พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
บนผวาเงา “มีด” (刀) ล่างหวีดหวั่น “เคียวตะขอ” (乚)
กลางคำว่า “เซ่อ” (色) นี้หนอ “ตะวัน” (日) ล้ม กลัวสั่นพลัน
เปิดตามองรู้บำเพ็ญ เพ่งพินิจรูปลักษณ์นั่น
เข้าสู่ความว่างนั้น ขจัดความฟุ้งซ่านไป
(*ข้อมูลเพิ่มเติม คำว่า “เซ่อ” (色-เซ่อ) แปลว่า รูป กาม สี ฯลฯ ในโคลงบทนี้ผู้แปลไม่แน่ใจว่าหมายถึง “รูป” หรือ “กาม” กันแน่ ผู้แปลจึงเลือกที่จะไม่แปลออกมา คำว่า “เซ่อ” (色) ด้านบนมี “มีด” ปักอยู่หนึ่งเล่ม (刀-เตา แปลว่า มีด) ด้านล่างมีลักษณะโค้งงอเป็นตะขอ (乚) ตรงกลางมี “ตะวัน” นอนคว่ำอยู่ (日-ยื่อ แปลว่า ตะวัน) สามอย่างประกอบกันเป็นคำว่า “เซ่อ” (色) ซึ่งมีความหมายว่า “รูป” หรือ “กาม” )
พุทธะจี้กง : รูปก็คือความว่าง ความว่างก็คือรูป รูปไม่ต่างจากความว่าง ความว่างก็ไม่ต่างไปจากรูป นับตั้งแต่อดีตโบราณมา ความงามของสตรีทำให้ผู้คนลุ่มหลง ทำให้คนเกิดความรู้เห็นที่คลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ไม่มีใครที่จะเข้าใจถึงหลักสัจธรรมของรูปและความว่าง กลับยิ่งถลำลึกเข้าไปในกามตัณหา คิดว่าเป็นความสุขเสรี ใครเลยจะรู้ว่าเป็นบาปมหันต์ ทำให้ช่วงเวลาแห่งความผาสุกหมดสิ้นไป เปลี่ยนเป็นโรคภัยไข้เจ็บคอยรุมเร้า ทุกข์ทรมานจนพูดไม่ออก ญาติพี่น้องก็ไม่มาสนใจไยดี เพื่อนๆก็พากันหนีห่าง แล้วอย่างนี้จะหาทุกข์มาใส่ตัวเองไปทำไม! มีบางคนคิดว่าตัวเองสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีจึงเข้าๆออกๆสถานเริงรมย์อยู่เสมอๆ และมักจะล่อลวงเด็กสาวที่ยังไม่รู้ประสีประสาไปสนองตัณหาของตัวเองบ่อยๆ ควรรู้ว่าเหนือศีรษะขึ้นไปสามฟุตมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ บาปกรรมทั้งปวงไม่ใช่ว่าจะไม่คืนสนอง เพียงแต่เวลามันยังมาไม่ถึง ฟ้าเบื้องบนเมตตาให้ทุกคนที่ทำผิดมีโอกาสได้สำนึกขอขมากรรมแก้ไขความผิดบาปและไม่ทำผิดซ้ำ แต่ก็ไม่มีใครไปสำนึกขอขมากรรมแก้ไขความผิด ด้วยเหตุนี้ฟ้าดินจึงร้องคำรามบ่อยๆ ภัยพิบัติต่างๆทั้งภัยจากน้ำมือของมนุษย์และภัยจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไฟ แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า และอื่นๆ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนจากฟ้าเบื้องบน ฟ้าเบื้องบนเมตตาสงสาร ไม่อาจทนได้ที่เวไนย์จะต้องถูกทำลายจนพินาศ ดังนั้นจึงส่งสัญญาณเตือนรูปแบบต่างๆครั้งแล้วครั้งเล่า หวังว่าชาวโลกจะสำนึกผิด ละบาปบำเพ็ญบุญ แต่ผู้เตือนก็เตือนไป ส่วนผู้ที่ทำบาปก็ยังทำบาปอยู่ต่อไป จนกระทั่งทำให้สี่ฤดูกาลไม่เป็นไปตามฤดูกาล ส่วนแปดเทศกาลก็คล้ายกับว่าจะปรากฏออกมาได้ไม่ชัดเจน