หยวนเต๋อชอ เป็นชาวอำเภออิ้วหยาง มณฑลเสฉวน เกิดในครอบครัวที่มั่งคั่ง กำพร้าพ่อเมื่ออายุ 7 ปี มารดาจ้าวซื่อให้ความรักและเอาใจใส่ต่อเขามาก เพราะว่าเขาเป็นคนร่างเล็กตัวผอม มักเจ็บออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นที่กังวลใจอย่างมาก ครั้งหนึ่งหลังจากเต๋อชอหายจากป่วยหนัก มารดาของเขาอยากจะบำรุงร่างกายเขาให้แข็งแรงสมบูรณ์ จึงได้ฆ่าเป็ดไก่วันละ 1-2 ตัว นำไปตุ๋นเพื่อให้เขารับประทาน
เพื่อสุขภาพของลูกชาย จ้าวซื่อจึงเลี้ยงเป็ดไก่จำนวนมากไว้หลังบ้าน เมื่อเป็ดไก่เติบโตจนอ้วนหมีพีมัน ก็นำไปฆ่าให้เต๋อชอบำรุงร่างกาย ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำจนกระทั่งเขามีอายุย่างเข้า 19 ปี
บาปกรรมจากกการฆ่าสัตว์ตลอดมาจึงไม่ได้รับอภัยจากสวรรค์ ตรงกันข้ามกลับทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขัดเคืองใจมาก เห็นว่าจ้าวซื่อเป็นคนมีนิสัยหยาบช้าทารุณ ขาดเมตตาธรรม ควรลงโทษให้เธอได้รับผลกรรมบ้าง เมื่อเต๋อชอมีอายุได้ 15 ปี เธอก็เริ่มป่วยเป็นโรคผิวหนัง ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยผื่นแดง เสมือนหนึ่งถูกหนอนกัดหรือไก่จิกก็ไม่ปาน มีความเจ็บปวดมาก นายแพทย์ที่มีชื่อเสียง เธอก็ได้ไปหามาหมดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถรักษาโรคของเธอได้หายขาดได้ นับเป็นเวลานานนับปี นั่งนอนก็ลำบาก ถึงกระนั้นเธอก็ยังสั่งให้คนใช้ฆ่าเป็ดไก่ทุกวันโดยไม่หยุดยั้ง
เต๋อชอเป็นคนหนุ่มที่กตัญญูและมีจิตบริสุทธิ์ เห็นมารดาของเขาป่วยด้วยโรคประหลาดเช่นนั้น ในใจก็รู้ว่า คงมาจากบาปกรรมที่มารดาได้ก่อขึ้น จึงคิดห้ามมารดาให้หยุดการฆ่าสัตว์เสีย เลยพยุงร่างของมารดาไปหลังบ้าน ให้เห็นถึงกระดูกและขนของเป็ดไก่ที่ถูกฆ่ากองเป็นภูเขาน้อย ๆ แต่มารดาเขาก็คิดถึงสุขภาพของเต๋อชอ ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด ยังคงยึดมั่นในความคิดเดิมไม่ยอมหยุดการฆ่าสัตว์อีก เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตใจของเต๋อชอมีความทุกข์มาก แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร
อาการป่วยของจ้าวซื่อหนักขึ้นทุกวัน นอนร้องครวญครางอยู่บนเตียงนานถึง 7 ปี ทั้งตัวของนางเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็น ในขณะที่นางจะจบชีวิตนางได้ร้องเป็นเสียงเป็ดไก่ และใช้นิ้วมือของนางเที่ยวข่วนเกาทั้งตัวจนเป็นแผลทั้งร่าง เลือดได้ไหลออกมาอยู่เรื่อย ๆ และตะโกนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเวลาหลายวันจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เต๋อชอได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเห็นมารดาตายอย่างทนทุกข์ทรมาน