ตอนที่ 7 ตัวอย่างคำพิพากษาคดีประพฤติผิดในกามและคดียาเสพติด
2026-06-07 09:55:38 - mindcyber
พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
มั่วนารี ในกามา มีมีดปัก หารู้ไม่
เดินเยื้องย่าง ลอยชาย เข้าไปใน นรกนั่น
น่าเวทนาสุด เสียงโศกเศร้า ที่ใดกัน
เสียงตะโกน โหยไห้นั้น คนค้ายา ใจทมิฬ
พุทธะจี้กง : บนโลกโลกีย์ที่แสนวุ่นวาย ผ่านเรื่องราวมากมายมาอย่างโชกโชน ผู้คนน้ำใจเย็นชา เทียบไม่ได้กับคนในสมัยโบราณเก่าก่อน การกระทำต่างๆของคนในสมัยนี้มีแต่สิ่งที่เลวร้าย มีแต่สร้างบาปกรรม ชาวโลกเห็นเรื่องศีลธรรมจรรยาและกฎหมายเป็นเรื่องที่ไร้สาระไม่ให้ความสำคัญ ขอเพียงให้ตัวเองเกิดความสบายใจได้รับความสะดวกสบายก็ไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ชาวโลกจึงมักจะสร้างบาปกรรมอยู่เป็นประจำ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา บาปกรรมนั้นจะหนักหรือเบา ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำบาปว่ามีเจตนาอย่างไร และยังต้องพิจารณาถึงสภาพของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อด้วยว่าถูกทำร้ายให้ได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงตัดสินโทษ ชาวโลกน้อยคนนักที่จะรู้ความผิดและสามารถแก้ไขกลับตัวใหม่ อีกทั้งรู้สึกปวดร้าวเสียใจกับความผิดที่ตัวเองได้ทำลงไป สำนึกผิดอย่างแท้จริงโดยไม่กลับไปทำความผิดเดิมซ้ำอีก หากรอจนถึงวันที่สิ้นอายุขัยแล้วจึงสำนึกเสียใจ ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว เอาล่ะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานหนึ่งที วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบนั่งบัลลังก์บัวให้ดีๆ
ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! คืนนี้เจ้าจะต้องรวบรวมพลังสมาธิให้ดี
ชิวเซิง : พระอาจารย์หมายความว่าอย่างไรหรือครับ?
พุทธะจี้กง : เพราะว่าคืนนี้เราจะไปนรกขุมที่เก้า(อเวจี) เพื่อชมการไต่สวนพิพากษาคดี
ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นจะต้องเตรียมใจให้พร้อมซะแล้ว (ตลอดทางมองเห็นแต่ความมืดมิด มีแสงสว่างเป็นจุดสีเขียว เหลือง เทา น้ำตาล ระยิบระยับ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร? )
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! ตลอดทางมานี้เจ้ามองเห็นอะไรบ้าง?
ชิวเซิง : เห็นเพียงจุดแสงเดี๋ยวก็มืดเดี๋ยวก็สว่าง จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ครับ?
พุทธะจี้กง : จุดแสงเหล่านั้นออกมาจากเวไนย์ที่อยู่ในคุกมืด มันเป็นสัญญาณที่อ่อนมาก พวกเราเดินทางด้วยอัตราความเร็วขนาดนี้ เจ้ายังสามารถมองเห็นจุดแสงเหล่านั้นได้ นับว่าไม่เลวเลย
ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ! ท่านฟังสิ บริเวณรอบๆได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางเป็นระยะๆ ทำให้รู้สึกกลัวจนขนลุก อนิจจา! ช่างน่าเศร้าใจนัก
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรามีจิตเมตตา ได้ยินเสียงร้องไห้เศร้าโศกก็อดไม่ได้ที่จะสงสาร ช่างน่ายินดีจริงๆ แต่นี่เป็นเรื่องที่จนปัญญาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้
ชิวเซิง : เบื้องหน้ามีตำหนักอยู่หลังหนึ่ง ที่นอกตำหนักมีฝูงชนต่อแถวกันเต็มไปหมด แต่ละคนสีหน้าเป็นกังวลและทุกข์ทรมาน ทำให้รู้สึกน่าเห็นใจ
พุทธะจี้กง : ถึงตำหนักของนรกขุมที่เก้าแล้ว (เดินเข้าไปทักทายพูดคุยกับขุนพลผู้พิทักษ์ประตูอยู่พักหนึ่ง)
ชิวเซิง : (มองเห็นด้านบนของขื่อประตูแขวนแผ่นป้ายแผ่นใหญ่ บนแผ่นป้ายสลักอักษรสีทองที่เปล่งประกายสีทองสว่างไสวว่า “ขุมที่เก้า ผิงเติ่งหวัง” และตอนนี้ผู้พิพากษาเหวินก็เดินออกมา)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! รีบคารวะผู้พิพากษาเหวินเร็ว
