ตอนที่ 5 วิเคราะห์เรื่องเกิดตาย ทัศนาโรงฟังพระสูตร
2026-06-07 09:54:10 - mindcyber
พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
ท่องเที่ยวเมืองนรก ลงขุมเก้าอเวจี
คำกล่าวโทษนั้นไม่มี เหนื่อยยากไซร้ไม่เรรวน
เยี่ยมเยียนโรงฟังพระสูตร ทัศนาโดยถี่ถ้วน
จึงตื่นรู้ชาวโลกล้วน ควรจะต้องมาบำเพ็ญ
พุทธะจี้กง : ในพระสูตรคัมภีร์ทั้งหลายไม่มีเล่มไหนเลยที่จะไม่ส่งเสริมให้คนทำความดี แต่จะมีสักกี่คนที่น้อมรับปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอริยปราชญ์เมธี ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีคนรู้ตื่นรู้แจ้ง รู้และเข้าใจว่าโลกนี้เหมือนดั่งความฝัน เหมือนดั่งภาพมายา มีมาก็มีไปไม่จีรัง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นตามมูลเหตุปัจจัย เพราะมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัยจึงสิ้นสุด เพราะมีเหตุปัจจัยจึงดับสลายลง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเรื่องราวต่างๆทางโลกยังมีเรื่องอะไรที่จะต้องไปคิดเล็กคิดน้อยหรือถือสาหาความกันอีกล่ะ? มีเพียงปล่อยวางเหตุปัจจัยทั้งหลายลงอย่างสิ้นเชิงจึงเป็นผู้ตื่นแจ้งอย่างแท้จริง เอาล่ะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกสะบัดพัดใบลานเบาๆ วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา ! ชีวิตเจ้ามีเป้าหมายอย่างไร?
ชิวเซิง : ชีวิตคนเกิดมา แค่บำเพ็ญกุศลบ่มเพาะคุณธรรม ชำระปณิธานก็เพียงแค่นี้
พุทธะจี้กง : เอ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นทำไมใครๆถึงได้ปรารถนาอยากจะอยู่เหนือจากการเกิด และอยากจะหลุดพ้นจากความตายล่ะ?
ชิวเซิง : ที่เรียกว่าการเกิดนั้น เดิมทีก็ไม่มีการเกิดให้เรียกขาน แล้วไหนเลยจะมีการเกิดให้เราอยู่เหนือได้? เดิมทีก็ไม่มีความตายให้กล่าวถึง แล้วไหนเลยจะมีความตายให้เราหลุดพ้น?
พุทธะจี้กง : ตามความเห็นของเจ้า เรื่องเกิดตายก็ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วงั้นสิ?
ชิวเซิง : ก็ไม่เชิงนะครับ เพราะอะไรนะหรือ? ก็เพราะคนเราหวาดกลัวความตาย เนื่องจากมีความทุกข์ทรมานจากความตาย จึงต้องการหลุดพ้นจากความตาย จะหลุดพ้นจากความตายได้ก็จะต้องอยู่เหนือการเกิด เมื่อไม่เกิดก็ไม่ต้องตาย
พุทธะจี้กง : งั้นเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเรื่องการ“อยู่เหนือการเกิด”?
