กล่าวคือกงอี้ได้ไปที่บ้านญาติชื่อ ตั้งชื้อ เห็นบริเวณใกล้ตัวบ้านมีข้าวสุกตกเรี่ยราดมากมาย ประมาณดูแล้วร่วม ๆ ถัง พอเดินถึงตัวบ้านก็เห็นข้าวสารบริเวณชายคาบ้าน พอกงอี้ได้พบกับตั้งชื้อก็เอ่ยปากถามว่า ท่านพี่ตั้ง บริเวณบ้านของท่านทำไมจึงมีข้าวตกอยู่บนพื้น นายชื้อตอบว่า มีการเซ่นไหว้ผีไร้ญาติทำให้มีข้าวหก แล้วที่บริเวณชายคาทำไมมีข้าวสารหกอยู่ นายชื้อตอบว่า นักพรตทำพิธีเซ่นวิญญาณผีมีข้าวโปรยอยู่ทั่วพื้น กงอี้จึงว่าทำไมพี่ท่านไม่หาวิธีการถนอมข้าวเอาไว้ นายชื้อว่าทำไมท่านต้องมัธยัสถ์ถึงเพียงนั้น ข้าวสารเหล่านี้จะมีค่างวดสักเท่าไร กงอี้ว่าอาจเป็นเพราะบ้านท่านใหญ่จึงไม่สนใจ ในส่วนของน้องเล็กอย่างข้าแล้ว เห็นข้าวสารดุจหยกทอง นายชื้อพูดเสียงดังว่า ทำไมจึงพูดจาข่มเหงคนเล่า บ้านข้ายังสู้ท่านไม่ได้ ท่านยังมาพูดว่าข้าใหญ่กว่า กงอี้จึงรีบตัดบทว่าท่านพี่ชื้อไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพี่ชื้อโปรดนั่งลงก่อน และอดทนฟังน้องพูด พี่หาว่าน้องข่มเหง ฉันเพียงทนไม่ได้ที่พี่ท่านต้องบาปเพราะเหยียบย่ำข้าวในใบบันทึกบุญบาปเขียนไว้ว่า แต่ละวันที่ทิ้งข้าว 1 เม็ด ตัด 1 บุญ มนุษย์ควรระลึกถึงพระคุณฟ้าดินที่อำนวยธัญญพืชแก่โลก ทำไมไม่คล้อยตามหลักธรรมฟ้าดิน รักถนอมข้าวสารจะได้ไม่ต้องมีโทษบาป ทั้งยังสามารพเสวยสุขได้ยาวนาน ข้าวเปลือกดุจมีคุณค่า ข้าวเปลือกแค่คนกิน 2 คำก็เลี้ยงแม่ไก่ได้ 5 ตัว จึงไม่ควรทิ้งขว้าง อย่างข้าวที่หกเรี่ยราดในวันนี้สามารถเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ได้เป็นเล้า อาหารการกินสู้ประหยัดไม่ดีกว่าหรือ นายชื้อถามว่า ถ้าถามพี่ท่านว่า การโปรยทานก็ไม่ได้ซิ กงอี้ว่า ไม่ใช่เช่นนั้นการทิ้งกระจาดมีมาตั้งแต่โบราณแล้ว แต่ปัจจุบันไม่เอาอย่างสมัยก่อน ทิ้งกระจาดจะแจกผู้ยากไร้ก่อน ของที่ใช้จะเก็บไว้ก่อน ภายหลังเซ่นไหว้แล้วก็เก็บขึ้นแล้วนำมาแจกผู้ยากไร้ ที่เหลือค่อยนำมากินเอง จะไม่ให้ตกหล่นสักเม็ด นายชื้อกล่าวขอบคุณว่า โชคดีที่พี่ท่านสั่งสอนข้า ถ้าไม่เช่นนั้นบาปกรรมคงถล่มฟ้า คงต้องอธิบายให้คนในบ้านให้รู้ว่า วันหลังทิ้งกระจาดให้หากระจาดรองรับไว้ พวกข้าวสารต้องระมัดระวัง นี่เพราะกงอี้เห็นความสำคัญของธัญญพืช ซาบซึ้งคน เป็นขันติที่ 66 ต่อมาคนก็แต่งกลอนให้
ธัญญพืชสุกได้เพราะฟ้า มีคุณค่าเลี้ยงคนบำรุงชีวิต
ไม่ใส่ใจถนอมเก็บเนืองนิจ โทษบาปผิดต้องถูกต้มตุ๋น