ร่ำไห้ทุกวัน รู้ว่าการที่มารดาต้องรับกรรมหนักเช่นนั้น ก็เนื่องจากความรักที่มารดามีต่อเขานั่นเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่านับจากนี้เป็นต้นไป เขาจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และได้ห้ามคนในบ้านนำเป็ดไก่มาเลี้ยงอีก เขาเปลี่ยนมารับประทานผักและเต้าหู้เป็นกับข้าว จุดธูปไหว้พระทุกเช้าเย็น ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอประทานอภัยโทษแก่มารดาของเขาด้วย
ในขณะนั้นมีหญิงหนึ่งชื่อหลิงกู ได้แต่งให้กับครอบครัวตระกูลเฉียนในท้องถิ่นนั้น ได้ตายด้วยการตกเลือดไม่หยุดขณะคลอดบุตรวิญญาณนางถูกยมทูตพาไปที่ยมบาลขุมที่ 2 ท่านยมบาลฉอเจียงหวางได้สั่งให้เลขาสุวรรณตรวจดูบัญชีบุญบาปของนางขณะมีชีวิตอยู่ ท่านเลขาเรียนว่า “ผู้ตายหยวนหลิงกู จะต้องตายด้วยการคลอดบุตร แต่เนื่องด้วยนางเคยห้ามบิดามารดาของสามีนางอย่าได้จุดไฟเผาต้นไม้ที่แห้งตายต้นหนึ่งถึง 3 ครั้ง 3 ครา เพราะจะทำให้มดแดงบนต้นไม้จำนวนมากจะต้องถูกเผาตาย และยังได้ชักชวนสามีของนางพิมพ์บทความห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต 5,000 ฉบับ ทั้งยังได้ออกทุนพิมพ์คาถาปล่อยสัตว์ของพระโพธิสัตว์กวนอิม 3,000 แผ่น เพื่อชักชวนให้ชาวโลกหยุดการฆ่าสัตว์จิตใจของนางประเสริฐมาก ตามกฏมณเฑียรบาลของสวรรค์ ควรได้รับการอนุเคราะห์ให้ต่ออายุได้ 15 ปีพะยะค่ะ” ท่านฉอเจียงหวางจึงมีบัญชาให้ยมทูตนำวิญญาณของนางกลับเข้าสู่ร่างของนางตามเดิม
เมื่อนางได้เดินตามยมทูต มาถึงบ้านสีแดงประตูทองหลังหนึ่งทันใดนั้น ได้ยินเสียงเรียกนางจึงหันไปดู เห็นหญิงหนึ่งที่มีผมเผ้ารุงรังร่างกายเต็มไปด้วยเลือด เขาคือนางจ้าวซื่อนั่นเอง กำลังร้องไห้และพูดกับนางว่า “ฉันได้ก่อกรรมทำเข็ญมามากขณะมีชีวิตอยู่ เวลานี้ได้รับทุกข์ทรมานในนรกภูมิเป็นอย่างมาก เมื่อเธอกลับสู่โลกมนุษย์แล้ว ช่วยส่งข่าวให้ลูกชายของฉันทราบด้วยให้ประกอบแต่กรรมดี จะได้ลดกำหนดโทษของฉันในนรกให้สั้นลง ฉันจะมาเข้าฝันเพื่อเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องของฉันในวันข้างหน้า” เมื่อนางพูดจบ ยมทูตที่มีหน้าตาดุร้ายตนหนึ่งในมือถือหอกและได้แทงเข้าที่ลำคอของนางอย่างแรง นางได้ล้มลงในกองเลือด ยมทูตอีก 2 ตน ก็ลากตัวไป หลิงกูเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อหน้าต่อตา รู้สึกตกตะลึงกลัวเป็นอย่างมาก จนต้องสั่นไปทั่วร่าง ช่วงนั้นเองวิญญาณก็ได้กลับเข้าร่างไป นับเวลาได้ตายไปกว่าครึ่งค่อนวัน และค่อย ๆ ฟื้นคืนขึ้นมา อุณหภูมิในร่างกายก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้น ๆ และได้หายเป็นปกติในเวลาอันสั้น นางได้นำเรื่องที่พบเห็นนางจ้าวซื่อเล่าให้เต๋อชอฟังอย่างละเอียด
