พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ
มุ่งแสวงหาทรัพย์ด้วยจิตที่มิจฉา
เจตนาเป็นโจรนำมาซึ่งความโศกศัลย์
กายแข็งแรงทำเช่นนี้สมชายหรือไรกัน
ต้องโทษโดนลงทัณฑ์เคราะห์ภัยนั้นถึงเมื่อใด
พุทธะจี้กง : มนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและผลประโยชน์ ก็ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมา ไม่ใช้สติปัญญาความสามารถและความพากเพียรในการประกอบอาชีพต่างๆเพื่อหาเลี้ยงชีพ เช่น อาชีพนักวิชาการ เกษตรกร กรรมกร พ่อค้า ทหาร ตำรวจ รวมถึงงานรับใช้บริการและอาชีพที่สุจริตทั้งหลาย แต่กลับมีพฤติกรรมอันมิชอบ ใช้วิธีการต่างๆที่ไม่ถูกต้อง ใช้จิตใจที่เต็มไปด้วยความละโมบไปแสวงหาทรัพย์สิน กัลยาณชนอาศัยทรัพย์สินเพื่อบำรุงเลี้ยงกาย มีแต่คนถ่อยเท่านั้นที่อาศัยกายเพื่อแสวงหาความร่ำรวย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเงินทองคืออสรพิษ สามารถทำให้ถึงแก่ความตาย ทำให้เกิดเรื่องพัวพันยุ่งยาก คิดที่จะสละทิ้งก็สละทิ้งเสีย จะได้ไม่ถูกพิษ ทรัพย์สินเงินทองทำให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวแตกร้าว ทำให้มิตรสหายไม่มีมโนธรรมต่อกัน ดังนั้นทรัพย์สินเงินทองจะต้องหามาอย่างถูกต้อง หากไม่ใช้น้ำพักน้ำแรงของตัวเองไปแลกมาด้วยความสุจริต กลับชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่และเล่ห์เหลี่ยมกลโกงเพื่อให้ได้ทรัพย์สินและผลประโยชน์มากๆโดยที่ตัวเองไม่ต้องลงทุน แล้วยังไม่รู้จักสำนึกผิดแก้ไข ไม่กลับเนื้อกลับตัวใหม่ สักวันหนึ่งจะต้องถูกควบคุมตัวไปขังในนรกอเวจี ไม่มีวันได้ออกมา ระวังไว้เถอะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานหนึ่งที วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)
ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์
พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบนั่งบัลลังก์บัวเถอะ
ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้ (ตลอดเส้นทางมีลมหนาวที่หนาวมาก หนาวถึงกระดูก ทำให้ตัวแข็ง มือเท้าเย็นเยือก) พระอาจารย์ครับ ที่นี่คือที่ไหน ทำไมที่นี่ถึงได้เย็นเยือกเช่นนี้ ราวกับเข้ามาอยู่ในโรงแช่แข็ง?
พุทธะจี้กง : รีบกินยาระบายอากาศนี่ซะสิ
ชิวเซิง : (หลังจากที่กินยาแล้วก็ไม่รู้สึกหนาว ร่างกายเกิดความอบอุ่น) สถานที่แห่งนี้ทั่วพื้นเป็นหิมะ และยังมีเกล็ดหิมะโปรยปลิวลงมาจากด้านบน เมื่อเกล็ดหิมะมาสัมผัสถูกร่างกายก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับถูกเข็มทิ่มแทง พระอาจารย์ครับ ท่านไม่รู้สึกเจ็บบ้างหรือครับ?
