกามตัณหามาเป็นอันดับหนึ่ง หมกมุ่นเรื่องกามทำเรื่องลามกอยู่ตลอดไม่ขาดก็จะต้องตกสู่อเวจี รับกรรมตามสนองยากที่จะหนีพ้น เอาล่ะ! ชิวเซิงจงออกจากร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรารีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : (บัลลังก์บัวแล่นฉิวตลอดทาง ถึงนรกอเวจีอย่างรวดเร็ว มองดูภายในคุก เต็มไปด้วยเปลวไฟแดงฉานรอบด้าน สภาพรอบๆเหมือนเตาเผาที่ร้อนมาก)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา รีบคารวะท่านเซียนกวน
ชิวเซิง : คารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี
ชิวเซิง : ทำไมวันนี้ภายในคุกถึงแดงฉาน มีเปลวไฟเอ่อล้นรอบด้าน?
เซียนกวน : เพราะนี่คือการกลั่น คนที่มักมากในกามไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ความคิดเต็มไปด้วยเรื่องกามตัณหา ไม่มีสัมมาสติ ดังนั้นจึงใช้ไฟสมาธิของยมโลกมาชำระล้างจิตแห่งกามตัณหาออกไป (เซียนกวนหยิบธงบัญชาการขึ้นมาโบกสะบัด ทันใดนั้นเปลวไฟในคุกก็ค่อยๆถูกขจัดออกไป อากาศร้อนก็ค่อยๆเบาบางลง)
ชิวเซิง : (มองดูทั่วคุก ช่างน่าเวทนาจนไม่สามารถทนมองดูได้ เห็นแต่ซากศพกองเท่าภูเขาเลากาเต็มไปทั่วลานกว้าง ลักษณะการตายแตกต่างกันออกไป บ้างมีลักษณะที่โศกเศร้า บ้างปรากฏสีหน้าที่หวาดกลัว บ้างหัวฝังกลบลงไปในดิน บ้างมือเท้าขาดแยกออกจากกัน บ้างตับแตกถุงน้ำดีแตก สภาพต่างๆที่ไม่น่าดู เห็นแล้วไม่สามารถทนดูได้จริงๆ ซากศพต่างๆกลายเป็นซากศพที่เหี่ยวแห้งไหม้เละจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้ มีเมฆแดงปรากฏขึ้นกลางเวหา น้ำฝนหยดลงมาเบาๆประพรมซากศพ เมื่อเมฆฝนปลิวผ่านไปผู้ตายก็ฟื้นคืนชีพ ถึงแม้จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่แต่มองดูแล้วช่างน่ากลัวจริงๆ บางคนลูกตาหวำลึกลงไปในเบ้า บางคนแขนงอขาเบี้ยวเปลี่ยนรูปไป บางคนท้องยุบเว้าเข้าไป ส่วนบนหลังมีหนอกงอกออกมา บางคนท่อนล่างกับท่อนบนของลำตัวสลับหน้าสลับหลังกันไม่ถูกต้อง บางคนหัวยุบเว้าลงไป ปากบานออกเหมือนดอกไม้ ที่หน้าอกของวิญญาณบาปเริ่มมีดอกไม้สีขาวงอกออกมาหนึ่งดอก ดอกไม้โตขึ้นมีปาก ขณะนั้นดอกไม้ได้โน้มก้านดอกลงมากินเนื้อของวิญญาณบาปเป็นอาหาร กัดกินคำแล้วคำเล่าเกิดเสียงดังจ๊วบๆ บางครั้งก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาทำให้รู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกขนพอง ปรากฏการณ์อะไรที่แปลกประหลาดล้วนมีหมด)
เซียนกวน : ท่านขุนพลทั้งสอง ไปนำตัวจักรพรรดิขงเจี่ยแห่งราชวงศ์เซี่ยมาทีซิ (ขุนพลทั้งสองควบคุมตัวนักโทษมาคนหนึ่ง ร่างกายและแขนขาสลับตำแหน่งกันไปหมด หัวย้ายเข้าไปอยู่ในสมองที่อยู่กลางหน้าอก ส่วนช่วงล่างของลำตัวก็มาอยู่แทนที่ตำแหน่งของหัว บนล่างสลับตำแหน่งกัน น่ากลัวจริงๆ)
เซียนกวน : วิญญาณบาปผู้นี้คือจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เซี่ยนามว่า “ขงเจี่ย” เชิญท่านสัมภาษณ์ได้เลย
ชิวเซิง : ที่อยู่เบื้องหน้าเรานี้ใช่ขงเจี่ยหรือไม่?
วิญญาณบาป : เราคือขงเจี่ย รีบปล่อยเราออกไป แล้วเราจะแบ่งประเทศให้ท่านครึ่งหนึ่ง
ชิวเซิง : เป็นข้อเสนอที่ไม่เลว แต่น่าเสียดายที่อำนาจในการตัดสินใจของที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา และถึงแม้ว่าเราจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ก็ไม่สามารถให้ท่านสมปรารถนาได้ เพราะพวกเราคือแบบอย่างแห่งความเที่ยงธรรม ใครก่อกรรมไว้ก็สมควรต้องถูกลงโทษ เราจะปล่อยท่านไปเพียงเพราะผลประโยชน์อันมากมายมหาศาลที่ท่านยื่นข้อเสนอให้ได้อย่างไร อย่างนี้จะไม่เป็นที่หัวเราะเยาะของคนทั่วทั้งแผ่นดินหรอกหรือ? แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นจะสามารถทำให้คนทั้งแผ่นดินเกิดความเลื่อมใสศรัทธาได้อย่างไร? รีบบอกมาเถอะว่าชาติก่อนท่านเคยก่อกรรมไว้อย่างไรจึงตกนรกอเวจีถูกลงโทษ ทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกายย้ายที่สลับตำแหน่งกันไปหมดจนมีสภาพเช่นนี้?