เต๋อชอเป็นบุตรกตัญญูอยู่แล้ว เมื่อรู้ว่า มารดาของเขาได้รับทุกข์ทรมานในนรก จึงปวดร้าวใจมาก เขาเร่งทำความดีมากขึ้นช่วยเหลือจุนเจือผู้ยากจน นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ที่บ้านเป็นประจำ จะได้อุทิศบุญกุศลให้กับมารดาของเขาเป็นเวลานนานถึง 19 ปี จนเต๋อชอได้ย่างเข้าสู่วัยกลางคน เมื่ออายุได้ 41 ปี เขาก็ยังมิได้ฝันเห็นมารดาของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ภรรยาของเขา ซีซือ มีพ่อแม่ที่ใจบุญสุนทาน และจัดพิมพ์หนังสือธรรมะเพื่อเผยแผ่ให้ชาวบ้านเป็นประจำ และชักชวนชาวบ้านละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต วันหนึ่งเต๋อชอไปเยี่ยมพ่อตา พบหนังสือ “คัมภีร์โปรดโลก” ในห้องหนังสือของพ่อตา รู้สึกดีใจมาก จึงได้ยืมกลับบ้าน ยังได้คัดลอกร่วม 120 เล่ม ได้มอบ 108 เล่ม ให้กับพวกเศรษฐีในหมู่บ้าน
คืนวันสารทจีนของปีมะเมีย สมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ขณะที่เต๋อชอพักผ่อนบนเก้าอี้ในห้อง เขาได้ฝันเห็นมารดาของเขามา มารดาของเขาได้ใช้มือลูบไล้แผ่นหลังของเขาและพูดว่า “เธอเป็นลูกกตัญญูมาก เธอได้คัดลอกหนังสือ “คัมภีร์โปรดโลก” เผยแผ่จนทำให้คนเลวกลับใจเป็นคนดีถึง 49 คน ยมบาลจึงได้อนุญาตให้แม่มาเข้าฝันลูก ในคืนวันที่ 18 นี้ แม่จะไปเกิดในครอบครัวที่ดี ผลบุญที่ลูกได้ทำมานี้ สวรรค์จะประทานบุญและให้ลูกมีอายุยืน” เต๋อชอ พบเห็นแม่ในฝันเช่นนี้ เขาทั้งดีใจและเศร้าโศกปะปนกันไป น้ำตาไหลพราก พลันนึกถึงบิดาที่ล่วงลับไปนานแล้วจึงถามแม่ว่า “แม่ครับคุณพ่อตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ” แม่ตอบว่า “ได้ไปเกิดเป็นบัณฑิตที่ยากจนแล้ว แต่ในอดีตพ่อแจ้าชอบทำบุญสุนทาน บัดนี้ฐานะของพ่อได้ขยับขึ้นและรุ่งเรืองยิ่ง ๆขึ้น” เต๋อชอถามอีก “เวลานี้พ่อเกิดอยู่ที่ไหนครับ” แม่ไม่ยอมตอบ กลับผลักร่างของเต๋อชอเบา ๆ จนล้มลง แล้วก็ตื่นจากความฝัน จึงได้เล่าความฝันที่เกิดขึ้นให้ภรรยาฟัง นางซีซือ พูดแบบสงสัยว่า “นั่นอาจเกิดจากความคิดถึงแม่มากเกินไปนั่นเอง เมื่อคุณคัดลอกหนังสือคัมภีร์โปรดโลกทุกวัน จึงเป็นเช่นนั้น ในโลกนี้ไหนจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น”
วันรุ่งขึ้น เต๋อชอมากราบไหว้แม่ที่สุสาน จุดธูปอธิษฐานว่า “เมื่อคืนนี้ลูกได้ฝันเห็นแม่ แต่เมียไม่ยอมเชื่อ ขอร้องแม่เข้าฝันอีกครั้งนะครับ จะได้ทำให้ลูกสะใภ้ของแม่เกิดความเชื่อด้วย”