พุทธะจี้กง : อาจารย์มีรัศมีทองคุ้มครองกาย แล้วจะกลัวไปไยกับเกล็ดหิมะอเวจีเล็กๆพวกนี้ อาจารย์มีอาภรณ์สวรรค์ตัวหนึ่งให้เจ้ายืมใส่
ชิวเซิง : เสื้อตัวนี้ซ้อนกันอยู่หลายชั้น มีสายคาดหลายเส้น เหมือนทอขึ้นจากดิ้นทอง ดิ้นทองแต่ละเส้นละเอียดดุจดั่งเส้นไหม แต่ละสีงดงามวิจิตร ทั้งยังมีรูปหงส์มังกรที่ทอจากเส้นหยก และพวงไข่มุกที่วาดเป็นรูปนกยูง เป็นอาภรณ์วิเศษที่มีความล้ำค่ามหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง
พุทธะจี้กง : เบื้องหน้านั้นท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองมารอคอยพวกเราอยู่นานแล้ว เจ้ารีบเข้าไปแสดงคารวะเร็ว
ชิวเซิง : คารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี
ชิวเซิง : ท่านเซียนกวนครับ ที่นี่คือที่ไหน? ทำไมอากาศถึงได้หนาวทรมานใจคนขนาดนี้ หิมะตกไม่หยุด มิหนำซ้ำเกล็ดหิมะเหล่านี้ยังทิ่มแทงที่กายวิญญาณโดยตรงอีกด้วย
เซียนกวน : ที่นี่คืออาณาเขตของนรกอเวจี เพราะนรกอเวจีก็คือดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง ดังนั้นด้านหนึ่งของนรกอเวจีก็คือไฟจากแกนกลางของโลก ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นน้ำแข็งจากห้วงทะเลลึก ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบาปกรรมของชาวโลก สร้างขึ้นตามลักษณะของความผิดบาป เมื่อจิตใจของคนเกิดความชั่วร้ายขึ้นหนึ่งส่วน แกนโลกก็จะร้อนขึ้นหนึ่งส่วน หนาวขึ้นอีกหนึ่งส่วน ในทางกลับกัน หากจิตใจของคนตั้งมั่นอยู่ในความดี ทุกๆที่ก็คือแดนวิสุทธิภูมิ ไหนเลยจะมีแบ่งแยกนรก สวรรค์ และโลกมนุษย์
ชิวเซิง : ตามที่ท่านเซียนกวนกล่าวมานั้น ความทุกข์ยากทั้งปวงเกิดจากจิตใจของเวไนย์เป็นผู้สร้างขึ้นเอง จิตใจที่ชั่วร้ายดลบันดาลให้เกิดความทุกข์ทรมาน ทั้งหมดนี้ก็คือ ใครทำกรรมใดไว้ก็ต้องเป็นผู้รับผลกรรมนั้นด้วยตัวเอง ในทางกลับกัน คนที่มีคุณธรรมต่อให้เดินไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก เพราะยึดมั่นในคุณธรรม พลังธรรมก็จะรวมตัวกันเป็นรัศมีทองคุ้มครองกาย จึงไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ไม่เพียงแค่นั้น ยังสามารถทำให้สภาพแวดล้อมในสถานที่นั้นๆเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ดังนั้นคนที่มีคุณธรรมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนที่นั่นก็คือแดนวิสุทธิภูมิ
เซียนกวน : ถูกต้องแล้ว! เบื้องหน้านี้มีโจรที่ทำความผิดในสมัยตอนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ เขาเพิ่งจะพ้นวาระจากการถูกลงทัณฑ์ในนรกขุมต่างๆ แล้วจึงถูกส่งต่อมาที่นี่
ชิวเซิง : รบกวนท่านช่วยนำตัวเขามาสัมภาษณ์หน่อยครับ
ขุนพล : นำตัววิญญาณบาปมาถึงแล้วครับ
ชิวเซิง : ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่? แล้วตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ทำอาชีพอะไร?
วิญญาณบาป : ฉันหนาวและหิวเหลือเกิน ได้โปรดให้ของกินแก่ฉันด้วยเถอะ
ชิวเซิง : อากาศอย่างนี้ดีที่สุดคือได้ลิ้มรสชาติของหมี่กึ่งสำเร็จรูป น่าเสียดายที่ไม่ได้นำติดตัวมาด้วย มิฉะนั้นจะมอบให้ท่านสักหลายๆลัง
พุทธะจี้กง : รีบกินยาเม็ดไล่ความหนาวแล้วดื่มน้ำอมฤตนี่สิ
วิญญาณบาป : ไม่หนาวแล้ว!
ชิวเซิง : เพราะเหตุใดมือและเท้าของท่านจึงถูกบิดงอจนผิดรูป เหมือนกับไก่ในตลาดสดที่ขาของมันถูกจับสอดกลับเข้าไปข้างในอย่างไงอย่างนั้น นัยน์ตาก็ไม่มีชีวิตชีวา ตัวซีดไม่มีสีเลือด สภาพเหมือนคนที่ตายมานานแล้ว
วิญญาณบาป : ก็เดิมทีฉันก็คือคนตายอยู่แล้วนี่!
ชิวเซิง : อ่า! ใช่!ใช่!ใช่! งั้นรีบเล่ามาเถอะว่าเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่
วิญญาณบาป : ฉันแซ่เลี่ยว เป็นคนฮ่องกง มีชีวิตอยู่ในช่วงตอนต้นของยุคสาธารณรัฐ เป็นเพราะว่าในสมัยเด็กยากจนมาก จนรู้สึกกลัวความจน ดังนั้นเมื่อโตขึ้นจะต้องไม่มีชีวิตที่ลำบากยากจนอีก
ชิวเซิง : มีจิตที่แสวงหาความก้าวหน้าดีมาก แต่ทำไมถึงได้มีสภาพเช่นนี้?
