พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา วิญญาณจงออกจากร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ คืนนี้จะมีภารกิจพิเศษอะไรหรือครับ?
พุทธะจี้กง : ทำไมถามอย่างนี้?
ชิวเซิง : เพราะว่าเห็นสีหน้าของพระอาจารย์แสดงออกถึงความมีเมตตา ไม่เคร่งขรึมเท่าครั้งที่ผ่านๆมา ศิษย์จึงถามเช่นนี้
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราเจ้าช่างสังเกตนัก คืนนี้มีเรื่องพิเศษกว่าทุกๆครั้งจริงๆ
ชิวเซิง : เป็นเรื่องอะไรหรือครับ?
พุทธะจี้กง : ถึงแล้วเดี๋ยวค่อยบอก
ชิวเซิง : (เดินทางมาถึงตำหนักนรกขุมที่เก้า ท่านเซียนกวนมารออยู่ก่อนแล้ว)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรารีบเข้าไปคารวะท่านเซียนกวน
ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี คารวะท่านพุทธะจี้กง เชิญตามเรามา
ชิวเซิง : (เดินตามหลังท่านเซียนกวนลงไปที่ใจกลางโลก ท่านเซียนกวนนำพาเข้าสู่อาคารแขกผู้มีเกียรติ มองดูภายนอกตัวอาคารลักษณะการก่อสร้างดูคล้ายเจดีย์ปา-กว้า อาคารทั้งหลังสร้างขึ้นจากไม้จันทน์หอมชั้นเลิศ นอกจากมีสิงโตทองแดงนั่งรักษาความสงบแล้ว ด้านบนยังมีนกกระจอกขาว มองดูสง่างาม ภายในตัวอาคารประดับตกแต่งด้วยดอกไม้หอม มีคทาวัชระเป็นเสา มีฉัตรหนึ่งคู่ พัดสุริยันจันทราหนึ่งคู่ มีกลิ่นหอมประหลาดอ่อนๆโชยมา สูดดมแล้วเพิ่มพลังสมาธิเป็นร้อยเท่า ช่างยอดเยี่ยมมหัศจรรย์จริงๆ มองตรงเบื้องหน้า ด้านบนมีภาพแกะสลักของสามอริยเจ้า ส่วนข้างหลัง ด้านบนมีภาพหมื่นพระพุทธะ ทางด้านซ้ายมีภาพพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์และพญายมทั้งสิบขุม ทางด้านขวามีภาพพระศรีอาริยเมตไตรยและถ้ำที่อยู่อาศัยของเหล่าเทพเซียนต่างๆ แต่ทว่าถ้ำที่อยู่อาศัยของเหล่าเทพเซียนกลับดูคล้ายถ้ำที่ไม่มีใครพักอาศัยอยู่ ไม่รู้ว่ากำลังรอคอยให้ผู้ที่มีบุญสัมพันธ์เข้าไปพักอาศัยอยู่ใช่หรือไม่? ส่วนภาพหมื่นพระพุทธะ พระพุทธะก็ดูกระจัดกระจายไม่ต่างอะไรกัน ไม่รู้ว่ากำลังรอคอยผู้ที่มีบุญสัมพันธ์ประจักษ์ในพุทธผลอยู่ใช่หรือป่าว? แล้วที่ด้านหลังของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์และพญายมทั้งสิบขุมก็มีเวไนย์มากมายราวกับดวงดาวที่ดารดาษปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น แต่กลับดูเหมือนว่าเวไนย์เหล่านั้นบางครั้งก็ปรากฏรูปกายเป็นเทพ เซียน พุทธะ โพธิสัตว์ บางครั้งก็ปรากฏรูปกายเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่รับทุกข์สภาพน่าเวทนา ไม่รู้ว่านี่คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเวไนย์ทั้งหลายเดิมทีก็คือพุทธบุตรจากแดนนิพพาน เมื่อมาเกิดกายบนโลกแล้วก็ลุ่มหลง ลืมโฉมหน้าเดิมแท้ของตัวเอง จมปลักอยู่ในความรักความปรารถนาในวัตถุ รวมทั้งความโลภ โกรธ หลง สามพิษร้ายในโลกโลกีย์นี้ไม่ยอมรู้ตื่นใช่หรือไม่?)