ชิวเซิง : ที่เรียกว่า“อยู่เหนือการเกิด” ควรจะหมายถึงวิญญาณของคนตาย มีคำกล่าวว่า “คนกลัวตาย ผีกลัวเกิด” แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าความตายของผีก็คือการที่ผีหลุดพ้นจากทะเบียนผีแล้วไปเกิดในชาติกำเนิดสี่ คือเกิดในครรภ์ เกิดในไข่ เกิดในไคล(ที่ชื้นแฉะหมักหมมเน่าเปื่อย) เกิดผุดขึ้น(โอปปาติกะ) และยังมีหกภูมิวิถี คือภูมิสวรรค์ ภูมิมนุษย์ ภูมิอสูร ภูมิเดรัจฉาน ภูมินรก ภูมิเปรต ไม่เพียงแต่ผีเท่านั้นที่ต้องไปเกิดในหกภูมิวิถี แม้แต่คนก็เช่นกัน หลังจากที่คนตายแล้วก็จะต้องไปเกิดใหม่ในหกภูมิวิถีตามเหตุปัจจัยที่ตนได้สร้างไว้ แม้กระทั่งเวไนย์ในหกภูมิวิถีต่างก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิต่างๆของหกภูมิวิถีเช่นกัน ที่เรียกว่าหกภูมิวิถีแห่งการเวียนว่าย เพราะว่าคนขาดปัญญาที่แท้จริง ไม่มีปัญญาที่หนักแน่นมั่นคง ด้วยเหตุนี้จึงไม่เข้าใจในเหตุต้นผลกรรม หลงทางอยู่ในหกภูมิวิถี แต่ผู้ที่มีปัญญาอย่างแท้จริง มีปัญญาที่หนักแน่นมั่นคงย่อมเข้าใจในเหตุต้นผลกรรม ด้วยเหตุนี้จึงไม่หวาดหวั่นต่อการเวียนวายตายเกิดในหกภูมิวิถี และมีปณิธานที่จะกลับมาเกิดใหม่ในหกภูมิวิถีเพื่อฉุดช่วยเวไนย์ เปิดความสว่างทางปัญญาให้แก่คนเขลา กล่อมเกลาคนลุ่มหลง
พุทธะจี้กง : แท้จริงเป็นเช่นนี้ งั้นจะต้องทำอย่างไรจึงจะมีปัญญาที่แท้จริง และมีปัญญาที่หนักแน่นมั่นคง?
ชิวเซิง : ตามหลักเหตุผลควรจะต้องขจัดอารมณ์เจ็ดคือยินดี โกรธ โศก สุข รัก เกลียด ปรารถนา ตัดตัณหาหก และขจัดสามพิษร้ายคือโลภ โกรธ หลง เหล่านี้เสียก่อน อีกทั้งพยายาม “ละความชั่วทั้งปวง เจริญรอยปฏิบัติตามความดีทั้งมวล” ยิ่งต้องมานะพากเพียรดำเนินปฏิบัติบารมีหก ตลอดชีวิตรักษาศีลวินัยบำเพ็ญปฏิบัติอย่างไม่เบื่อหน่าย ก็จะสามารถบรรลุถึงขั้นก้าวล่วงพ้นจากความเป็นปุถุชนเข้าสู่ความเป็นอริยะ
พุทธะจี้กง : ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ชาวโลกยิ่งควรใช้จิตใจเช่นนี้ จึงจะสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นจากการเกิดตายได้อย่างแท้จริง แทนที่จะไปหลบหลีกการเกิดตาย ขอเพียงภายในจิตใจมีความตื่นแจ้ง แล้วจะต้องกลัวไปไยกับความเจ็บปวดทรมานของกายสังขาร ด้วยเหตุนี้ความสัมผัสรู้ของผู้มีปัญญากับผู้เขลาหลงที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันจึงมีความแตกต่างกัน ทัศนคติและวิธีการแก้ไขปัญหาก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นอยากจะเป็นผู้มีปัญญาหรือคนเขลาหลงก็อยู่ที่ตัวเอง
ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ ท่านดูสิ เบื้องหน้ามีวิหารอยู่หลังหนึ่งก่อสร้างได้อย่างอลังการ ในประตูยังปล่อยแสงเจ็ดสีที่โชติช่วงชัชวาลออกมาตลอดเวลา หรือว่านี่จะเป็นสถานที่สำหรับเต้นรำ แต่ว่าศิษย์เต้นไม่เป็น ขอรอท่านอยู่ข้างนอกก็แล้วกัน
พุทธะจี้กง : ใช่สถานที่สำหรับเต้นรำซะที่ไหนกัน นั่นคือสถานที่ที่ใช้สำหรับแสดงธรรมและฟังพระสูตร
ชิวเซิง : ศิษย์ไม่ระวังคำพูด พระอาจารย์โปรดอย่าได้ตำหนิ (เห็นฝูงชนกลุ่มหนึ่งมากันแล้ว มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่และเด็ก) จริงสิ ! ขอเข้าไปสัมภาษณ์ได้หรือไม่?
พุทธะจี้กง : ได้สิ! ไปเลือกสัมภาษณ์เอาเองเลย
ชิวเซิง : (ทอดตามองไป บนศีรษะของแต่ละคนปรากฏรัศมีสีแดง รัศมีของบางคนก็เกือบจะเป็นสีขาว) ขอถามคุณลุง ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่นานแค่ไหนแล้ว?
