ตักเตือนเพื่อนบ้านให้กตัญญู
2026-01-20 12:52:55 - mindcyber
วันหนึ่ง กงอี้ว่างอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน ก็ให้มีคนแก่แซ่อู๋เป็นเพื่อนบ้านมาหา เขามาระบายความในใจให้กงอี้ฟังว่า เขามีบุตรอยู่ 4 คน ต่างก็แยกย้ายกันอยู่คนละที่ ทุกบ้านผลัดกันเลี้ยงดูพ่อแม่ นอกจากบุตรคนที่สามที่ไม่กตัญญู พอไปที่บ้านเขาทีไรก็พูดจาหยาบคาย จึงมาหาท่านเพื่อขอคำปรึกษาว่ามีวิธีไหนพอแก้ไขได้ กงอี้ว่า สมัยก่อนท่านเมิ่งจื่อว่า ระหว่างบิดากับบุตรไม่หารือไปในทางที่ดี ถ้าหารือดีก็จะไม่ขาดกันไม่ทราบว่าบุตรท่านเคยร่ำเรียนโคลงกลอนมาหรือไม่ ผู้เฒ่าตอบว่าเคยเรียนหนังสือมา 10 ปี เพราะหลงใหลอยู่กับผลประโยชน์ กงอี้ถามว่าตามความเห็นของท่าน อยากแจ้งทางการแก้ไขหรือไม่ หรืออาศัยคนตักเตือนก็พอ ผู้เฒ่าว่า หวังให้ท่านช่วยสอนแนะ
กงอี้ว่า เรื่องบุตรอกตัญญูตามหลักการควรหาทางแก้ไข แต่ด้วยคุณสัมพันธ์พ่อลูกของท่านมีมาก ผู้เฒ่าว่า ไม่มีใครตักเตือนลูกอกตัญญูให้รู้สึก แล้วจะรู้จักคุณสัมพันธ์พ่อลูกว่าหนักอย่างไร กงอี้จึงรับคำช่วยตักเตือนให้ท่านผู้เฒ่าทันที แล้วผู้เฒ่าก็กราบลาไป ไม่ทันคาดดิดอู๋ซันลูกอกตัญญูตามมาด่ากงอี้ กล่าวหาว่ากงอี้กับพ่อคิดแผนการณ์ทำร้ายเขา กงอี้พูดจาปลอบเตือนด้วยดี อู๋ซันจึงกลับบ้านไป กงอี้ใคร่ครวญอยู่ตั้งนาน ไม่รู้จะตักเตือนท่าไหนดี หวนคิดว่าอู๋ซันได้ร่ำเรียนหนังสือมา 10 ปี คิดว่าคงสามารถเข้าใจหลักธรรมได้ จึงเขียนหนังสือมาว่ากล่าวตักเตือน เป็นคำพูดธรรมดา ๆ ฉบับหนึ่ง แล้วเรียกคนให้นำไปให้อู๋ซัน ดูซิว่าจะตอบกลับมาหรือไม่ กล่าวฝ่ายอู๋ซันเมื่อได้รับหนังสือเห็นว่าเป็นของกงอี้เขียนมาก็โยนทิ้งลงพื้น ภรรยาของอู๋ซันจึงว่าท่านพี่ควรเปิดอ่านว่าเรื่องอะไร ว่าแล้วจึงหยิบขึ้นมาเปิดดูแล้วพยักหน้า ภรรยาจึงว่าท่านอ่านให้ข้าฟังซิ อู๋ซันถอนหายใจแล้วอ่านว่า
นี่คือลำนำเพลงท่านพินิจ ความในพิจิตรยิ่งเงินไฉไล
ฟูมฟักบุตรที่แท้หวังฝากไข้ เหนื่อยกายใจแสนเข็ญไม่ปริปาก
รุ่นหนึ่งสืบทอดต่อรุ่นเหมือนน้ำเต้า แบบอย่างเก่าก่อนให้คนหลังดู
เหมือนรูปน้ำเต้าสอนให้รู้ วทัญญูไม่ผิดเพี้ยนรูปทรง
กตัญญูกำเนิดกตัญญูบุตร เนรคุณกรรมเกิดลูกทรยศ
อกตัญญูแย่กว่าสัตว์นรก ลูกแพะเคารพคุกเข่าดูดนมแม่
นกอีกามีค่าสุดน่ายกย่อง สนองคุณแม่บินกลับมาเลี้ยงดู
ภรรยาถามว่า แพะทำไมคุกเข่ากินนม กาทำไมกลับมาเลี้ยง
สามีตอบว่า แสดงความกตัญญูถึงที่สุด
ภรรยาว่า หนังสือนี้เขียนว่าคนยังสู้สัตว์ไม่ได้ ถ้าดูตามหนังสือนี้ท่านและข้าล้วนทำไม่ถูก ท่านอ่านให้ละเอียดให้ข้าฟังซิ อู๋ซันจึงอ่านต่อว่า
อดีตถึงปัจจุบันที่เจริญ ใครบ้างที่ไม่เริ่มจากกตัญญู
ศาสดาสามศาสน์เทพเซียนพุทธ มีหรือจะทนเอื้อผู้เนรคุณ
ท่านหวังเสียนนอนน้ำแข็งทุกข์ไม่เบา ท่านก๊วยฝังบุตรเจ็บปวดใจ
ภรรยาถามว่า หวังเสียนนอนบนน้ำแข็งเพื่ออะไร
สามีตอบว่า นอนบนน้ำแข็งเพื่อหาปลาไนมาเลี้ยงมารดาที่ป่วยอยู่
ภรรยาถามว่า แม่เขาหายป่วยไหม
สามีตอบว่า พอได้รับประทานปลาไนแล้วก็หายป่วย