เซียนกวน : ทุกท่านเชิญนั่ง
ชิวเซิง : (ทุกคนต่างหาที่นั่งนั่ง ดนตรีสลับสับเปลี่ยนกันบรรเลงเองเป็นช่วงๆ นางฟ้าโปรยบุปผาลงมา เพียงชั่วพริบตาสถานที่นี้ก็ดูมีชีวิตชีวาอีกทั้งไม่สูญเสียความสง่างามน่าเกรงขาม ทันใดนั้นก็ปรากฏแสงสีทองเป็นระยะๆ ที่แท้สามอริยเจ้าแห่งแดนสุขาวดี ซึ่งก็คือพระอมิตาภะพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์กวนอิม และพระโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ รวมทั้งพระมหาไวโรจนพุทธเจ้า พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า พร้อมด้วยแปดเซียนระดับ บน กลาง ล่าง พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ พญายมทั้งสิบขุม และเซียนพุทธะทั้งหลายต่างเสด็จมาถึงแล้ว ทันใดนั้นในที่ชุมนุมก็ประกาศว่า “ทุกท่านสำรวมเคารพ น้อมสดับฟังเสียงธรรม”)
พระอมิตาภะพุทธเจ้า : สาธุ! สาธุ! พุทธะ โพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย! คืนนี้เพราะคล้อยตามเหตุปัจจัยจึงมาที่นี่ เราไม่เคยมายังแดนยมโลกแห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมา แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งเวไนย์ในแดนยมโลก แท้จริงแล้วเวไนย์ก็คือพุทธบุตรขององค์ธรรมมารดา ก็เพราะในครั้งอดีต บ้างเพราะสมควรกับเวลาแห่งกัป บ้างเพราะสนองตามเกณฑ์วาระ บ้างเพราะเวทนาสงสารเวไนย์ จึงตั้งปณิธานลงมาฉุดช่วยพี่น้องบนโลก แต่เพราะลุ่มหลงอยู่ในโลกโลกีย์นี้ นับวันกามตัณหาก็ยิ่งคุโชน ดังนั้นจิตเดิมแท้แห่งตถาคตจึงถูกบดบัง สร้างบาปกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพราะจิตเดิมแท้เลอะเลือนลุ่มหลง มีสามพิษร้าย โลภ โกรธ หลง เป็นอุปสรรคขัดขวาง ไม่ยอมปล่อยวางโลกแห่งความเสื่อมทั้งห้าประการ ถึงแม้ว่าเราจะใช้พุทธานุภาพแต่ก็สุดวิสัยที่จะฉุดช่วยได้ มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่จะสามารถช่วยตัวเองได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? ก็เพราะว่าพลังจากภายนอกจะถ่ายทอดให้ แต่ตัวเองกลับไม่ยอมขอคำชี้แนะ ต่อให้ต้าหลัวจินเซียนก็ไม่สามารถฉุดช่วยได้! แล้วนับประสาอะไรกับเวไนย์ที่เวียนว่ายตายเกิดได้รับความทุกข์ยากอยู่ในหกภูมิวิถีมาแล้วหลายกัปหลายภพชาติอย่างโชกโชนจนกลายเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญา หลงลืมว่าตัวเองคือใคร พุทธจิตถูกบดบัง มีเพียงพุทธะและโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเท่านั้นที่รู้ตื่นไม่เขลาหลง เราขอฝากพวกท่านทั้งหลายอย่าได้ทอดทิ้งเวไนย์ที่ลุ่มหลง