ตอน พบยมบาลจ้วงหลุ้งอ๊วง ขุมที่ 10

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2521

ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า:

ยมบาล            ขุมที่สิบ           พูดจาน้อย
คนบาปหนา     พอพบหน้า      ตัวสั่นแคลน
ทั้งสมบัติ         ให้ลูกหลาน     นับหมื่นแสน
ตกถึงแดน        นรกร้อน          พร่ำโอดครวญ

อรหันต์จี้กง: การท่องนรกได้มาถึงขุมที่ 10 แล้ว ส่วนหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก” ใกล้ที่จะสิ้นสุดลง แต่ว่าตอนสุดท้ายนี้รู้สึกว่าจะมีเสียงที่น่าอเนจอนาถยิ่งนัก นั่นคือเสียงแห่งการหมุนเวียนจากวงล้อของขุมที่ 10 นี้แหละ ชาวโลกโดนหมุนเสียหน้ามืดตาลายสะลึมสะลือ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ดังนั้นมนุษย์ที่ได้เกิดขึ้นมาในแดนมนุษย์ จึงลืมเหตุการณ์ในอดีตชาติ เพราะเหตุนี้ผู้บำเพ็ญธรรมจึงต้องถามตัวเองว่า “ท่านเป็นผู้ใด” แล้ว ก็นับได้ว่าท่านได้บรรลุและสำเร็จธรรมแล้ว วันนี้เตรียมท่องนรก เจ้าหยางเซิงขึ้นดอกบัวเสีย

หยางเซิง: ช้าก่อนครับ ท่านอาจารย์ครับ หากมีใครมาถามกระผมว่าจะพิมพ์แจก “เที่ยวเมืองนรก” ในตอนที่บนบานบอกกล่าวต้องไปยังหน้าเตาบนต่อเจ้าจีน (เจ้าที่ตั้งในครัวใกล้เตา) พร้อมทั้งจุดธูปบูชาด้วยนั้น แต่ปัจจุบันในห้องครัวล้วนใช้เตาแก๊สไม่ใช้เตาอย่างเก่าก่อน แล้วเจ้ายังมีอยู่อีกหรือเปล่ามิทราบ?

อรหันต์จี้กง: ถึงแม้ว่าบ้านช่องห้องหอจะเปลี่ยนจากการสร้างด้วยดินทรายไม้แมกมาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งเป็นอาคารใหญ่โตมโหฬารก็ตาม แต่มนุษย์ก็ยังอยู่กันได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เจ้าแห่งเตาไหนเลยจะสูญหายไปจากการใช้เตาแก๊ส ที่จริงแล้วการที่มีเครื่องมือเครื่องไม้ที่ดียิ่งขึ้นที่ไม่ทำให้เกิดควันไฟโขมงเต็มบ้านดังสมัยก่อน ท่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมโปรดที่จะเสด็จสู่บ้านช่องนั้นๆ ประดาอาหารที่สำหรับใช้รับประทานของมนุษย์ล้วนแล้วแต่ผลิตขึ้นจากโรงครัว การรับประทานอาหารซึ่งเป็นธาตุที่ใช้ประทังชีวิตของผู้คน แม้จะขาดเสียวันเดียวก็มิได้ ที่กล่าวว่า “แหล่งที่มีควันไฟคือสถานที่มีมนุษย์” ดังนั้นจึงเอาควันไฟที่หนาแน่นแค่ไหนมาวัดเอากับจำนวนผู้คนที่มีอยู่ จึงเรียกว่า “ควันคน” เจ้าแห่งควันมีนามว่า “ซีเหมงจินกุง” คือผู้กำหนดชีวิตและการโภชนาการของมนุษย์ เตาแก๊สกับเตาก็คือสิ่งของอันเดียวกัน คือติดไฟหุงต้มอาหาร ไม่มีอะไรแตกต่างกันดังนี้เจ้าแห่งครัวจึงมีชื่อว่า “อัคคีเจ้า” พูดถึงเจ้าแห่งตะเกียง แล้วสมัยโบราณจะติดตะเกียงน้ำมัน ปัจจุบันใช้ไฟฟ้า จึงไม่ใช่เป็นเหตุที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่ยอมลงประทับตามที่ศาลเจ้าสำนักธรรมต่างๆ เป็นอันขาด ไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าแค่ไหนเพียงไร จะสร้างตึกอาคารสูงเป็นร้อยๆ ชั้น แต่วิญญาณผ่องแผ้วของผู้คนจะไม่สูญสลาย พระผู้เป็นเจ้าก็คงติดตามตัวท่านอยู่รอบกาย เจ้าแห่งครัวก็ยังสถิตอยู่หน้าเตาไฟอย่างนั้นแหละ

หยางเซิง: ที่แท้เป็นดังนี้เอง การประดับประดาในห้องครัวแม้จะเปลี่ยนแปลงใหม่ แต่ข้าวสาร เกลือ น้ำมัน น้ำส้มก็ต้องการใช้ตามแบบเก่านั่นเอง….กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้แล้วครับ….
อรหันต์จี้กง: ถึงแล้วละ ลงจากดอกบัวได้

หยางเซิง: เบื้องหน้าปราสาทขุมที่ 10 มีผู้คนหนาแน่นคล้ายกับจะต้อนรับเราอย่างนั้นแหละ
อรหันต์จี้กง: ใช่แล้ว! ท่านยมบาลจ้วงหลุ้งอ๊วงแห่งขุมที่ 10 ได้นำเทวทูตและนายทหารมาต้อนรับเราอยู่ เจ้าจงรีบเข้าไปแสดงความเคารพเถิด

