วิญญาณรอการพิสูจน์
2026-03-22 12:46:51 - mindcyber
ปีที่ 14 ของจักรพรรดิเจียชิงในราชวงศ์ชิง ณ เมืองลุกเฉียง มีหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ หยางใฉ่จาว เนื่องด้วยช่วงนี้เกิดฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล ที่นาแล้งการครองชีพลำบากมาก ดังนี้หยางจึงเดินทางไปหางานทำที่กรุงปักกิ่งหยางเป็นคนซื่อสัตย์เพื่อนจึงแนะนำเขาไปทำงานกับครอบครัวที่เป็นข้าราชการ หฮาง ตำแหน่งพ่อบ้าน
เขาทำงานที่บ้านแซ่หฮางไม่นาน วันหนึ่ง เขาเดินทางถึงศาลเจ้าจินหวู่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก เขาเก็บตั๋วแลกเงินได้ 1 ใบข้างศาลเจ้า เป็นเงิน 8,000 กว่าเหรียญ และเขาก็เดินต่อมาถึงถนนเฮกจี่หม่าเห็นชายชราแต่งตัวดีคนหนึ่งกำลังทุบตีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง จึงก้าวไปถามสาเหตุ จึงรู้ว่าสาเหตุมาจากทำตั๋วแลกเงินหล่นหาย ตั๋วแลกเงินนั้น จำนวนเงินและวันที่ตรงกับฉบับที่เขาเก็บได้ เขาเลยเอาตั๋วแลกเงินส่งคืนให้เจ้าของ
อาจเนื่องมาจากยังไม่คุ้นเคยกับดินฟ้าอากาศของปักกิ่งเขามาทำงานที่บ้านแซ่หฮางไม่ถึง 2 เดือน ก็ป่วยเป็นโรคอันตรายอุณหภูมิในร่างกายสูงมาก เขาจึงสลบไป ขณะสลบอยู่นั้นเห็นบิดาที่ตายไปแล้วนำพาเขามาถึงที่วังแห่งหนึ่ง ประตูข้างบนมีหนังสือสีทองตัวใหญ่ 3 ตัว เขียนว่า .... จวนขุนผาตะวันออก เขาเข้าไปในจวนขุนผาตะวันออกเห็นขุนนางท่านหนึ่งแต่งด้วยผ้าแพร เขาจำได้ว่า ขุนนางนั้นเป็นคุณตาแซ่เจียง คุณตาเดิมเป็นเสมียนที่เหอเจียน คุณตาได้บอกให้เขาฟังว่า อายุขัยของตาจะสิ้นสุดลงเมื่ออายุ 59 ปี แต่เนื่องด้วยได้รับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสามีแล้วเป็นภรรยาน้อย จึงถูกบั่นอายุลง 10 ปี และยังได้บังคับอาหญิงของเขาแต่งงานใหม่ ถูกบั่นทอนอายุอีก 10 ปี ฉะนั้นคุณตาก็มาตายตอนอายุ 39 ปี นอกนั้นการทำบาปก็ไม่ปรากฎ จึงได้ถูกมอบหมายให้มาเป็นเสมียนในเมืองนรก
คุณตาได้ให้ยมทูตพาใฉ่จาวไปชมตามขุมนรกต่างๆ ภาพแรกที่พบเห็นคือหญิงคนหนึ่งถูกผูกมัดอยู่เสาต้นหนึ่ง ถูกยมทูตกำลังควักหัวใจอยู่ เสียงร้องเจ็บปวดดังแสบแก้วหู ใฉ่จาวจำได้ว่านางคือสาวใช้แซ่เซี้ยในบ้านตระกูลหฮางนั่นเอง เขาเดินต่อไปอีกแห่งหนึ่ง เห็นผู้ชายคนหนึ่งร่างกายร่ำสัน ถูกมัดอยู่บนหินสี่เหลี่ยมก้อนหนึ่ง ยมทูตตนหนึ่งขึ้นคร่อมร่างของเขาใช้ไฟจี้ที่แผ่นหลังของเขา ใฉ่จาวจำได้ว่า