คืนนั้นเต๋อชอก็ฝันเห็นแม่อีก เห็นแม่ชี้ด่าลูกสะใภ้ว่า “แกไม่พอใจสามีคัดลอกหนังสือคัมภีร์โปรดโลก จึงได้แอบฉีกทิ้ง ไป 5 เล่ม ผลบุญเกือบถูกแกทำลายลง วันนี้แกยังมีหน้ามายุยงให้ฉันแม่ลูกเกิดความเข้าใจผิดอีก แกเป็นคนจัญไร บาปกรรมที่แกก่อขึ้นจะตามมาส่งผลให้ในเร็ว ๆ นี้”
เต๋อชอสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากเสียงด่าทอของแม่ จึงได้ถามภรรยาว่า “เคยทำลายหนังสือคัมภีร์โปรดโลก 5 เล่มใช่ไหม” นางซีซือปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า นางไม่เคยทำลายหนังสือคัมภีร์โปรดโลกเลย ยังพูดอีกว่า “หนังสือคัมภีร์โปรดโลกคุณเป็นคนคัดลอกเองและก็เป็นคนแจกให้กับผู้อื่นด้วยมือของคุณเอง หนังสือที่เหลือ คุณก็เก็บใส่ลิ้นชัก ฉันไม่เคยแตะต้องเลย หนังสือก็ไม่ได้ขาดหายไปแม้แต่เล่มเดียว เหตุไฉนมากล่าวโทษฉันอย่างนั้นเล่า”
เต๋อชอฟังคำอธิบายจากนางซีซือ ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลดี เพราะหนังสือคัมภีร์โปรดโลก ก็ไม่เคยขาดหายไปแม้แต่เล่มเดียว เหตุใดแม่จึงกล่าวโทษเธอเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ เต๋อชอก็เกิดความสงสัยขึ้นมา
คืนวันที่ 17 แม่มาเข้าฝันเต๋อชออีกครั้ง แม่จูงมือนางซีซือมายืนยันต่อหน้าเขาและด่าไปว่า “ลูกสะใภัอัปรีย์ ปีที่แล้วในวันที่ 6 เดือน 7 แกกับคนข้างบ้านชื่อจิวฟ่งกู ได้มาร่วมเย็บปักดอกไม้ในบ้านฉัน แล้วฉีกหนังสืออกหลายใบ ซุกซ่อนอยู่ในรองเท้านั่นก็ผิดมหันต์แล้ว คืนที่ 2 แกโกรธเคืองเต๋อชอที่ไม่อนุญาตให้จิวฟ่งกูมาที่บ้าน จึงฉีกหนังสือโปรดโลกไป 5 เล่ม เช้าวันที่ 8 น้องชายแก ซือเชียงมาที่บ้านฉันเห็นแกฉีกหนังสือคัมภีร์โปรดโลก เกรงว่าแกจะถูกเต๋อชอต่อว่า จึงแอบเก็บชิ้นส่วนที่ถูกฉีกทิ้งกลับบ้าน ปะผุด้วยความระมัดระวังแล้วทำตามคำสั่งของเต๋อชอ นำหนังสือส่งให้กับคนที่เขาได้กำหนดจะมอบหมายให้จากนั้น เต๋อชอก็ให้ความระมัดระวังกับหนังสือเหล่านี้มากขึ้น จึงได้เก็บรักษาไว้ในลิ้นชักอย่งแข็งแรง แกจึงไม่มีโอกาสฉีกทิ้งอีก แกยังกล้าปากแข็งอีกเหรอ บัดนี้เบื้องบนเห็นว่าแกมีจิตใจไม่ดี จึงได้อนุญาตให้ภูตผีเข้าบ้าน ผลกรรมที่แกก่อไว้จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ แล้ว ฉันไม่อยากเห็นแกต้องตายอย่างทนทุกข์ทรมาน” พอพูดจบผลักเก้าอี้ข้างเตียงล้มลง แล้วรีบออกจากประตูไป เต๋อชอกับภรรยาตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ฝันทั้งสองตรงกัน ซีซือเกรงว่าจะถูกสามีตำหนิต่อว่า จึงปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ถ้าเชื่อว่ามีเทวดามันก็มี ถ้าไม่เชื่อมันก็ไม่มี” ยังไม่ทันพูดขาดคำ เห็นมีวงหลมดำ 1 วง กลิ้งจากหน้าต่างเข้ามา แล้วกลิ้งเข้าใต้เตียง ซีซือเห็นเข้าก็ตกใจกลัวจนหน้าซีด สั่นเทาไปทั้งตัวจึงบอกกับเต๋อชอว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณรีบคัดลอกหนังสือคัมภีร์โปรดโลกเถิด จะไได้มาถ่ายบาปให้ฉัน”
เหตุการณ์ประหลาดได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เต๋อชอเริ่มเข้าใจความจริงทั้งหมด รู้ว่าภรรยาเขาได้ทำบาปไว้มาก เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งขณะนั้น นางตั้งครรภ์ได้หลายเดือนแล้ว วัยของเขาทั้งสองก็ย่างเข้าวัยกลางคนแล้ว ยังไม่มีบุตรธิดาสักคน จึงคิดที่จะช่วยชีวิตภรรยา ในเวลาเดียวกัน จิตใจส่วนลึกรู้สึกกระวนกระวายมาก คืนวันนั้นเอง ซีซือมีอาการปวดแสบปวดร้อน ท้องก็เจ็บปวดมาก จึงรีบเชิญสูติแพทย์มาทำการตรวจเช็ค แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ส่อเค้าว่าจะคลอด ไปรับหมอมาตรวจภายนอก ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น อาการเริ่มหนักขึ้นทุกวัน ซีซือได้รับความทุกข์ทรมานมาก จึงสำนึกบาปที่ตนได้ก่อขึ้นไว้ เลยคุกเข่าสาบานต่อฟ้าดินว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ฉันจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีแล้วนำเพชรนิลจินดาของนางออกมาจำหน่ายแลกเป็นเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ขัดสน และงานกุศลอื่น ๆ พร้อมกับเร่งเต๋อชอรีบคัดลอกหนังสือคัมภีร์โปรดโลก เวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างเร็วพริบตาเดียวก็หลายเดือนคนเราหากมีจิตใจดี เทวดาจะทรงทราบและให้ควมคุ้มครอง ดังคำโบราณว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ในคืนวันไหว้ของตรุษจีน นางเห็นพระภิกษุองค์หนึ่ง มีรัศมีเปล่งปลั่งเดินเข้ามาจากข้างนอกอย่างสง่าผ่าเผย ได้ใช้แขนเสื้อสะบัดไป 1 ที วงกลมดำได้อันตรธานหายไปในชั่วพริบตา นางตกใจมาก ได้เล่าเรื่องที่เห็นให้เพื่อนบ้านหญิง 3 คนฟัง ซึ่งนั่งอยู่ในห้องด้วยกัน แต่เขาทั้งสามไม่มีใครเห็นมีพระภิกษุเดินเข้ามาเลย จึงเข้าใจว่า นางอาจเจ็บป่วยมานาน จนสายตาฝ้าฟางก็เป็นได้ หลังจากนั้นมาสุขภาพของนางก็หายวันหายคืน อุณหภูมิในร่างกายค่อย ๆ ลดลง เจ็บปวดที่ท้องก็บรรเทาลง ห้าวันต่อมานางก็คลอดลูกชายออกมา ปลอดภัยทั้งแม่ลูก ต่อจากนั้นก็ได้ให้บุตรชายหลายคน บุตรชายแต่ละคนเมื่อเติบโตแล้วได้รับราชการตำแหน่งสูง คนชั่วที่กลับใจ ก็สามรารถรับผลดีตอบแทนเช่นกัน