วิญญาณบาป : เพราะว่าครอบครัวฉันยากจน ตั้งแต่เด็กๆฉันก็ถูกลูกของเพื่อนบ้านรังแกและหัวเราะเยาะ จึงปลูกฝังความรุนแรงไว้ภายในจิตใจ เป็นเพราะตอนที่อายุประมาณ 20 กว่าๆ ฉันไม่มีทักษะฝีมือในด้านใดเลยแม้แต่อย่างเดียว ในตอนนั้นคิดอยากจะไปทำงานหยาบๆที่ไม่ต้องใช้ฝีมือก็ต้องมีผู้แนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องหาคนมาค้ำประกัน ดังนั้นการดำรงชีวิตจึงยากลำบากมาก หลังจากที่สมัครงานอยู่ 1-2 ครั้งแล้วถูกปฏิเสธ ฉันก็คิดหาวิธีที่จะรวยทางลัด เดิมทีเพียงแค่ลักขโมยของกินบ้างเล็กๆน้อยๆ ต่อมาก็ค่อยๆเกิดความเคยชินจนกลายเป็นนิสัย จึงเริ่มขโมยเงิน ไม่นานนักก็รวมหัวกับเพื่อนออกปล้นครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนแรกก็หาเหยื่อที่เป็นคนเดินถนนที่เดินพลัดหลงจากกลุ่มออกมาเดินเพียงลำพัง สุดท้ายก็ปล้นทั้งธนาคารและร้านเครื่องประดับ ถึงแม้ว่าต่อมาภายหลังคิดอยากจะหยุดแต่ก็หยุดไม่ได้เสียแล้ว ในการปล้นครั้งสุดท้ายเดิมทีได้วางแผนการเอาไว้เป็นอย่างดี แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองต้องถูกลงโทษประหารชีวิต ณ สถานที่เกิดเหตุ จบสิ้นชีวิตลง เมื่อวิญญาณมาถึงนรกก็ถูกตัดสินให้รับโทษในนรกตัดมือ นรกหั่นเท้า นรกหิวโหย นรกเจาะใจ นรกละลายตับ นรกลวกลำไส้ นรกห้อยหัว และนรกอื่นๆ ทุกข์ทรมานจนสุดที่จะบรรยายได้ ตายแล้วก็ถูกราดให้ฟื้นด้วยน้ำคืนชีพ เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า มาที่นี่ก็ต้องเผชิญกับความหนาวจัด ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว มีแต่เกล็ดหิมะโปรยปราย ถึงแม้มองดูแล้วจะเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงาม แต่กลับมีความลี้ลับมหัศจรรย์ แฝงไว้ซึ่งความเจ็บปวดทรมาน เมื่อเกล็ดหิมะปลิวมาใส่ตัว อยากจะหลบก็หลบไม่พ้น ทั่วทั้งร่างถูกทิ่มแทงให้เจ็บปวด หนาวเหน็บจนเป็นอัมพาต ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ๆคนจะสามารถอยู่ได้เลยจริงๆ
ชิวเซิง : ถึงอย่างไรท่านก็ไม่ใช่คนอยู่แล้ว อยู่ต่อไปจะเป็นอะไรไป
วิญญาณบาป : ท่านนี่ช่างซ้ำเติมคนซะจริงๆ
ชิวเซิง : ที่พูดมาไม่ใช่ความเท็จ ถึงแม้ว่าอยู่ที่นี่จะทุกข์ยาก แต่ต่อไปในอนาคตจะยิ่งน่าเวทนา
วิญญาณบาป : มันเรื่องอะไรกันหรือ?
ชิวเซิง : เชิญท่านเซียนกวนพูดดีกว่า
เซียนกวน : ได้! (ชั่วขณะหนึ่งแกนโลกเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อย กลางอากาศบังเกิดจอภาพขึ้น ท่านเซียนกวนหยิบเครื่องฉายภาพออกมา แล้วฉายไปที่จอภาพ ปรากฏภาพวัว ไก่ หมู ไม่ต่ำกว่า 500 ครั้ง ยังปรากฏภาพนกนางนวล ปลาลิ้นหมา หอยเม่น 300 ครั้ง แล้วจึงปรากฏภาพของขอทานคนหนึ่งกำลังขอทานอยู่ตามท้องถนนแต่กลับไม่มีใครสนใจไยดี นั่นเป็นเพราะแท้ที่จริงแล้วผู้คนเหล่านั้นเองก็ไม่มีพอที่จะให้ตัวเองได้กินอิ่มเช่นกัน แล้วจะสามารถไปสงเคราะห์ผู้อื่นได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ 9000 ครั้ง ต่อจากนั้นก็ปรากฏภาพภูเขาน้ำแข็งพังถล่มซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ 500 ครั้ง สุดท้ายจึงปรากฏภาพของคนๆหนึ่งรูปร่างพิกลพิการไปทั้งตัว แขนขาคดงอ ได้แต่คลานอยู่บนพื้นวอนขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น)
เซียนกวน : นั่นคือสภาพของวิญญาณเลี่ยวในอนาคต วันนี้เจ้ามีบุญวาสนาที่ได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์หนังสือธรรมะเพื่อตักเตือนชาวโลก จึงสามารถได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษลงไปครึ่งหนึ่ง
พุทธะจี้กง : คืนนี้ดึกแล้ว ควรกลับกันได้แล้ว
ชิวเซิง : กราบลาท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง
เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี
พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราเจ้าจงกลับเข้าร่าง
ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์