ภรรยาของกงอี้คือตั้งฮูหยิน เห็นกงอี้ปฏิบัติต่อคนเกินเลย หมดเงินไปมากมาย ทำให้เบื่อหน่ายกังวลใจ มีอยู่วันหนึ่ง ฮูหยินจึงพูดกับกงอี้ว่า ท่านสามีควรทำใจให้เข้มแข็ง ทำตัวอ่อนแอคนเขาก็จะรังแกเอา ถ้าใช้จ่ายโดยประหยัดก็จะไม่ล้มละลาย ทำไมท่านสามีจึงอดทนผ่อนปรนไม่ประหยัดการใช้สอยเลย กงอี้ว่า ศรีภรรยาที่กล่าวมายังไม่เข้าหลักธรรมมีคำกล่าวว่า คนเลวคนกลัวฟ้าไม่กลัว คนดีคนรังแกฟ้าไม่รังแก ขอให้ศรีภรรยาลองคิดดูจะเอาอย่างคนหรือเอาอย่างฟ้า ฮูหยินตอบว่าบ่าวไม่รู้ความหมาย กงอี้ว่า ถ้าเอาอย่างคนก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำผิดกฏหมาย วางอำนาจข่มเหงคน ทำเรื่องเสื่อมเสียเป็นทางหายนะ ผลตอบสนองเร็ว ๆ ตกอยู่กับตนเอง ถ้าช้าก็ตกอยู่กับลูกหลาน แล้วจะงามละหรือสำหรับข้าแล้ว ข้าอยากให้เขารังแกเป็นการสร้างกุศลอย่างลับ ๆ เพราะฉะนั้นจึงมักพูดกันว่า ทุก ๆ คนล้วนฟ้าดินให้ชีวิต เป็นประชาสวรรค์เสมอภาคกัน ควรที่จะเข้าใจถึงความใจดีของฟ้าที่ให้ชีวิต เพื่อสนองคุณฟ้าไม่แย่งชิงไม่ถืออำนาจ อดทนผ่อนปรนให้มาก เตือนให้สั่งสมบุญ ก็จะไม่ลำบากแต่จะสำเร็จยิ่งใหญ่ เป็นคนง่ายกว่าเพียงทำตามสามอย่าง คือ ตามพ่อ ตามสามีและตามบุตร และรู้ธรรมสี่ ธรรมสี่ประการของผู้หญิงคือ การพูด การทำงาน การแต่งหน้า และคุณธรรม จะเป็นชั้นต่ำหรือมีศักดิ์ศรีงามเท่านั้น สำหรับผู้ชายยากกว่ามาก มี อบอุ่น ดีงาม นบนอบ ประหยัด ผ่อนปรน ธรรมห้าประการ คือดู ฟัง พูด และกระทำ เป็น 4 คติ สั่งสมบุญกุศลมีเมตตารับภาระบ้านทำงาน ถ้าบ้านยากจนก็ให้ประหยัดเป็นหลัก บ้านร่ำรวยก็ไม่ให้สุรุ่ยสุร่าย ต้องบริจาคไม่บริจาคฟ้าไม่ยอม ควรสะสมไม่สะสมก็จนทั้งชาติ ดังนั้นในอุดมศาสตร์กล่าวว่า การสำเร็จตนปกครองเมืองใต้หล้ามีสันติภาพ ล้วนมีกฏกำหนด ทำไมไม่ประหยัดเป็นธรรม ฮูหยินกล่าวว่า ถ้าหากท่านสามีไม่อธิบาย บ่าวก็ไม่เข้าใจ นี่คือการสอนภรรยาของกงอี้ เป็นขันติที่ 55 ต่อมาคนแต่งกลอนให้
มีอารยธรรมเป็นปราชญ์ปรัชญา คุณธรรมแต่งหญิงเป็นศรีเรือน
เขียนเป็นเรื่องให้โลกไว้เป็นเพื่อน คอยเตือนรุ่นหลังสืบทอดไป