ภาพพุทธประวัติ
ภาพที่ ๒๐ เสด็จถึงอุรุเวลาเสนานิคมอันสงัดเงียบ ทรงพอพระทัยประทับบำเพ็ญเพียรที่นั่น
พระมหาบุรุษทรงอำลาท่านคณาจารย์ทั้งสองแล้วออกจากที่นั่น แล้วเสด็จจาริกแสวงหาที่สำหรับทรงบำเพ็ญเพียร เพื่อทดลองทุกกรกิริยาที่คนสมัยนั้นนิยมทำกันดังกล่าว แล้วเสด็จไปถึงตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตแขวงมคธเหมือนกัน มีนามว่า "อุรุเวลาเสนานิคม" "อุรุเวลา" แปลว่า กองทราย "เสนานิคม" แปลว่า ตำบล หมู่บ้าน พื้นที่ตำบลแห่งนี้เป็นที่ราบรื่น มีแนวป่าเขียวสด เป็นที่น่าเบิกบานใจ มีแม่น้ำเนรัญชรา น้ำไหลใสสะอาด มีท่าสำหรับลงอาบ มีหมู่บ้านตั้งอยู่โดยรอบ ไม่ใกล้เกินไป และไม่ไกลเกินไป เหมาะสำหรับเป็นที่อาศัยเที่ยวบิณฑบาตของนักบวชบำเพ็ญพรต อุรุเวลาเสนานิคม ถ้าจะเรียกอย่างไทยเราก็คงจะเรียกได้ว่า ... รายละเอียด
ภาพที่ ๑๙ เสด็จไปศึกษาลัทธิฤาษีชีป่ากับอาฬารดาบส เห็นว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ ก็ทรงหลีกไป
ในสมัยที่กล่าวนี้ แคว้นมคธมีนักบวชที่ตั้งตนเป็นคณาจารย์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงมากคณะด้วยกันแต่ละคณะต่างก็มีศิษย์สาวก และมีคนนับถือมาก กรุงราชคฤห์ ก็เป็นที่สัญจรจาริกผ่านไปมาของ เจ้าลัทธิต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ลัทธิของตนให้คนเลื่อมใส คณาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช ซึ่งอยู่ในแคว้นนี้มีสองคณะด้วยกันคือ คณะอาฬารดาบสกาลามโคตร และ คณะอุทกดาบสรามบุตร ทั้งสองคณะนี้ตั้งอาศรมสอนศิษย์อยู่ในป่านอกเมือง พระมหาบุรุษจึงเสด็จไปยังที่นี่ เพื่อทรงศึกษา และทดลองดูว่า จะเป็นทางตรัสรู้หรือไม่ เสด็จไปทรงศึกษาที่สำนักแรกก่อน ทรงศึกษาจนสิ้นความรู้ของท่านคณาจารย์เจ้าสำนักแล้ว ทรงเห็นว่ายังมิใช่ทางตรัสรู้ จึงเสด็จไปทรงศึกษาในสำนักคณาจารย์ที่สอง ทรงได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ได้เพียงสมาบัติแปด " สมาบัติ" หมายถึง ... รายละเอียด
ภาพที่ ๑๘ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปเฝ้า ทูลขอปฏิญาณว่า ถ้าตรัสรู้แล้วขอให้มาโปรดก่อน
พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทราบความที่ชาวเมืองต่างโจษจันกันถึงเรื่องนักบวชหนุ่มผู้ทรงความสง่างาม ผิดจากนักบวชอื่น ๆ เข้ามาในเมือง จึงทรงสั่งให้เจ้าพนักงานไปสืบความดู หนังสือปฐมสมโพธิเรียบเรียง พระดำรัสสั่งของพระเจ้าพิมพิสาร ตอนนี้ไว้ว่า " ท่านจงสะกดตามบทจรไปดู ให้รู้ตระหนักแน่ แม้ว่าเป็น เทพยดาก็จะเหาะไปในอากาศ ผิวะเป็นพญานาคก็ชำแรกปฐพีไปเป็นแท้ แม้ว่าเป็นมนุษย์ ก็จะไปนั่งบริโภค ภัตตาหารโดยควรประมาณแก่ตนได้ จงไปพิจารณาดู ให้รู้เหตุประจักษ์ " ... รายละเอียด
ภาพที่ ๑๗ เสด็จจาริกผ่านกรุงราชคฤห์ มหาชนเห็นแล้วก็โจษจันกันทั่วเมือง
เมื่อนายฉันนะ มหาดเล็กผู้ซื่อสัตย์ กลับคืนไปแจ้งข่าวทางเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว พระมหาบุรุษ หรือ ก่อนแต่นี้คือ เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จจากหาดทรายชายฝั่งแม่น้ำอโนมา ไปยังตำบลที่มีป่ามะม่วงมาก แห่งหนึ่ง ที่เรียกโดยชื่อว่า " อนุปิยอัมพวัน" ตำบลนี้อยู่ในเขตแขวงมัลลชนบท ประทับอยู่ที่นี่หนึ่งสัปดาห์ ในวันที่ ๘ จึงเสด็จจาริกเข้าแคว้นมคธไปโดยลำดับ จนถึง กรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นนี้ ในสมัยนั้น แคว้นมคธเป็นแคว้นใหญ่ มั่งคั่ง มากด้วยพลเมือง และมีอำนาจมากเท่าเทียมกับอีกแคว้นหนึ่ง ในสมัยเดียวกันนั้นคือ แคว้นโกศล ซึ่งมีกรุงสาวัตถี เป็นเมืองหลวง ... รายละเอียด
ภาพที่ ๑๖ ทรงตัดพระโมลีถือเพศบรรพชา ณ ริมฝั่งอโนมา ฆฏิการพรหมถวายอัฐบริขาร