วิญญาณบาป : เฮ่อ! เดิมทีเราเป็นจักรพรรดิที่สง่างามน่าเกรงขาม ปกครองแผ่นดินมีอำนาจสูงส่งขนาดไหน ตอนนี้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ หวนรำลึกถึงความหลังจะทนได้อย่างไร! ยุคสมัยของราชวงศ์เซี่ยเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมในแผ่นดินจีนที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และเป็นหนึ่งในสามของยุคราชวงศ์ที่มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นเพราะเราหมกมุ่นลุ่มหลงอยู่ในกามตัณหาจนไม่สนใจงานราชกิจ เสพสุขอยู่ในกามารมณ์จนลืมภาระหน้าที่ของจักรพรรดิ ก็เพราะลุ่มหลงในกามตัณหา ทำให้ราชวงศ์เซี่ยอ่อนแอลง สุดท้ายเป็นเพราะเราสิ้นเปลืองพละกำลังหมดไปกับเรื่องกามจนป่วยตาย หลังจากที่ตายแล้ว ได้เผชิญหน้ากับพญายม ถูกพญายมประณามและตัดสินให้รับโทษนานาชนิดในนรกขุมต่างๆ จนมาถึงที่นี่ มืดมนไร้แสงตะวัน อากาศก็เบาบาง ทุกข์ทรมานเหลือเกิน ถูกไฟเผาร่างตลอดทั้งวันทั้งคืน เศร้าโศกาอย่างที่สุด รีบช่วยเราออกไปที
ชิวเซิง : อยากจะออกไปก็ง่ายมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าท่านจะมีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงหรือไม่?
วิญญาณบาป : บอกเรามาเถอะว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้ หากสามารถออกไปจากที่นี่ได้จริงๆ ทุกภพทุกชาติเราจะยอมทำตามคำสั่งของท่านโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
ชิวเซิง : ขงเจี่ย! ฟังให้ดีนะ อันดับแรกต้องใช้จิตที่มีความศรัทธาจริงใจกราบสำนึกขอขมากรรม อันดับต่อไปภายในจิตใจจะต้องมีความยินยอมพร้อมใจ ยอมรับโทษทัณฑ์ด้วยความสมัครใจ โดยไม่มีจิตที่อาฆาตแค้น ต่อจากนั้นก็เพิ่มเติมเสริมด้วยการสวดท่องพุทธนามอย่างไม่ย่อท้อ
วิญญาณบาป : เราอยู่ที่นี่ทุกข์ทรมานจนพูดไม่ออก แล้วจะสวดท่องพุทธนามได้อย่างไร?
ชิวเซิง : ไม่กลัวอุปสรรคนานัปการ ไม่กลัวความทุกข์ยากทั้งหลาย ใช้ความศรัทธาจริงใจสวดท่องพุทธนามดังนี้ “นะโม หมีเล่อฝอ” (วิญญาณขงเจี่ยพนมมือสวดคำว่า “นะโม หมีเล่อฝอ” ทันใดนั้น แขน ขา หัว ลำตัว และอวัยวะต่างๆทั่วทั้งร่างกายก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ใบหน้าแดงก่ำ กลางเวหาปรากฏรัศมีมงคลฉายส่องลงมา ทั้งเมฆมงคล ดอกไม้มหัศจรรย์ ชั่วพริบตาก็บังเกิดกลิ่นหอมฟุ้งขจรขจายไปทั่วคุก แสงสาดส่องปกแผ่ไปทั่ววิญญาณบาปทั้งหลาย กลางเวหาปรากฏเทพเป็นมงคล พระศรีอาริยเมตไตรยปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า)
พระศรีอาริยเมตไตรย : สาธุ! ขงเจี่ย! ขณะนี้ผลกรรมสิ้นสุดแล้ว วิญญาณทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ยามทุกข์ยากสามารถยึดมั่นในพุทธนามก็จะมีโอกาสได้รับการฉุดช่วย (ตอนนี้วิญญาณบาปทั้งหลายรีบเดินไปข้างหน้าเพื่อรับพุทธรังสีของพระศรีอาริยเมตไตรยที่กำลังสาดส่อง แล้ววิญญาณบาปจำนวน 300 กว่าชีวิตก็หลุดพ้นจากอบายภูมิ)
เซียนกวน : ยังไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย! วันนี้ได้เห็นนิมิตอันเป็นมงคลด้วยตาของตัวเอง ก็เพราะด้วยใบบุญของท่านเมธี!
ชิวเซิง : ผู้น้อยก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน ทำให้ผู้น้อยตะลึงจนตาค้าง ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด
พุทธะจี้กง : สาธุ! เวไนย์ควรรู้จักปลูกเหตุแห่งพุทธสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง คืนนี้ดึกแล้ว กลับกันเถอะ
ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวน และท่านขุนพลทั้งสองที่คอยช่วยเหลือ
เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธีเดินทางกลับ
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์