หยางเซิง: ขอแสดงความคารวะต่อท่านจ้วงหลุ้งอ๊วง ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์ของท่านพระเจ้ากวนอูแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตง ได้รับเทวโองการท่องนรกเพื่อแต่งหนังสือ วันนี้ได้มายังขุมที่ 10 ขอท่านยมบาลได้โปรดอำนวยความสะดวกให้ด้วย
ยมบาล: มิต้องเกรงใจ ท่านทั้งสองท่องจากขุมที่ 1 ถึงขุมที่ 10 เดินทางในแดนนรกมาอย่างโชกโซน มีความดีที่ได้ช่วยกอบกู้ชาวโลกอย่างใหญ่หลวง เชิญตามข้าพเจ้าไปนั่งพักในปราสาทก่อนเถิด

หยางเซิง: ขอขอบพระคุณท่านยมบาลยิ่ง
อรหันต์จี้กง: เนื่องจากเวลาจำกัดมาก อาตมาว่ามิต้องพักแล้วละ ขอให้พานายหยางเซิงไปเที่ยวชมแต่ละแห่งที่ขึ้นกับขุมที่ 10 ก็แล้วกัน มิทราบว่าท่านยมบาลจะมีความเห็นประการใดบ้าง

ยมบาล: เมื่อท่านอาจารย์ประสงค์ดังนี้ ข้าพเจ้าก็จะทำตามความต้องการ
หยางเซิง: วิญญาณโทษขุมที่ 10 แออัดมากเป็นพิเศษ มากกว่าขุมอื่นๆ มากนัก มิทราบว่าเนื่องจากอะไร?

ยมบาล: เนื่องจากขุมนี้เป็นขุมสุดท้ายของแดนนรก ควบคุมการหมุนเวียน เป็นด่านใหญ่ที่จะออกจากแดนนรก ดังนั้นวิญญาณผีที่รอคอยหมุนเวียนล้วนมาชุมนุมยังที่นี่ จึงทำให้ภารกิจของขุมนี้มากยิ่งๆ ขึ้น ข้าพเจ้าจะพาท่านขึ้นไปเยี่ยมชมยังบน “หอชมผู้ไปเกิด”
หยางเซิง: ขอบคุณมากครับ หอนี้สูงมาก บันไดหมุนเวียนสูงยันเมฆหมอก รู้สึกกินกำลังมากในการไต่ตามขึ้นไป!

อรหันต์จี้กง: ฉันจะช่วยเจ้าแรงหนึ่ง จูงเจ้าขึ้นไปนะ!
หยางเซิง: ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ให้การอุ้มชูช่วยเหลือ

อรหันต์จี้กง: เมื่อเจ้าจะขึ้นบันไดสวรรค์แล้ว ไม่ใช้กำลังกายบ้างได้อย่างไร? ผู้บำเพ็ญธรรมก็ขวนขวายหาทางก้าวหน้าก็ไม่สามารถจะเลื่อนชั้นขึ้นได้!
หยางเซิง: ได้ขึ้นถึงชั้นสุดยอดแล้ว บนนี้คล้ายกับที่นั่งอัฒจันทร์ได้ยินแต่เสียงอึกทึกครึกโครมอยู่เบื้องหน้า มองดูแล้วเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา สถานที่ๆ นี้เป็นแห่งหนตำบลใดมิทราบ?

อรหันต์จี้กง: จะขึ้นถึง “หอชมผู้ไปเกิด” ต้องผ่านบันได 360 ขั้นรวมเป็นจำนวนเลขของหนึ่งปี ที่ที่เรายืนอยู่ที่นี้คือ “หอสวรรค์” ห่างจากยมโลกไกลมาก ทิวทัศน์ที่มองเห็นอย่างเวิ้งว้างนั้นคือ 4 ทวีปใหญ่ เนื่องจากเจ้ายังมิได้เบิกทิพย์เนตร ทัศนวิสัยจึงมีความจำกัด ฉันจะโยนไข่มุกเปล่งรัศมีให้นะ
หยางเซิง: เมื่อไข่มุกเปล่งรัศมีของท่านอาจารย์โยนออกเท่านั้น ประหนึ่งว่ามีแสงสว่างส่องอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกในราตรีกาล ทิวทัศน์เบื้องหน้าสามารถจะเห็นได้ในระยะไกลลิบๆ เช่นนี้เหมือนดังก้มมองดูพื้นปฐพีอันกว้างใหญ่ ทั้ง 4 ทิศมีภาพแตกต่างกัน ด้านโน้นคล้ายที่อยู่ชาวอเมริกา ตัวคนและสิ่งก่อสร้างเหมือนกับภาพในภาพยนตร์ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน

อรหันต์จี้กง: ถูกแล้ว ที่แห่งโน้นคืออเมริกา อยู่บน “หอสวรรค์” สามารถมองเห็นเหตุการณ์ของ 4 ทวีปใหญ่ การหมุนเวียนของขุมที่ 10 เสมือนโปรยปรายดอกไม้บนสวรรค์ ต่างก็ตามแต่บุญกรรมหมุนเวียนไปเกิดยังที่ต่างๆ หอนั้นเพียงแต่สถานที่ส่องมองคาดคะเนเท่านั้นเอง เราลงไปกันเถิด
หยางเซิง: ขอรับ กระผม

อรหันต์จี้กง: เพราะเหตุว่าเวลาดึกมากแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ของขุมที่ 10 มาเยี่ยมชมในวันอื่น ขอลาท่านยมบาลก่อนละ
ยมบาล: เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถจะรั้งท่านไว้ได้ ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

อรหันต์จี้กง: เจ้าหยางเซิงขึ้นดอกบัวเถิด
หยางเซิง: กระผมได้นั่งเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักเถิด

อรหันต์จี้กง: ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม

Leave A Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *