ตอนที่ 34 เลื่อมใสศรัทธาสวดท่องพุทธนาม พ้นจากคุกนรก
2026-06-07 10:10:49 - mindcyber
พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
หนึ่งคำพูดก่อภัย ตนนำมา หนึ่งวาจาพาชาติรุ่ง หรือเสียหาย
คำกษัตริย์ต้องคำนึงให้ยาวไกล จะปกป้องแผ่นดินได้ สุขร้อยปี
พุทธะจี้กง : คัมภีร์หลุนอวี่กล่าวว่า “หนึ่งคำพูดทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองได้ หนึ่งคำพูดทำให้ประเทศชาติล่มจมได้” หนึ่งวจี หนึ่งคำพูด หากไม่ผ่านการไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบ เกรงว่าจะก่อให้เกิดภัยที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้หมดสิ้น คนมุทะลุมักจะต่อยตีกันเพียงเพราะคำพูดที่ไม่ถูกหูเพียงคำเดียว โดยไม่สนใจความปลอดภัยของผู้อื่นที่อยู่บริเวณรอบๆ ทำให้ผู้อื่นรู้สึกโมโห บางครั้งเพราะคำพูดที่ไม่สมควรพูด เลยทำให้มิตรสหายทะเลาะแตกแยกกัน บางครั้งเพราะคำพูดที่ไม่สมควรพูดเลยทำให้ความสัมพันธ์หยุดชะงัก คำพูดแบบนี้ พูดแล้วคุ้มค่ากันหรือไม่? ยิ่งในอดีต ขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ต่างก็อยู่ภายใต้คำประกาศิตขององค์ราชา แต่คำประกาศิตนี้กลับเป็นมูลเหตุก่อให้เกิดภัยพิบัติถึงชั่วลูกชั่วหลาน เพราะว่าทำให้ประชาชนทั้งแผ่นดินพลัดที่นา คาที่อยู่ ราษฎรเจ็บปวดรวดร้าว ยิ่งไม่คุ้มค่าเอาซะเลย! เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เคยเกิดขึ้นในครั้งอดีต แม้แต่นานาอารยประเทศที่มีชื่อเสียงในยุคปัจจุบันก็มีเรื่องประเภทนี้เกิดขึ้นมากมาย แต่โบราณมา เพราะคำพูดที่ผิดพลาดไป กลับกลายเป็นการทิ้งหายนะไว้จนถึงชั่วลูกชั่วหลาน หลังจากที่ตายไปแล้ว ถูกขังอยู่ในนรกอเวจีก็มีจำนวนไม่น้อย ชาวโลกสนใจแต่ผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่สนใจว่าต่อไปในภายหน้าจะส่งผลกระทบในระดับกว้าง ลึก หรือยาวไกลแค่ไหน เพื่อสร้างโชควาสนาให้แก่ลูกหลานรุ่นหลัง บางทีอาจจะกลายเป็นการนำภัยพิบัติเข้ามาใช่หรือไม่? ถ้าหากไม่คิดถึงจุดนี้ก็ไม่รู้จริงๆว่าเขามีเจตนาอะไร? เพราะว่าใจคนชั่วร้ายจึงถูกฟ้าดินพันธนาการ ต้องการที่จะหลุดพ้นออกจากพันธนาการนี้ เกรงว่าจะไม่มีวัน หวังว่าทุกคนจะพิจารณาไตร่ตรองแนวความคิดและคำพูดของตัวเองอย่างละเอียดรอบคอบ เอาล่ะ! ศิษย์เรา วิญญาณจงออกจากร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : (นั่งบัลลังก์บัว ค่อยๆเดินทางลงสู่ใต้ดิน ชั่วขณะหนึ่งเหมือนกับปะทะชนอากาศ เซไปเซมา ระหว่างทางเห็นแสงเป็นจุดๆระยิบระยับคล้ายหิ่งห้อยมากมายบินไปบินมาไม่เป็นระเบียบ ลงมาสู่ชั้นใจกลางโลก ร้อนสุดขีด ทำให้รู้สึกเวียนหัว)