วิญญาณบุญ : ฉันมาที่นี่ได้สามเดือนแล้ว
ชิวเซิง : ช่วยเล่าเรื่องราวในสมัยตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ให้ฟังคร่าวๆได้หรือไม่ จะได้นำข้อมูลไปตีพิมพ์ลงในหนังสือธรรมะเพื่อกล่อมเกลาชาวโลก
วิญญาณบุญ : ได้สิ! ฉันแซ่จาง เกิดที่เมืองต้าหลี่มณฑลอวิ๋นหนาน ตอนที่มีชีวิตอยู่ทำอาชีพเกษตรกรรม เนื่องจากไม่แปดเปื้อนนิสัยความเคยชินที่ไม่ดี อีกทั้งมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัดมัธยัสถ์ จึงพอที่จะมีเงินเก็บสะสมอยู่บ้าง และมักจะนำเงินของตัวเองที่ประหยัดอดออมไว้มากบ้างน้อยบ้างออกมาบริจาคทานช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบากยากจนอยู่เสมอ พอถึงช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวก็มักจะเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทำงานโดยไม่รับเงินค่าตอบแทน เช่นไปช่วยทำงานในบ้านของคนที่มีฐานะยากจน ช่วยทำความสะอาดบ้าน ช่วยซ่อมแซมบ้านเป็นต้น ทำอย่างนี้เป็นเวลาหลายปีโดยไม่เบื่อหน่าย ไม่พร่ำบ่นและไม่นึกเสียใจในภายหลัง จนกระทั่งสิ้นอายุขัยก็ได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติจากท่านพญายม แต่เป็นเพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ฉันไม่เชื่อในเรื่องศาสนา และก็ไม่ได้นับถือศาสนาใด จึงไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี พญายมจึงให้ฉันเป็นวิญญาณบุญมาฟังเซียน พุทธะ อริยะ เมธีเทศนาสั่งสอนธรรมะที่โรงฟังพระสูตรทุกสัปดาห์ ตอนนี้กำลังจะไปฟังธรรม
ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นไม่รบกวนเวลาของท่านแล้ว ขอบคุณที่ท่านร่วมประพันธ์หนังสือ
วิญญาณบุญ : นี่ถือว่าเป็นความโชคดีและเป็นเกียตริอย่างยิ่งสำหรับฉัน
ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ! เข้าไปข้างในได้ไหมครับ?
พุทธะจี้กง : ได้! เข้าไปดูๆสักหน่อย
ชิวเซิง : ภายในวิหารมองเห็นมวลชนอลหม่าน ดารดาษไปด้วยแสงรัศมีของวิญญาณ ภายในตกแต่งราวกับเป็นวันออลเซนท์(วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย) แสงประทีประยิบระยับไปทั่วทุกที่ หลากสีสันเจิดจ้า มีหมอกควันแผ่ปกคลุมหนาทึบ(คล้ายกับควันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ระเหิดจากก้อนน้ำแข็งแห้งแล้วไหลพรั่งพรูออกมาจากทั้งสี่ทิศ) เหมือนกับงานราตรีต้อนรับน้องใหม่ เพียงชั่วครู่กลางเวหาก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อย แสงสีทองถูกปล่อยลงมาจากด้านบนมากมายนับไม่ถ้วน ได้ยินเสียงคนที่อยู่ข้างหน้าพูดว่า “พระโพธิสัตว์และเทพเซียนทั้งหลายเสด็จแล้ว ทั้งหมดยืนตรงแสดงความเคารพ ถวายธูปเทียนดอกไม้สด” เห็นเทพเซียนเสด็จลงมาทีละองค์ๆ จากนั้นพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์จึงกล่าวขึ้นว่า “ขณะนี้มีผู้บำเพ็ญผ่านการทดสอบจำนวน 20 ท่าน จะพาไปรับตำแหน่งบนสวรรค์ชั้นต่างๆ ขอเป็นตัวแทนของทุกท่านแสดงความยินดี” (ถึงตอนนี้พุทธะจี้กงก็ดึงชิวเซิงออกมาข้างนอก)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา ! ควรกลับกันได้แล้ว เอาละ! ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว วิญญาณจงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : เอาละ อาจารย์กลับล่ะ