เจ้าชายสิทธัตถะพร้อมด้วยนายฉันนะที่ตามเสด็จ ทรงขับม้าพระที่นั่งไปตลอดคืน ไปสว่างเอาที่แม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเขตแดนกั้นเมืองทั้ง ๓ คือ กบิลพัสดุ์ สาวัตถี และไพศาลี ทรงถามนามแม่น้ำนี้กับนายฉันนะ นายฉันนะกราบทูลว่า "พระลูกเจ้า ! แม่น้ำนี้มีชื่อว่า อโนมานที พระเจ้าข้า " ทรงพาม้าและมหาดเล็กข้ามแม่น้ำ แล้วเสด็จลงจากหลังม้า ประทับบนหาดทราย อันขาวดุจแผ่นเงิน พระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์แสงดาบ พระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา คือ ... รายละเอียด
ภาพที่ ๑๕ พระยามารห้ามบรรพชา ว่าอีก ๗ วัน จะได้เสวยสมบัติบรมจักร แต่ไม่ทรงฟัง
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จทรงม้าพระที่นั่งผ่านประตูเมืองออกมาในเวลาราตรีที่มีแสงจันทร์กระจ่าง ก็มีเสียงคล้ายเสียงดนตรีขึ้นที่ข้างประตูนอกเมือง เสียงนั้นร้องห้ามเจ้าชายมิให้เสด็จออกบวช เจ้าชายสิทธัตถะ " ท่านนี้มีนามชื่อใด" เจ้าของเสียง "เราชื่อวัสสวดีมาร" พระยามารแจ้งข่าวให้เจ้าชายทรงทราบว่า อีกเจ็ดวันในเบื้องหน้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป จักรแก้วจักเกิดขึ้น ผู้จะได้เป็นเจ้าของจักรแก้วนั้น คือ เจ้าชาย จักรแก้วตามความหมายของพระยามารในที่นี้คือ ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เจ้าชาย " เรื่องนี้เราทราบแล้ว" พระยามาร "ถ้าเช่นนั้น ท่านจะเสด็จออกบวช เพื่อประโยชน์อันใด " เจ้าชาย "เพื่อสัพพัญญูตญาณ" ... รายละเอียด
เข้าสู่ระบบ
เทวดาประจำตัว
ภพภูมิของเทพ-เทวดามีทั้งหมด ๖ ชั้นนับจากโลกมนุษย์ขึ้นไป จะอยู่ในสภาวะหรือมีสภาพร่างกายและทุกอย่างเป็นทิพย์ทั้งหมด(อากาศธาตุ) จะไม่มีรูปร่างที่จับต้องได้ด้วยกายหรือมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อของมนุษย์ได้ เราจะรู้เห็นและสัมผัสได้โดยทางจิตเท่านั้นและจะต้องเป็นจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดีถึงขั้นที่เรียกว่าได้ " อภิญญาจิต " ภพภูมิของเทพเทวดานั้นมีแต่เสวยและรับแต่ความสุข ความเกษมสำราญแต่เพียงอย่างเดียวไม่มีความทุกข์ยากลำบากอะไร เพราะอยากจะได้หรืออยากจะมีอะไรแค่ทำการนึกคิดเอาก็ได้สมประสงค์สมปรารถนาทุกอย่าง เทพเทวดาก็มีอารมณ์มีความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกมีหลานเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง เทพเทวดาก็มีทุกข์เหมือนกัน มีตอนที่รู้ว่าบุญใกล้จะหมดแล้วจะต้องลงมาเกิดยังโลกมนุษย์และทุกข์มากๆ ถ้ามาเกิดยังโลกมนุษย์แล้วไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะการที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นสมารถทำตัวเอง ศึกษาหลักธรรมแล้วปฏิบัติฝึกจิตของตนเองให้หลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานได้ เทพเทวดาเหล่านี้มาจากไหน? ก็เป็นดวงจิตดวงวิญญาณที่มาจากมนุษย์ที่ตายแล้วและเป็นมนุษย์ที่มีทาน ... รายละเอียด
- วันเข้าพรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
- 9 สิ่งมงคลสำหรับชีวิต
- พุทธทำนาย ถอดความจากศิลาจารึก
- วันอาสาฬหบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนา
- รวมเคล็ดลับการแก้กรรมแบบต่างๆ
- มนุษย์เกิดมาทำไม? เล่ม1
- ตายแล้วฟื้นแค่ 4 ชั่วโมง เพราะพญายมให้เวลามารับวิถีอนุตตรธรรมธรรมแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น
- วันออกพรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
- มนุษย์เกิดมาทำไม? เล่ม1 99
- ตายแล้วฟื้นแค่ 4 ชั่วโมง เพราะพญายมให้เวลามารับวิถีอนุตตรธรรมธรรมแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น 78
- เทวดาประจำตัว 58
- เคล็ดการใช้อำนาจบุญแก้กรรมเก่า-ปัญหาชีวิต 48
- บาปกรรมจากการลวกหอยแครง 36
- ภัยพิบัติเกิดจากเวรกรรมของ มนุษยชาติ 31
- บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า 31
- 9 สิ่งมงคลสำหรับชีวิต 30
- ชาติก่อนและชาติปัจจุบันของสุกรตัวหนึ่ง 30
- พุทธทำนาย ถอดความจากศิลาจารึก 27