พุทธะจี้กง : ท่านเซียนกวนมารออยู่เบื้องหน้าแล้ว ศิษย์เรารีบเข้าไปคารวะ
ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี คารวะท่านพุทธะจี้กง
พุทธะจี้กง : ไม่ต้องมากพิธี รีบเที่ยวเถอะ
เซียนกวน : เชิญด้านใน
ชิวเซิง : (เมื่อเข้ามาด้านในก็เห็นแต่แสงฟ้าแลบฟ้าผ่า แสงฟ้าผ่ามีลักษณะแปลกประหลาด บ้างแตกออกเป็นหลายเส้น บ้างก็มีลักษณะย้อนทวนกระแส บ้างผ่าลงพื้นแล้วหักกลับขึ้นกลางเวหา แตกออก แล้วก็แตกออกต่อไปอีก เป็นทัศนียภาพที่มหัศจรรย์ เหมือนจุดดอกไม้ไฟมหัศจรรย์จำนวนมาก! เห็นวิญญาณบาปมากมายถูกฟ้าผ่า บ้างโดนฟ้าผ่าที่ปากและจมูก บ้างฟ้าผ่าโดนสมอง บ้างโดนฟ้าผ่าที่หัวใจ ทำไมฟ้าถึงได้ผ่าแต่เฉพาะที่เหล่านี้ตลอดเวลาและไม่ผ่าที่อื่น ทำให้รู้สึกสงสัย? เมื่อดูจากตำแหน่งที่ฟ้าผ่า ฟ้าผ่าที่สมอง สมองก็มีสภาพถูกไฟลวกบาดเจ็บอย่างรุนแรง ได้กลิ่นไหม้และกลิ่นเหม็นคาว ทำให้คลื่นไส้อยากจะอ๊วก แล้วตรงที่สมองไหม้ ก็เห็นสมองกำลังเต้น ไม่นานนักสมองก็แตก สภาพเหมือนกับเต้าฮวยไหลตกพื้น กลายเป็นมดมากมายนับพันนับหมื่นตัวเดินไต่ขึ้นทั่วตัววิญญาณบาป เห็นวิญญาณบาปทั้งร้องและกระโดด สลัดปัดมดออก ถึงแม้จะร้องจนเสียงแหบเสียงแห้งแล้ว แต่ก็ยังร้องฮือๆไม่หยุด มองดูวิญญาณบาปที่ถูกฟ้าผ่าที่ปาก ก็เห็นปากไหม้เกรียมบวมโตเท่าหัวมัน ในริมฝีปากมีน้ำหนองสีเหลืองแกมเขียวไหลหยดติ๋งๆออกมา กลายเป็นหนอนแมลงวันนับไม่ถ้วน วิญญาณบาปทุกข์ทรมานด้วยความคัน ยื่นมือออกมาอยากจะเกาแต่กลับไม่กล้าเกา ได้แต่กระทืบเท้าร้องเสียงดัง ส่วนวิญญาณบาปที่ถูกฟ้าผ่าที่หัวใจ หน้าอกก็เปิดออก หัวใจเต้นรัวเป็นกลอง หัวใจทั้งดวงเต้นเขย่าไปเขย่ามา ไม่นานนักหัวใจก็แตกหลุดออกมาข้างนอก ร่วงตกพื้นกลายเป็นกบกระโดดไปกระโดดมากันวุ่นวาย ตอนนี้ถึงแม้ว่าวิญญาณบาปจะยังคงร้องเสียงแหบแห้งไม่หยุด แต่ก็ดูคล้ายกับเอ๋อๆเซ่อๆไม่ค่อยเต็มบาท สติไม่อยู่กับตัวเสียแล้ว ในคุกเห็นแต่แสงฟ้าแลบฟ้าผ่า เสียงร้องอันโศกเศร้าดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ วิญญาณบาปนอนกลิ้งอยู่กับพื้น ไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดได้ ตอนนี้มีรถโฟล์คลิฟท์(รถยกของ)ตรงเข้ามาเสียบวิญญาณบาปดันเข้าเครื่องปั่นเนื้อ เห็นใบพัดมีดหลายอันเรียงต่อๆกัน หมุนขึ้นๆลงๆ บางครั้งก็หมุนทวน ทั้งแนวขวางและแนวตั้งตามลำดับ ไม่นานนักก็มีเนื้อเหลวหนืดข้นไหลออกมาจากปากเครื่อง น่าสงสารวิญญาณบาป แม้แต่ซากกระดูกก็ไม่มีเหลือ) ท่านเซียนกวนครับ ดูแล้ววิญญาณบาปที่นี่มีชีวิตที่ลำบาก คุกนี้จริงๆแล้วใช้ขังวิญญาณบาปประเภทไหนครับ?