ใช้กุศโลบายต่างๆนำคนหลงเข้าสู่ความตื่นแจ้ง ละบาปบำเพ็ญบุญ ศาสนาต่างๆ นิกายต่างๆ จะต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลังความสามารถในการปกโปรดฉุดช่วยเวไนย์ บัดนี้เมตเตยะโพธิสัตว์มหาสัตว์รับสนองเกณฑ์วาระของยุคท้ายปลายสัทธรรม รับภาระปกโปรดกล่อมเกลาฉุดช่วยเวไนย์เก็บงานขั้นสมบูรณ์
พระศรีอาริยเมตไตรย : พุทธองค์ทรงเมตตา ไม่ทอดทิ้งแกะน้อยที่หลงทาง พวกเราจะปฏิบัติตามคำโอวาท ถึงแม้จะผ่านไปร้อยพันหมื่นกัป ขอปฏิญาณว่าจะปฏิบัติตามคำสอนของตถาคต
พระอมิตาภะพุทธเจ้า : สาธุ! เมตเตยยะโพธิสัตว์มหาสัตว์! บัดนี้ท่านได้กล่าวคำอันเป็นสัจพจน์ เราขอกำชับพุทธะโพธิสัตว์ทั้งหลาย โลกมนุษย์นี้มีธรรมวิถีมากมายให้เวไนย์ทั้งหลายได้บำเพ็ญปฏิบัติ ถึงแม้นว่าเวไนย์จะไม่สามารถบำเพ็ญจนบรรลุถึงเงื่อนไขตามมาตรฐานการรับอนุเคราะห์เวไนย์เข้าสู่แดนวิสุทธิภูมิต่างๆของพวกท่าน หากแต่เวไนย์มีความปรารถนาที่จะไปเกิดยังแดนวิสุทธิภูมิของเมตเตยยะ ก็ขอให้พวกท่านพุทธะโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยปกปักคุ้มครอง นำพาเวไนย์ไปเกิดยังแดนวิสุทธิภูมิของเมตเตยยะด้วยเถิด
โพธิสัตว์กวนอิมเป็นตัวแทนของเหล่าพุทธะโพธิสัตว์ทั้งหลายในที่ชุมนุมกล่าวว่า : ขอพระพุทธองค์โปรดอย่าได้เป็นกังวล พวกเราจะปฏิบัติตามคำโอวาท ถึงแม้ว่าเวไนย์บนโลกมนุษย์จะบำเพ็ญปฏิบัติในธรรมวิถีต่างๆ แล้วไม่สามารถบรรลุถึงจิตอันวิสุทธิ และไม่สามารถเข้าสู่วิสุทธิภูมิของพวกเราได้ พวกเราก็จะปกปักคุ้มครองพวกเขาตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ให้พวกเขาทั้งหลายได้ไปเกิดในแดนวิสุทธิภูมิของเมตเตยยะ
พระอมิตาภะพุทธเจ้า : บัดนี้พู่กันทรงมือเอกแห่งสำนักก่งเหิงถังบนโลกมนุษย์ ได้รับเทวราชโองการให้พุทธะจี้กงนำพามาท่องเที่ยวนรกอเวจีทุกสัปดาห์ เพื่อประพันธ์หนังสือธรรมะถ่ายทอดสู่โลกมนุษย์ เราดีใจยิ่งนัก รีบนำพู่กันทรงมาพบเราหน่อย
(เวลานี้พระโพธิสัตว์กวนอิมลงจากอาสนะแล้วนำพาชิวเซิงมาเบื้องหน้า)
ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะพระอมิตาภะพุทธเจ้า
พระอมิตาภะพุทธเจ้า : เมธีไม่ต้องมากพิธี! เธอสวดภาวนานามของเรา เราจะบอกว่าเธอคือเวไนย์ได้อย่างไร เธอคือพุทธะ พุทธะก็คือเธอ ทุกๆคนต่างก็มีพุทธจิต อยู่ที่ฝีมือความสามารถของแต่ละคนว่าจะสามารถชำระล้างจิตได้ตื้นลึกขนาดไหนเท่านั้นเอง เราถ่ายทอดแจกันกับกิ่งหยางให้เธอ นับจากนี้ไปเพิ่มระดับการบำเพ็ญปฏิบัติให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น หวังว่าเธอจะเหมือนกับโพธิสัตว์กวนอิมและโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ สามารถสดับฟังเสียงและปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่มวลเวไนย์ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถนิรมาณกายได้พันร้อยโกฏิ แต่ก็สามารถทำให้เวไนย์ผู้ทุกข์ยากได้รับพระคุณ
