พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
แล่นลงตรงใจกลางโลกเยี่ยมชมวิญญาณบาป
อเวจีจนถึงตราบ ณ บัดนี้ยังคงมี
พระสงฆ์และนักพรตที่รีดทรัพย์อยู่ในนี้
ชำระล้างหกอินทรีย์ไม่ปรานีไฟคุโชน
พุทธะจี้กง : ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือนักพรต เดิมทีควรมีความประหยัดมัธยัสถ์และซื่อสัตย์สุจริต ควรขจัดความละโมบในทรัพย์สินเงินทอง แต่กลับมีผู้บำเพ็ญจำนวนไม่น้อยที่อาศัยการบำเพ็ญมาแสวงหาชื่อเสียงลาภยศ ขูดรีดทรัพย์สินจากผู้มีจิตศรัทธา แล้วจะไม่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกทอดถอนใจได้อย่างไรกัน ผู้ที่ทุศีลเพียงไม่กี่คนกลับทำให้ผู้บำเพ็ญที่รักษาศีลวินัยบริสุทธิ์จำนวนมากต่างพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เหมือนปลาเน่าที่อยู่ในข้อง ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดต่อภาพลักษณ์ของผู้บำเพ็ญธรรม ปลูกฝังความคิดอันไม่ถูกต้องที่มีต่ออาณาจักรธรรม คิดว่าอาณาจักรธรรมหรือวัดวาอารามเป็นสถานที่ขูดรีดทรัพย์ เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ทำลายประเพณีให้ตกต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีการบัญญัติกฎหมายออกมาปราบปรามกวาดล้างคนที่แอบอ้างตัวเป็นเทพหลอกลวงผู้อื่น แต่ก็ยากที่จะสามารถปราบปรามให้ถึงที่สุดได้ สุดท้ายก็เลยจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปลงโทษในนรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนรกอเวจีทั้ง 18 ขุมที่อยู่ลึกลงไปใจกลางโลก ความร้อนนั้นร้อนจนไม่สามารถจะพูดออกมาเป็นคำพูดได้ ความทุกข์นั้นทุกข์จนไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด ดังนั้นหวังว่าผู้บำเพ็ญที่อยู่บนโลกมนุษย์จะสามารถยึดมั่นอยู่ในความถูกต้องชอบธรรม อย่าได้เป็นเพราะเกิดความละโมบในทรัพย์สินเงินทองเพียงชั่วขณะจึงขูดรีดทรัพย์สินของผู้อื่น ทำลายพระธรรมให้เสื่อมเสีย เอาล่ะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานหนึ่งที วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบนั่งบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้ (ตลอดทางมืดมิดไม่เห็นแสงเงาใดๆ แต่กลับมีลมหนาวเป็นระยะๆ รู้สึกเย็นยะเยือก แล้วฉับพลันก็กลับกลายเป็นร้อนอบอ้าวขึ้นมา)
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา ที่อยู่เบื้องหน้านั้นคือท่านเซียนกวนและขุนพลอีกสองท่านซึ่งมารอคอยพวกเราอยู่นานแล้ว เจ้ารีบเข้าไปแสดงความคารวะเร็ว
ชิวเซิง : คารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : มิกล้าๆ! ท่านพุทธะจี้กงและท่านพู่กันทรงมือเอกชิวเซิงมาถึงขุมนรกของเรา พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างที่สุด
พุทธะจี้กง : ท่านเซียนกวนถ่อมตนแล้ว เปิดประตูคุกเถอะ พวกเราจะได้เข้าไปสัมภาษณ์ด้านใน
เซียนกวน : ได้ๆ ! (รีบเอากุญแจออกมาเปิดประตูคุก)
ชิวเซิง : (เห็นด้านบนของประตูคุกมีป้ายเขียนว่า“นรกอเวจี” ทั้งด้านซ้ายและด้านขวามีสิงโตทองแดงซึ่งตอนนี้มันสั่นเล็กน้อยพร้อมทั้งพ่นไฟออกมาจากปาก เปลวไฟนั้นยาวประมาณ 20 เมตร ภายในคุกเห็นแต่เปลวไฟที่คุโชนพวยพุ่งออกมาจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง ในขณะเดียวกันก็พวยพุ่งจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน ทั้งสองด้านซ้ายขวาต่างก็ลุกไหม้ในเวลาเดียวกัน คนที่อยู่ในนั้นคิดอยากจะหลบหลีกแต่ก็ไม่สามารถที่จะหลบหลีกได้เลย ท่านเซียนกวนหยิบธงบัญชาการออกมา แล้วเปลวไฟทั้งหมดก็หยุดลง)
เซียนกวน : ท่านเมธีชิว โปรดเตรียมสัมภาษณ์วิญญาณบาป
พุทธะจี้กง : หาผู้บำเพ็ญที่รีดทรัพย์ของผู้อื่นมาทำการสัมภาษณ์
เซียนกวน : เอาคนนี้เถอะ
ชิวเซิง : ไม่ทราบว่าท่านแซ่อะไร?
วิญญาณบาป : แล้วท่านล่ะเป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่?