และในบรรดาความผิดบาปทั้งปวงที่มนุษย์สร้างขึ้น ส่วนใหญ่คือบาปกรรมในเรื่องของกาม มองดูสหโลกธาตุใบนี้ช่างเต็มไปด้วยกระแสนิยมในเรื่องกามตัณหาราคะ ถึงแม้จะบอกว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่นั่นกลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้แต่ละคนนำมาใช้เป็นข้ออ้างให้ตัวเองทำเรื่องชั่วช้าลามก หากไม่รู้จักสำนึกขอขมากรรมแก้ไขความผิดแล้วหันมาบำเพ็ญบุญ เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วก็ยากที่จะหลบหนีจากนรกอเวจีได้ ศิษย์เรา วิญญาณเจ้าจงออกมา
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : นั่งบัลลังก์บัวให้ดี
ชิวเซิง : (ระหว่างทางมีลมเย็นพัดมาช้าๆ ลมนี้ไม่หนาวทิ่มแทงกระดูกเหมือนกับลมหนาวครั้งก่อนๆ เบื้องหน้าคือ “ห้องพัก”)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! ไหนๆพวกเราก็มาถึงห้องพักแล้ว ลองเข้าไปเยี่ยมชมดูซักหน่อยก็แล้วกัน
ชิวเซิง : เป็นความคิดที่ไม่เลวครับ
พุทธะจี้กง : (นำพาชิวเซิงเข้าไปในห้องพัก) ศิษย์เรา! ช่างประจวบเหมาะจริงๆ พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์มาที่นี่พอดี รีบเข้าไปคารวะเร็ว
ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์ : เมธีไม่ต้องมากพิธี พุทธะจี้กงก็ไม่ต้องเกรงใจ
ชิวเซิง : พระโพธิสัตว์ ท่านสบายดีไหมครับ?
พระโพธิสัตว์ : เราสบายดี เธอล่ะสบายดีไหม?
ชิวเซิง : ด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์ ผู้น้อยสบายดีครับ จริงสิครับ! ผู้น้อยมักจะได้ยินคำว่า “ห้องพักของเทียนเต้า” อยู่บ่อยๆ แต่ทำไมถึงไม่เคยได้ยินว่ามีห้องพักของศาสนาอื่นๆบ้างเลยล่ะครับ?
พระโพธิสัตว์ : เพราะนี่คือแรงปณิธานอันยิ่งใหญ่ของบรรพจารย์องค์แรกที่ปกปักคุ้มครอง จึงมี “ห้องพักของเทียนเต้า” เกิดขึ้น อีกทั้ง “เทียนเต้า” มีลำดับการสืบทอดชีพจรธรรม ทั้งยังประสบความสำเร็จในการกล่อมเกลาสั่งสอน ทำให้ผู้บำเพ็ญธรรมของ “เทียนเต้า” ได้อาศัยใบบุญและสามารถพักอยู่ในห้องพักนี้
ชิวเซิง : ในเมื่อเป็นเช่นนี้ “หลวนเหมิน” ก็มีประวัติศาสตร์ในการสืบทอดชีพจรธรรมมาอย่างยาวนาน และยังกล่อมเกลาสั่งสอนอยู่ไม่ขาด อีกทั้งยังมีสาขามากมาย แล้วอย่างนี้จะมีห้องพักเฉพาะของ “หลวนเหมิน” หรือไม่?
พระโพธิสัตว์ : หากพูดถึง “หลวนเหมิน” เมื่อผู้บำเพ็ญธรรมของ “หลวนเหมิน” ละกายสังขารก็จะมีเทพของแต่ละสำนักธรรมเป็นผู้นำพาไปที่สวรรค์ทักษิณ ดังนั้นจึงไม่ได้จัดตั้ง “ห้องพักของหลวนเหมิน” ขึ้น
ชิวเซิง : ถ้าหากผู้บำเพ็ญของ“หลวนเหมิน”ไม่มีบุญกุศลมากพอที่จะได้ขึ้นสวรรค์ หรือมีบาปกรรมที่ต้องรับการไต่สวนจะทำอย่างไรล่ะครับ?