ชิวเซิง : ผู้น้อยด้อยสติปัญญา เกรงว่าจะทำให้พระพุทธองค์ต้องผิดหวัง
พระอมิตาภะพุทธเจ้า : มีความจริงใจอย่างถึงที่สุด ศิลาทองคำยังแตกออกได้ อย่าได้ดูแคลนพลังปณิธานและความสามารถของตัวเอง พุทธะโพธิสัตว์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เคยผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผ่านความทุกข์ยากนานัปการ บำเพ็ญท่ามกลางความทุกข์ยากทีละขั้นทีละตอนจนสำเสร็จโพธิ มีปัญญาที่ไร้สิ่งกีดขวาง (ครั้นแล้วพระอมิตาภะพุทธเจ้าก็ใช้พระหัตถ์สัมผัสที่ศีรษะของชิวเซิงแล้วกล่าวว่า : “พึงรู้การสนองเกณฑ์วาระของเมตเตยยะโพธิสัตว์ อาณาจักรธรรมเหวยซินจงแห่งสำนักก่งเหิงถัง เธอต้องปกป้องอย่างถึงที่สุด ชาติที่แล้วเธอบำเพ็ญกุศลและปัญญาจนสำเร็จ วันนี้จึงมีโอกาสได้มาท่องเที่ยวนรกอเวจีประพันธ์หนังสือ วิญญาณบาปในคุกทั้งหมดที่ได้รับการฉุดช่วยล้วนแล้วแต่เป็นวิญญาณบาปที่เธอตัดสินคุมขังด้วยตัวเองนับตั้งแต่สร้างนรกอเวจีขึ้นมา บัดนี้จึงได้รับการฉุดช่วยตามเหตุปัจจัยตอบสนอง ท่ามกลางฟ้าดินนี้เดิมทีไม่มีนรกอเวจีมาก่อน แต่เพราะเวไนย์แต่ละกัปสร้างบาปกรรมอย่างต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า จิตใจของเธอมีความสงสาร ทนไม่ได้ที่เห็นคนดีถูกรังแก จึงสร้างนรกอเวจีขึ้นมาพร้อมด้วยกฎที่เข้มงวด ทำให้ต่อมาในภายหลังนรกทั้งสิบขุมสามารถเพิ่มโทษตามกฎเพื่อตักเตือนชาวโลก แท้ที่จริงแล้วเพราะเธอทุ่มเทแรงกายแรงใจ ตอนนี้เธอควรสนองโอกาสแห่งเหตุปัจจัยนี้ อาศัยช่วงระหว่างที่ท่องเที่ยวประพันธ์หนังสือ ค่อยๆปลดปล่อยวิญญาณบาปที่ถูกเธอคุมขังไว้ นั่นคือความโชคดี!”)
ชิวเซิง : ผู้น้อยเข้าใจแล้วครับ
พระอมิตาภะพุทธเจ้า : พวกเรากลับเถอะ
ชิวเซิง : ผู้น้อยน้อมส่งพระพุทธะและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกๆท่าน
พุทธะจี้กง : กลับเถอะ
ชิวเซิง : ขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองที่ช่วยเหลือ
เซียนกวน : ท่านเมธีค่อยๆไป น้อมส่งท่านพุทธะจี้กง
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เรา วิญญาณจงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์