ชิวเซิง : เราคือพู่กันทรงมือเอกจากสำนักก่งเหิงถัง เมืองฟงเอวี๋ยน ได้รับเทวราชโองการจากเง็กเซียนฮ่องเต้ มาที่นี่เพื่อสัมภาษณ์วิญญาณบาปว่าตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้ และรวบรวมตัวอย่างการลงโทษต่างๆ ประพันธ์เป็นหนังสือบันทึกการเดินทาง ถ่ายทอดสู่โลกมนุษย์เพื่อเตือนชาวโลกให้ตื่นตัว ละความชั่วหันมาทำความดี
วิญญาณบาป : อาตมาทั้งหิวและกระหายน้ำเหลือเกิน ได้โปรดบริจาคอาหารและเครื่องดื่มให้อาตมาที
ชิวเซิง : จริงสิ! ที่นี่จะมีร้านหมี่หรือโรงอาหารด้วยหรือ? งั้นเราขอนิมนต์ท่านฉันได้ไม่อั้นจนกว่าจะอิ่ม
พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! ที่นี่คือแดนลงทัณฑ์ ไหนเลยจะเหมือนกับโลกมนุษย์ที่มีอาหารและเครื่องดื่มให้นักโทษที่ถูกคุมขังได้ดื่มกิน อาจารย์มียาทิพย์ให้เขากิน
ชิวเซิง : (หยิบยาให้วิญญาณบาป)
วิญญาณบาป : หลังจากที่ได้ฉันยาทิพย์แล้วก็ไม่รู้สึกหิวกระหาย ขอบคุณทุกท่าน อาตมาแซ่โจว เป็นคนไหลหยางในสมัยราชวงศ์ฉิน เกิดในครอบครัวที่ยากจน เพราะครอบครัวยากจนจึงดำรงชีวิตด้วยความยากลำบาก อนาคตมืดมน ดังนั้นในขณะที่อาตมาเริ่มจะมีความรู้ พ่อแม่ก็ส่งอาตมาไปบวชที่วัดให้อาจารย์รับเลี้ยง จากนั้นเป็นต้นมาอาตมาก็ตัดขาดจากโลกภายนอก ทุกวันอยู่หน้าองค์พระพุทธปฏิมา ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ตั้งแต่เช้าตรู่ก็ต้องลุกขึ้นมาสวดมนต์ท่องพระสูตรต่างๆ ยามอิ๋น(ช่วงตีสามถึงตีห้า)ก็ต้องออกไปหาบน้ำ ตอนเที่ยงวันก็เป็นเวลาฉันอาหาร ตอนบ่ายก็ต้องไปตัดฟืน ตอนกลางคืนก็ต้องสวดมนต์และฟังพุทธธรรมจากเจ้าอาวาส
ชิวเซิง : ที่เล่ามานี้ควรจะมีมหากุศลได้ไปเกิดยังแดนวิสุทธิภูมิถึงจะถูก แล้วเหตุใดจึงตกนรกได้?
วิญญาณบาป : ตอนที่อาตมาอายุ 20 ปี มักจะเห็นคนอื่นๆมีของกินดีๆให้กินดื่มอย่างเหลือเฟือ ทั้งยังได้สวมใส่ของดีๆ ใช้ของดีๆ ในใจของอาตมาเกิดความอิจฉายิ่งนัก เวลาที่ตรวจนับเงินค่าน้ำมันงา อาตมาก็เริ่มยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง วันแล้ววันเล่าจนได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะ ต่อมาเป็นเพราะศึกษาพุทธธรรมอยู่หลายปีอีกทั้งมีพระอุปัชฌาย์คอยอุปถัมภ์ค้ำชูเสนอให้ออกไปตั้งวัดใหม่ เจ้าอาวาสเห็นว่าอาตมามีความสามารถดังนั้นจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ในเวลาไม่ถึงสามปีทรัพย์สินเงินทองที่ได้มายังมากมายยิ่งกว่าขุนนางตำแหน่งเอวี๋ยนไว่และพวกคหบดีเสียอีก เช่นนี้จึงทำให้อาตมาไม่รู้จักสำนึกผิดแก้ไขกลับตัว กลับยิ่งถลำลึก เพราะเหตุนี้จึงถูกพญายมประณามว่า “เป็นผู้บำเพ็ญธรรมแต่ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เวไนย์ กลับทำตัวเป็นแบบอย่างที่เลว” และลงโทษให้อาตมารับโทษในนรกเฉือนมือ นรกเฆี่ยนใจ นรกผ่าลำไส้ และนรกทุบใจ บุญกุศลในชาติที่แล้วเหลือเพียงแค่เอาไว้ไปเกิดและใช้ในวันข้างหน้า ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ถูกส่งตัวมาขังที่นี่ ทุกวันต้องเผชิญกับไฟคุโชนเผาร่าง ช่างโหดเหี้ยมทารุณจริงๆ
เซียนกวน : คนที่สวมชุดของผู้บำเพ็ญธรรมแต่มีพฤติกรรมอันมิชอบเยี่ยงนี้ ได้รับการลงโทษเช่นนี้ยังถือว่าเบาเกินไปสำหรับเจ้าด้วยซ้ำ
ชิวเซิง : คิดไม่ถึงเลยว่าการรีดทรัพย์จะบาปหนักขนาดนี้ ขอเตือนผู้บำเพ็ญบนโลกมนุษย์ จะต้องมีความเคารพเทิดทูนธรรม บำเพ็ญกุศลอย่างแท้จริง บ่มเพาะตนเองหล่อหลอมพุทธจิตจึงจะเป็นผู้บำเพ็ญธรรมอย่างแท้จริง
พุทธะจี้กง : ถูกต้อง! ดึกมากแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ!
เซียนกวน : น้อมส่งเมธีอาจารย์-ศิษย์
ชิวเซิง : กราบขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงรีบกลับเข้าร่างเถอะ
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์
ที่เมืองเกาสง นาย ก. อายุ 70 ปีแล้ว ได้แต่งงานกับหญิงสาวอายุ 24 ปี ในปีต่อมาได้ให้กำเนิดบุ...