พระโพธิสัตว์ : ก็รอใน “ห้องพักของเทียนเต้า” ไง
ชิวเซิง : ไม่มีห้องพักพิเศษของ“หลวนเหมิน” แต่ต้องไปอาศัยพักที่ “ห้องพักของเทียนเต้า” เป็นเพราะอะไรกันครับ ทำไมไม่จัดตั้ง“ห้องพักของหลวนเหมิน”?
พระโพธิสัตว์ : ถึงแม้ว่า “หลวนเหมิน” จะมีสาขาอยู่มากมาย แต่การปฏิบัติงานแบบประสานงานกันเป็นระบบกลับมีน้อย อีกทั้งไม่มีมหาปณิธานของบรรพจารย์มารองรับ กล่าวคือแบ่งเป็นสาขาใครสาขามัน น้อยนักที่จะติดต่อประสานงานกันและสนับสนุนช่วยเหลือส่งเสริมซึ่งกันและกัน ส่วน “เทียนเต้า” นั้น ถึงแม้จะแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆมากมาย แต่ระหว่างกลุ่มต่างๆและอาณาจักรธรรมต่างๆกลับมีการช่วยเหลือส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาจารย์บรรยายธรรมก็ส่งเสริมช่วยเหลือกันและกัน เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน มีการรวมกลุ่มสืบทอดองค์กร เพราะมีแรงปณิธานรวมกันจึงเกิดเป็นพลัง
ชิวเซิง : พระโพธิสัตว์ครับ ตามความคิดเห็นอันตื้นเขินของผู้น้อย ผู้น้อยคิดว่า “หลวนเหมิน” ควรมีห้องพักเฉพาะของ “หลวนเหมิน” เองถึงจะถูก
พระโพธิสัตว์ : งั้นต้องให้เราปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาใหม่อีกครั้ง
ชิวเซิง : กราบขอบคุณพระโพธิสัตว์ที่เห็นด้วยโดยนัย
พุทธะจี้กง : พวกเราควรไปกันได้แล้วล่ะ
ชิวเซิง : ผู้น้อยกราบลาพระโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์ : เมธีอาจารย์-ศิษย์เดินทางดีๆนะ
ชิวเซิง : (เบื้องหน้าปรากฏแสงฟ้าผ่าขึ้นหลายครั้ง มีหลายคนถูกฟ้าผ่า ทั้งตัวไหม้เกรียม มีกลิ่นไหม้ของซากศพที่เหม็นมาก ตรงที่โดนฟ้าผ่าค่อยๆมีหนอนแมลงวันมากมายมารวมกัน ทำให้ใจคอรู้สึกห่อเหี่ยว เห็นแต่หนอนแมลงวันดิ้นกันยั้วเยี้ยทั้งในตา ในปาก และไต่ไปทั่วร่างกายของพวกเขาเหล่านั้น พาให้ใจเกิดความหวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล กลางเวหามีนกตัวใหญ่ตัวหนึ่งบินมา ดูเหมือนอีแร้งและก็ดูเหมือนนกเขา กรงเล็บเหมือนไก่ ตัวเหมือนผีเสื้อ หัวเหมือนแมว ปากเหมือนเหยี่ยว ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ประหลาดอะไร เจ้านกประหลาดนี้ไม่ใช้ปากกินอาหาร แต่กลับใช้หางทิ้งสิ่งที่มีปากยาวๆคล้ายช้างออกมาดูดอวัยวะเพศของคนเหล่านั้นแทน จากนั้นก็มีแกะสามตัวร้องเหมือนวัวเสียงแหบใช้เขาของมันแทงไปที่ร่างของคนบาปเหล่านั้น ก้มหัวดันร่างของคนเหล่านั้นให้กลิ้งตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่ ไม่รู้ว่าก้นหลุมลึกแค่ไหนเพราะมีเปลวไฟปกคลุมอยู่หนาแน่น แสงฟ้าแลบฟ้าผ่าเหมือนแสงไฟในดิสโก้เทคเป็นอย่างยิ่ง บนปากหลุมมียักษ์กลุ่มหนึ่งใช้หอกง่ามแทงซ้ำไปที่ร่างของคนเหล่านั้น ตอนนี้ท่านเซียนกวนมาถึงแล้ว) ท่านเซียนกวนครับ คนเหล่านี้ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
เซียนกวน : คนเหล่านี้ตอนที่มีชีวิตอยู่ล้วนเป็นผู้ที่ประพฤติผิดในกามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นจึงต้องรับโทษเช่นนี้
ชิวเซิง : มันคือเรื่องอะไรหรือครับถึงได้ลงโทษเช่นนี้?