เซียนกวน : คุกนี้ใช้กักขังวิญญาณบาปที่เมื่อครั้งสมัยตอนมีชีวิตอยู่ใช้คำพูดสร้างความหายนะ รวมทั้งพวกที่มีความคิดชั่วร้าย มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ต้องถูกอสนีบาตลงโทษเช่นนี้
พุทธะจี้กง : นำ “หลี่ซือ” มา
เซียนกวน : ท่านขุนพลทั้งสองไปนำตัวหลี่ซือมาซิ
ขุนพล : นำตัวหลี่ซือมาถึงแล้วครับ
เซียนกวน : ผู้ที่คุกเข่าอยู่คือใคร! ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ทำบาปกรรมอะไรจึงมาอยู่ที่นี่? รีบเล่าออกมาให้ละเอียด
วิญญาณบาป : ข้าชื่อ “หลี่ซือ” ขอน้ำข้าดื่มที
พุทธะจี้กง : นี่คือน้ำอมฤต ดื่มซะ!
วิญญาณบาป : (ดื่มแล้วก็ไม่รู้สึกหิวหรือกระหายอีก) ข้าคือคนดังหน้าบัลลังก์ของฉินสื่อหวงตี้(จิ๋นซีฮ่องเต้)แห่งราชวงศ์ฉิน เพราะข้าเป็นผู้เสนอให้ฉินสื่อหวงตี้เผาตำราและฝังบัณฑิตทั้งเป็น กวาดล้างบัณฑิตที่โอหังอวดดี คัดค้านการใช้แนวคิดของปราชญ์ขงจื่อในการปกครองประเทศ ทั้งยังยุแหย่ให้กษัตริย์และขุนนางของหกแคว้นพันธมิตรเกิดความแตกแยก ทำให้แต่ละแคว้นต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ใช้ทั้งการขู่บังคับและการหลอกล่อด้วยผลประโยชน์ แล้วค่อยๆปราบทีละแคว้นๆ รวมหกแคว้นเป็นแผ่นดินเดียว ด้วยบาปกรรมจากการเผาตำราและฝังบัณฑิตทั้งเป็นนี้ ทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสได้เรียน ข้าจึงถูกลงโทษอยู่ในคุกนี้
พุทธะจี้กง : พึงรู้ว่าตำราก็คือรัตนะอันล้ำค่าที่ตกทอดสู่โลกนี้ เป็นแหล่งกำเนิดแห่งปัญญาความรู้ คือผลึกทางปัญญาของปราชญ์เมธีในกาลก่อน เป็นเครื่องมือที่ใช้เบิกความสว่างทางปัญญาให้แก่ชาวโลก นำทางคนหลงเข้าสู่รัตนะคลังแห่งความตื่นแจ้ง เพราะว่าคำพูดของเจ้าเพียงคนเดียว ทำให้คนมากมายไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ถูกตัดขาดจากชีวิตแห่งปัญญาญาณ และยิ่งทำให้ประชาชนทั้งแผ่นดินไม่สามารถเปิดปัญญา ไม่มียุทธวิธีและหลักการในการปกครองประเทศชาติให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ดังนั้นจึงทำให้ประเทศชาติล่มจม
วิญญาณบาป : ข้าผิดไปแล้ว! โปรดช่วยข้าด้วยเถอะ!