ชิวเซิง : คารวะผู้พิพากษาเหวิน
ผู้พิพากษาเหวิน : ท่านเมธีไม่จำเป็นต้องมากพิธี เชิญพวกท่านเข้ามาด้านในก่อน (ทั้งสามก็เดินเข้าไปในตำหนัก)
พญายม : พุทธะจี้กงมาเยือนถึงที่นี่ เป็นเพราะเรามีงานราชการรัดตัวจึงไม่สามารถออกไปต้อนรับได้ ได้โปรดให้อภัยด้วย! ส่วนท่านนี้คงจะเป็นพู่กันทรงมือเอกชิวเซิงเป็นแน่
พุทธะจี้กง : นี่ก็คือเจ้าศิษย์ดื้อชิวเซิง (หันไปเรียกชิวเซิงแต่กลับมองไม่เห็นแม้แต่เงา ที่แท้ชิวเซิงเดินหลบไปนั่งอยู่ด้านข้างซะแล้ว) ศิษย์เรา! เจ้ารีบมานี่เร็วเข้า
ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ! ที่นี่มีเก้าอี้ให้นั่งด้วย
พุทธะจี้กง : ไม่ต้องนั่งแล้ว เบื้องหน้านี้คือพญายมผิงเติ่งหวัง รีบไปคารวะเร็ว
ชิวเซิง : คารวะท่านพญายม
พญายม : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี ได้ยินชื่อเสียงของท่านพู่กันทรงมานานแล้วว่าเป็นคนที่ไม่ถือสาหาความกับเรื่องหยุมหยิม อีกทั้งยังเป็นคนที่ใจกว้างมีคุณธรรม ทำให้รู้สึกเลื่อมใส คืนนี้ได้พบตัวจริง ช่างสมคำล่ำลือ หวังว่าท่านจะอยู่สนทนากับเราสักครู่ได้หรือไม่?
ชิวเซิง : ได้สิครับ แต่ว่าท่านมีงานราชการรัดตัว เกรงว่าท่านจะมีเวลาไม่มาก
พญายม : ถ้าอย่างนั้นคงต้องหาโอกาสอื่นซะแล้ว (ทันใดนั้นก็ได้ยินว่าด้านนอกได้นำวิญญาณบาป “หลิ่วอวิ๋นอิ๋ง” และ “หลินจงมู่” มาถึงแล้ว)
พญายม : รีบเตรียมการไต่สวนคดี
ชิวเซิง : (พญายมจะไต่สวนคดีแล้ว จะต้องตั้งใจดูอย่างละเอียด)
พญายม : ผู้รับการไต่สวนคือใคร?
วิญญาณบาป : ผู้น้อยหลิ่วอวิ๋นอิ๋ง ผู้น้อยหลินจงมู่
พญายม : เกิดที่ไหน? ทำอาชีพอะไร?
วิญญาณหลิ่ว : ผู้น้อยเกิดที่เป่ยโจว ตอนที่มีชีวิตทำธุรกิจขายไก่ทอด
วิญญาณหลิน : ผู้น้อยเกิดที่เกาสยง ตอนมีชีวิตอยู่เป็นช่างตีเหล็ก
พญายม : ตามหลักฐานที่บันทึกในสมุดบัญชีบุญ-บาป ตอนที่พวกเจ้ามีชีวิตอยู่ได้สร้างบาปกรรมที่ไม่สามารถให้อภัยได้ รีบเล่าออกมาให้ละเอียด ตอนนี้ฟ้าเบื้องบนเมตตา เพื่อกล่อมเกลาเวไนย์ทั่วหล้าจึงมีบัญชาให้ชิวเซิงแห่งสำนักก่งเหิงถังที่อยู่บนโลกมนุษย์มาดูสภาพเหตุการณ์จริงในนรกอเวจีแห่งนี้ หากพวกเจ้าสามารถนำเรื่องชั่วที่พวกเจ้าได้ทำไว้พูดออกมาอย่างไม่มีตกหล่นเพื่อร่วมประพันธ์หนังสือธรรมะเตือนสติชาวโลกที่ทำผิดศีลธรรมเหมือนกับพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะได้รับการพิจารณาลดโทษ
วิญญาณหลิ่ว : ครับ! ตอนที่ผู้น้อยมีชีวิตอยู่ทำธุรกิจขายไก่ทอด เพราะว่ามีโอกาสได้ติดต่อค้าขายกับคนจำนวนมาก อีกทั้งตัวผู้น้อยเองก็เป็นหนุ่มวัยรุ่นรูปงาม ด้วยเหตุนี้จึงประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ตกลงนัดแนะกันกับฝ่ายตรงข้ามออกไปมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ถึงแม้ว่าจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่อยู่นอกบ้านกลับแอบมีเพศสัมพันธ์อย่างฉาบฉวยกับคนอื่นอย่างลับๆ จึงถูกพญายมตัดสินให้รับโทษในนรกขุมต่างๆจนกระทั่งถึงบัดนี้
วิญญาณหลิน : ตอนที่ผู้น้อยมีชีวิตอยู่มีอาชีพเป็นช่างเหล็ก แต่เพราะความจำใจจึงแอบขายยาเสพติดอย่างลับๆ และที่ขายไปก็มีจำนวนไม่มาก ด้วยเหตุนี้พญายมจึงตัดสินให้รับโทษนานาชนิดในนรกขุมต่างๆ ตอนนี้รับโทษในนรกไส้กรอกครบสิบปีแล้วจึงมาที่นี่เพื่อรอการไต่สวน
พญายม : ผู้รับการไต่สวนจงฟัง! ที่พวกเจ้าพูดมานั้นเป็นความจริงหรือไม่? ถ้าหากเป็นความเท็จจะเพิ่มโทษอีกเท่าหนึ่ง
วิญญาณบาปทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน : ผู้น้อยมิกล้า!