เขาผู้นั้นคือยามของบ้านตระกูลหฮางเช่นกัน จากนั้นเขาเห็นคนๆ หนึ่งที่รักแร้ทั้ง 2 ข้างถูกเชือก 2 เส้นร้อยเข้าแล้วถูกแขวนบนขื่อ ให้แกว่งไปแกว่งมาเสียงเจ็บปวดทำให้ผู้เห็นไม่อยากฟัง ใฉ่จาวจำได้ว่า เขาคือ เพชฌฆาตที่แอบฆ่าวัวควาย มีชื่อว่าหวังผิงจื่อ เขายังเห็นหลินเซิ่งเพียวญาติของใฉ่จาว ที่คอมีตะปูสองตัวแทงทะลุ ด้านหลังเห็นมีคนหนึ่งกำลังขี่บนหลังวัว ยมทูตใช้แซ่หวายเฆี่ยนตีที่วัว แต่คนที่ขี่บนหลังวัวกลับร้องเจ็บปากก็พูดว่า ตอนมีชีวิตอยู่ เขาชอบกินเนื้อวัว เขาเดินต่อไปถึงจุดสุดท้าย เห็นอุบาสก-อุบาสิกาจำนวนมากกำลังสวดมนต์อยู่ที่ห้องโถงด้านหลังเป็นภูเขาที่สูงชัน ด้านล่างของภูเขามีน้ำดำกระเพื่อม เวิ้งว้างเหลือหลาย เป็นภาพที่ตื่นเต้นใจของเขาเกิดความหวาดกลัว เลยร้องสุดเสียงจนตัวเองตื่นจากฝันมองดูตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียง เขาสลบไปโดยไม่มีสติเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน เขาถามหาสาวใช้แซ่เซี้ย เพื่อนร่วมงานบอกเขาว่าเธอตายเพราะปวดหัวใจ เขาก็ถามหายามหันยี่เป็นอย่างไรบ้าง ตอบว่า เป็นฝีร้ายที่แผ่นหลัง เวลานี้อยู่ขั้นโคม่า เวลาผ่านไปอีกไม่กี่วัน ยามหันยี่ก็ตายไป
สิบกว่าวันให้หลัง เขาเจอคนที่มาจากชนบท สอบถามถึงหวังผิงจื่อเป็นอย่างไรบ้าง ได้คำตอบว่า เขาป่วยด้วยโรคประหลาดร้องครวญครางทั้งกลางวันและกลางคืน ให้คนใช้เชือกผูกที่เอวแล้วแขวนอยู่บนขื่อ อาการเจ็บปวดจึงค่อยบรรเทาลง แต่บัดนี้เขาทนความเจ็บปวดไม่ไหวและก็ตายไป ส่วนญาติของเขา ชื่อหลินเซิ่งเพียวเป็นคนเล่ห์กระเท่ ชอบใช้กลอุบายต้มตุ๋นเพื่อหาผลประโยชน์ เขามักจะหากินแถบหูกวาง เมื่อเร็วๆ นี้ คนในครอบครัวรับจดหมายจากเพื่อนแจ้งมาว่า เขาเป็นฝีร้ายตายไปแล้ว ต่อมาเขาสืบทราบว่า สาวใช้แซ่เซี้ย เคยมีลูกนอกสมรสเกรงว่าจะรู้ถึงหูของแม่สามี แอบเอาบุตรโยนลงหุบเหว คนยามหันยี่มีนิสัยชอบชกต่อยดุดัน ชอบรังแกคนอ่อนแอกว่า สิ่งชั่วร้ายต่างๆ เขาทำไม่เลือก โดยเฉพาะบาปกรรมจากการฆ่าวัว แพะดังนั้น หวังผิงจื่อรับโทษหนักและทรมานหนักกว่าเพื่อน บาปกรรรมที่ก่อขึ้นในโลกมนุษย์ วิญญาณยังไม่ละจากสังขาร แต่ก็ไปรับโทษทรมานจากขุมนรกแล้ว การเจ็บปวดในยมโลกก็ตรงกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากในโลกมนุษย์ ฉะนั้นการประจักษ์ของหยางใฉ่จาวจึงเป็นอุทาหารณ์ที่ดีแก่คนที่ชอบทำบาป จึงขอวิงวอนให้ท่านที่ชอบประกอบแต่กรรมชั่วจงสังวร