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา เจ้าชี้แนะเขาหน่อยซิ
ชิวเซิง : ศิษย์ทราบแล้วครับ! หลี่ซือ! เพราะในอดีตท่านไม่เข้าใจในเหตุต้นผลกรรม ทำให้วันนี้ต้องตกอับอยู่ในสถานที่เช่นนี้ คนฉลาดกลับถูกความฉลาดของตัวเองทำร้ายให้ได้รับความเสียหาย หากท่านปรารถนาที่จะได้รับการฉุดช่วยก็ขอให้สงบจิตลงก่อน
วิญญาณบาป : หากข้าสามารถออกไปจากที่นี่ได้ ข้าจะสำนึกในบุญคุณของท่านไปตลอดทุกภพชาติ และขอติดตามเป็นผู้พิทักษ์
ชิวเซิง : ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น! ท่านตั้งใจฟังให้ดี พนมมือแล้วใช้ความศรัทธาจริงใจอย่างที่สุด น้อมสวดพุทธนามว่า “นะโม ตังไหลเซี่ยเซิงหมีเล่อจุนฝอ”
วิญญาณบาป : (พนมมือค่อยๆสวด “นะโม ตังไหลเซี่ยเซิงหมีเล่อจุนฝอ” ทีละคำๆ สิบครั้ง ทันใดนั้นพื้นปฐพีเกิดสั่นสะเทือน มีแสงสีรุ้งลงมาจากฟากฟ้าและมีดอกบัวปรากฏขึ้นมากมาย ดอกบัวแต่ละดอกต่างปรากฏรัตนเมฆาออกมาร้อยโกฏิ รัตนเมฆาแต่ละก้อนต่างปรากฏมังกรทองออกมาร้อยโกฏิ มังกรทองแต่ละตัวต่างคายแก้วจินดามณีออกมาร้อยโกฏิ แก้วจินดามณีแต่ละดวงต่างเปล่งแสงรัศมี ในแสงรัศมีต่างปรากฏกระดิ่งคทาวัชระออกมาร้อยโกฏิ ในกระดิ่งคทาวัชระทั้งมวลล้วนปรากฏนิรมาณกายของพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นพันโกฏินิรมาณกาย นิรมาณกายทั้งพันโกฏิล้วนแตกต่างกัน พระศรีอาริยเมตไตรยกระซิบเบาๆกลางหว่างคิ้ว เวไนย์ทั้งหลายตื่นตระหนก พระศรีอาริยเมตไตรยเผยวจนะ “คำกุศลบารมี” วิญญาณบาปทั้งหลายต่างได้สดับฟังธรรม แต่ละคนร้องไห้น้ำตานองพูดว่า “บาปกรรมทั้งหลายที่พวกเราได้ทำไว้นับแต่อดีตเป็นต้นมา บัดนี้ ณ เบื้องหน้าองค์พระพุทธา กราบสำนึกขอขมากรรม ได้โปรดเมตตาประทานนิรโทษผ่อนผัน” ทันใดนั้นพุทธรังสีก็ปกแผ่เต็มไปทั่ว รูปกายของวิญญาณบาปที่ถูกลงทัณฑ์แล้ว ที่กำลังถูกลงทัณฑ์อยู่ และที่กำลังจะถูกลงทัณฑ์ล้วนได้รับพุทธรังสีปกแผ่ ฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิมเริ่มแรก เหล่าวิญญาณบาปทั้งหลายในสถานที่แห่งนี้ต่างได้รับคำพยากรณ์และกำชับเตือนจากพระศรีอาริยเมตไตรย ครั้นแล้วต่อมา หลี่ซือก็ตามพระศรีอาริยเมตไตรยออกจากนรกไป เซียนกวนผู้เป็นพัศดีประจำพื้นที่พนมมือน้อมส่งพระศรีอาริยเมตไตรยจากไป ทัศนียภาพอันน่ามหัศจรรย์หวนกลับคืนสู่สภาพเดิม)
พุทธะจี้กง : ควรกลับกันได้แล้ว
ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองที่ช่วยเหลือ
เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว วิญญาณศิษย์จงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์