พญายม : ผู้พิพากษาเหวิน ที่วิญญาณทั้งสองพูดมาเป็นความจริงหรือไม่?
ผู้พิพากษาเหวิน : ที่ทั้งสองพูดมาเป็นความจริงไม่ผิดครับ
พญายม : พวกเจ้าทั้งสองทำผิดบาปด้วยความจำใจ อีกทั้งไม่ได้ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิต และยังมีบุญกุศลจากการมีส่วนร่วมในการประพันธ์หนังสือธรรมะของฟ้าเบื้องบน จึงตัดสินโทษให้พวกเจ้าทั้งสองเป็นกรณีพิเศษ ให้วิญญาณหลิ่วรับโทษในนรกอเวจีแดนลงทัณฑ์ชั้นที่หนึ่งเป็นเวลา 40 กัป ส่วนวิญญาณหลินให้รับโทษในนรกอเวจีแดนลงทัณฑ์ชั้นที่หนึ่งเป็นเวลา 50 กัป คำตัดสินนี้พวกเจ้ามีอะไรจะคัดค้านหรือไม่?
วิญญาณทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน : ผู้น้อยยอมรับคำตัดสินครับ
ชิวเซิง : คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องแบบนี้จะต้องรับโทษนานถึง 40 กัป 50 กัป!
พญายม : ถ้าหากไม่ตัดสินให้รับโทษหนักแล้ว เราจะไม่รู้สึกละอายใจต่อฟ้าดินได้อย่างไรกัน
ชิวเซิง : ผู้น้อยขอเรียนถามท่านพญายม วิญญาณหลิ่วตอนที่มีชีวิตอยู่ขายไก่ทอดแล้วประพฤติผิดในกาม ส่วนวิญญาณหลินเป็นช่างเหล็กแล้วขายยาเสพติด แต่ขายไปไม่มาก มีคำกล่าวว่า “ความชั่วทั้งปวงกามตัณหามาเป็นอันดับหนึ่ง” แล้วเพราะเหตุใดจึงตัดสินลงโทษคนที่ประพฤติผิดในกามเพียง 40 กัป แต่กลับตัดสินลงโทษคนที่ขายยาเสพติดถึง 50 กัป ทั้งสองคดีนี้มีวิธีการวินิจฉัยอย่างไร?
พญายม : ถึงแม้ว่าวิญญาณหลิ่วจะประพฤติผิดในกามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การบีบบังคับ ส่วนวิญญาณหลินนั้นถึงแม้ว่าจะขายยาเสพติดไปไม่มาก แต่ยาเสพติดทำให้จิตใจและสติปัญญาของคนเกิดความลุ่มหลงได้โดยง่าย เป็นการวางยาพิษอย่างช้าๆ ทำลายอวัยวะภายใน และทำให้ผู้อื่นอายุสั้น แต่การประพฤติผิดในกามของวิญญาณหลิ่วนั้นเพียงแค่ทำลายบุญวาสนา ยังไม่ได้ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ดังนั้นจึงวินิจฉัยตัดสินโทษวิญญาณทั้งสองเช่นนี้
ชิวเซิง : แล้วที่เคยตัดสินลงโทษนานที่สุด คือเท่าไหร่ครับ?
พญายม : นานที่สุดที่เคยตัดสินไว้ก่อนหน้าเราคือห้าเยิ่น ถึงตอนนี้ก็ยังถูกลงโทษอยู่
ชิวเซิง : หนึ่งเยิ่นมีระยะเวลาประมาณกี่ปีครับ?
พญายม : ภายหลังที่เรารับช่วงต่อ หนึ่งเยิ่นจะอยู่ที่ราวๆประมาณพันปี แต่สำหรับ“เยิ่น”ของห้าเยิ่นที่เคยตัดสินไว้ในสมัยก่อนนั้นมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน
ชิวเซิง : ท่านกล่าวเช่นนี้ งั้นการคำนวณปีก็ไม่สามารถคำนวณระยะเวลาที่แน่นอนของ “กัป” ได้แล้วสิครับว่ามีระยะเวลายาวนานเท่าไหร่
พญายม : ถูกต้อง
พุทธะจี้กง : ขอบคุณท่านพญายมมากที่ช่วยเหลือ คืนนี้ดึกแล้ว พวกเราสมควรกลับแล้ว
พญายม : ค่อยๆไปนะท่าน
ชิวเซิง : ขอบคุณท่านพญายม ขอบคุณผู้พิพากษาเหวิน ไม่เป็นไรครับไม่ต้องไปส่ง
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงรีบกลับเข้าร่างเถอะ!
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์