ภรรยาถามว่า ปลาไนรักษาไข้ได้หรือ เราก็รับประทานให้มากหน่อย
สามีว่า เธอไม่รู้จักอะไร เขาปรนนิบัติด้วยกตัญญูถึงที่สุด จนซาบซึ้งถึงเทวดา จึงช่วยรักษาไข้ให้หาย แม่หายป่วยใช่ว่าปลาไนช่วยรักษาโรค
ภรรยจึงว่า ท่านกับข้าก็ต้องฝึกปรนนิบัติกตัญญูให้ถึงที่สุดซิ ฟ้าดินเทพเจ้าก็ต้องคุ้มครองเราให้ร่ำรวยแน่
อู๋ซันก็อ่านต่อว่า
จะนับประสาอะไรกับการผลัดกันเลี้ยงดูบิดามารดา สี่คนยังเกี่ยงกัน พุทธเดินดินอยู่ที่บ้านยังไม่รู้สึก ได้เกิดมาเป็นคนเป็นหนี้ไม่ชดใช้จะกลายเป็นสัตว์ ได้รับไร่นาพ่อแม่จะไม่เกี่ยวอย่างไร ไม่รู้พระคุณเป็นหนี้จะมีหน้าตาอย่างไร แม้แต่ข้าเป็นคนนอกยังห่วงใยใจหวาดหวั่น หากกลับตัวกลับใจได้เร็วก็เป็นโชค เซียนเทพฟ้าเบื้องบนก็ยังพอให้อภัย ให้คิดถึงพระคุณบิดามารดาทุกวัน ยินดีเลี้ยงดูทั้งสามมื้อ หน้าร้อนหน้าหนาวดูแลให้เย็นและอบอุ่น ต้องมีใจสืบเจตนารมณ์พ่อแม่ให้สบายใจ หากยังคิดที่จะร่ำรวยมีบุญวาสนา ก็ต้องตั้งใจปฏิบัติกตัญญูให้ดี
อู๋ซันอ่านหนังสือจบลง ภรรยาเอ่ยว่า ดูจากหนังสือท่านจางแล้วก็ต้องรับคุณพ่อคุณแม่มาเลี้ยงดู คนแก่ปากก็มากด้วย หากไม่ทำตามท่านกับข้าคงต้องกลัวฟ้าผ่าลงโทษ ท่านพี่จะหาวิธีอะไร สามีว่า เป็นเพราะข้าเห็นแก่เงินทอง บาปหนักเท่าขุนเขา โชคดีที่วันนี้ได้ปิยะวาจาท่านกงอี้ปลุกให้ข้าตื่นจากฝัน หากตอนนี้รีบไปรับพ่อแม่มาดูแลเลี้ยงดูดุจพระเจ้าถือโอกาสที่พี่น้องยังไมีรู้เป็นการถ่ายโทษที่กระทำผิดเป็นประการแรกหวังว่าบ้านจะเจริญเป็นประการที่สอง เอาหนังสือนี้ปิดไว้บนฝาบ้านเพื่อให้ลูกน้อยท่องจำและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเป็นประการที่3 เสร็จแล้วก็ตระเตรียมไปเชิญพ่อแม่ที่บ้านของพี่รองมาอยู่เสียที่บ้านเพื่อเลี้ยงดูอย่างดี อู๋ซันเองก็เดินทางไปที่บ้านของจางกงอี้เพื่อเชิญท่านกงอี้ จางกงอี้แลเห็นสีหน้าอู๋ซันยิ้มระรื่นก็คิดว่าคำพูดที่กล่าวตักเตือนไปได้ผล อู๋ซันกล่าวว่า เมื่อวันก่อนผู้น้อยเข้าใจผิดต่อท่าน ไร้มารยาทต่อท่านมากหวังว่าท่านจะเปิดใจให้อภัยโทษ กงอี้ว่า การเกิดมาเป็นคนต้องรู้จักพระคุณบิดามารดา จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ อู๋ซันว่าเพราะได้รับหนังสือกล่าวตักเตือนของท่าน อ่านจบจึงรู้ว่าพระคุณบิดามารดาใหญ่ดุจมหาสมุทรถ้าไม่ตอบแทนก็หาใช่คนไม่
วันนี้จึงเสียใจต่อความผิดครั้งก่อนแล้วรีบแก้ไข ไปรับบิดามารดามาที่บ้าน จึงอยากขอเชิญท่านผู้มหากุศลไปที่บ้านผู้น้อย เป็นการเพิ่มสิริมงคลซึ่งเป็นความหวังของผู้น้อย กงอี้ว่าเกิดเป็นคนไม่มีผิดไม่ได้ แต่รู้ผิดก็รีบแก้ไขเสียจึงจะมีคุณสมบัติของควมเป็นคน วันนี้ท่านอู๋ยอมที่จะฟังคำตักเตือนก็ถือว่าเป็นบุญของข้า จึงขอขอบคุณท่าน ข้ายังมีงานยุ่งรัดตัวไม่อาจไปที่บ้านของท่านได้ ไม่ได้อวยพรให้บิดามารดาของท่านเป็นการเสียมารยาทแล้ว อู๋ซันจึงร่ำลาท่านกงอี้กลับบ้าน นี่ก็คือความรู้สึกกตัญญูของกงอี้เป็นขันติที่สิบหก ต่อมาคนรุ่นหลังแต่งกลอนให้
อุทิศสาธารณธรรมแห่งฟ้า อัปยศไม่คือสาใช้ขันติ
กล่อมเกลาคนดื้อโง่ใช้สติ ไม่ทิฐิเมตตากตัญญู