ในสมัยราชวงศ์ถัง มีบุคคลหนึ่งแซ่จาง ( เตีย ) ชื่อเรียกกันว่ากงอี้ ( กงโง่ย ) มีความฉลาดเฉลียวตั้งแต่เป็นเด็ก อายุหกขวบก็ฝากให้เรียนหนังสือ อาจารย์รับไว้เป็นเด็กนักเรียนชั้นเล็ก หนังสือที่อ่านผ่านจะจำได้แล้วท่องได้ มีจิตใจอ่อนโยน ทั้งรู้ด้วยว่าความดีทั้งหลายมีกตัญญูเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้นจึงตามใจพ่อแม่ หน้าหนาวก็ทำที่นอนให้อุ่นโดยเอาตัวซุกในผ้าห่มก่อนแล้วค่อยให้พ่อแม่เข้านอน หน้าร้อนก็จะพัดโบกห้องนอนให้เย็น จะเอาใจใส่ทั้งเช้าและเย็น
มีอยู่วันหนึ่ง มารดาให้ไปเลี้ยงวัว ไม่กล้าขัดขืนออกไปปล่อยวัวอย่างระมัดระวัง ไม่นานนักก็ไล่วัวกลับมาแล้วผูกไว้กับต้นไม้ คิดจะไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ บังเอิญบิดามาแต่ข้างนอกโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเห็นบุตรยังไม่ไปโรงเรียน คิดว่ากงอี้หนีเรียนก็เข้าไปดุด่าบุตรชายกงอี้ถูกดุด่าก็ไม่กล้าว่ามารดาใช้ให้มาเลี้ยงวัว จึงรับจัดแจงไปโรงเรียนอาจารย์เห็นสีหน้าไม่ดีก็ถามกงอี้ว่าเป็นอะไร กงอี้ก็บอกว่า ตอนเช้าคนดูแลวัวยังไม่มา มารดาเรียกให้ข้าไปเลี้ยงวัวจึงมาโรงเรียนสายถูกบิดาดุว่าอาจารย์จึงกล่าวว่า ทำไมเจ้าไม่บอกว่ามารดาใช้ให้ไปเลี้ยงวัว กงอี้ก็สะอื้นว่ากลัวบิดามีความโกรธจะไปว่ามารดา อาจารย์ก็ถอนหายใจพูดว่า ผู้เป็นบุตรเขาต้องรู้ว่า ความดีทั้งหลาย กตัญญูเป็นอันดับแรก ยังเป็นเด็กเล็กก็รู้จักตามใจบิดามารดาได้เช่นนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง ต่อไปภายภาคหน้าย่อมเป็นเสาหลักใหญ่ นี่ก็คือขันติหนึ่งของท่านกงอี้ ต่อมาก็มีผู้เขียนกลอนให้ดังนี้
เมื่อเล็กเรียนหนังสือฝึกมหาปราชญ์ ปรนนิบัติพ่อแม่ปลื้มปราบมีปีติ
อดทนเจ็บไม่เคืองมีสติ ร้อยขันติเป็นหนังสือบทที่หนึ่ง