เซียนกวน : ลองสอบถามวิญญาณบาปดู (ขุนพลทั้งสองควบคุมตัวชายฉกรรจ์อายุประมาณ 30 ปีคนหนึ่งเข้ามาแล้ว)
ชิวเซิง : เขาน่าสะอิดสะเอียนน่าขยะแขยงอย่างนี้ แล้วจะสัมภาษณ์เขาได้อย่างไรกัน?
พุทธะจี้กง : เดี๋ยวอาจารย์ใช้อิทธิฤทธิ์
วิญญาณบาป : พวกท่านคือใครกัน?
ชิวเซิง : เราคือพู่กันทรงแห่งสำนักก่งเหิงถัง ผู้รับเทวราชโองการจากเง็กเซียนฮ่องเต้ให้มาท่องเที่ยวนรกอเวจี ตอนนี้ให้เธอนำเรื่องที่ทำผิดไว้ตอนสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่เล่าออกมาให้ละเอียด
วิญญาณบาป : ฉันแซ่เลี่ยว ตอนที่มีชีวิตอยู่เป็นเพราะครอบครัวมีอันจะกินจึงมีนิสัยขี้เกียจสันหลังยาว ตลอดทั้งวันไม่ได้ทำงานอะไร และมักจะไปเที่ยวที่สถานบันเทิงบ่อยๆ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แปดเปื้อนกามตัณหาจนถลำลึกเลยเถิดและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ นานวันเข้าจู่ๆก็เกิดความคิดพิสดารขึ้น หลายครั้งที่เห็นพวกเด็กสาวออกมาเที่ยวสถานที่แบบนี้แล้วเพลิดเพลินจนลืมกลับบ้าน ฉันก็มักจะใช้คำพูดที่หวานไพเราะ สวมเสื้อผ้าที่ดูดีมีระดับ ใส่ทองหยองเครื่องประดับ เดินทางด้วยรถลีมูซีนอันโก้หรู ทำให้เด็กสาวติดกับและจบลงด้วยการมีเพศสัมพันธ์กันอย่างรื่นเริง ต่อมาฉันก็ตายเพราะติดเชื้อกามโรค ได้รับการลงโทษในนรกขุมต่างๆจนกระทั่งมาถึงที่นี่ รับโทษทัณฑ์โดยไม่ได้หยุดพัก และยังจะต้องรับโทษหนักยิ่งขึ้นไปอีก อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า
ชิวเซิง : ตอนนี้เธอจะต้องรู้จักสำนึกขอขมากรรมอย่างจริงใจ หมั่นสวดท่องพุทธนามของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์และพุทธนามของพระโพธิสัตว์กวนอิมบ่อยๆ ถึงแม้ว่าร่างกายจะได้รับการลงโทษที่ทุกข์ทรมาน แต่ถ้าหากใจไม่ลืมพุทธนาม มีสัมมาสติตั้งใจระลึกสวดท่อง วันหนึ่งในอนาคตจะต้องสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้
วิญญาณบาป : ขอบคุณที่แจ้งข่าวอันประเสริฐเช่นนี้ ฉันจะจดจำเอาไว้ในใจ
พุทธะจี้กง : คืนนี้ดึกแล้ว กลับกันเถอะ
เซียนกวน : น้อมส่งพุทธะจี้กงและท่านเมธี
ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนที่ช่วยอำนวยความสะดวก
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์