เพื่อนบ้านที่ไกลออกไปคนหนึ่งชื่อโง้วเจี่ยฮวด ได้มาหากงอี้แล้วแจ้งว่า มีคนตายอยู่ข้างถนน อยากจะขอร้องให้กงอี้บริจาคโลงศพ แล้วตนเองจะนำไปฝังเอง กงอี้ได้ยินก็พูดด้วยความปีติว่า นี่เป็นงานกุศลจึงให้เงินค่าโลงศพแก่เจี่ยฮวด แล้วให้เขาไปจัดการฝังกลบให้เรียบร้อย เจี่ยฮวดเรียกคนหามศพไปที่อื่นแล้วโยนศพลงแล้วก็กลับไป กงอี้รู้เข้าก็เรียกให้คนท้องที่ช่วยเหลือฝังกลบ ชาวบ้านพูดกันว่า ควรเรียกเจ้าหน้าที่มาชันสูตรศพก่อนค่อยฝัง เพื่อป้องกันคดีความ กงอี้จึงเชิญเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาตรวจสอบแล้วฝังกลบ เสร็จแล้วก็จัดอาหารสุราเลี้ยงพวกเขา พวกอาวุโสก็พูดว่าโง้วเจี่ยฮวดไม่มีน้ำใจ บอกให้กงอี้ไปต่อว่าเขา กงอี้ว่า การบริจาคโลงศพเพื่อไม่ให้ร่างกายต้องเปิดเผย การที่โง้วเจี่ยฮวดไม่มีน้ำใจก็ช่างเถอะ ข้าเข้าใจคุณธรรมดีจึงไม่ถือสา แต่ก็น่าเสียดายบุญกุศลนี้ กล่าวถึงโง้วเจี่ยฮวดภายหลังรู้ว่ากงอี้ไม่ถือสาเขา ทั้งยังพูดอวดตัว ได้ยินว่ากงอี้เป็นคนฉลาดก็ยังตกหลุมพรางของข้า
ภรรยาของเขาก็พูดต่อว่า ทำร้ายคนอื่นในที่สุดก็ทำร้ายตนเอง นายเจี่ยฮวดได้ยินภรรยาพูดเช่นนี้ไม่ดี จึงโกรธจัดเลยคว้าไม้ตะพตตีภรรยา ฝ่ายภรรยาถูกตีก็ยิ่งพูดจาเลอะเทอะ นายเจี่ยฮวดก็ยิ่งตีใหญ่ พอตกกลางคืนภรรยาก็ผูกคอตาย ชาวบ้านได้ยินว่าภรรยาถูกเขาตีจนตาย จึงไปร้องเรียนอำเภอ ในที่สุดบ้านนายเจี่ยฮวดก็บ้านแตกสาแหรกขาดหมดตัว คติว่า โชควาสนาไม่มีสองครั้ง เคราะห์ภัยไม่มีหนเดียว เจี่ยฮวดเจ็บป่วยจึงไปหากินไม่ได้ ในที่สุดก็อดอยากจนตาย นี่แหละหนา เคราะห์ภัยโชคลาภไม่มาเอง คนต่างหากหามาเอง นี่คือกงอี้บริจาคโลงศพเป็นขันติที่ 72 ต่อมาภายหลังคนก็แต่งกลอนให้
วางแผนเล่ห์เหลี่ยมคนโกงรับ ควรรู้ว่าฟ้าปรับขับเคราะห์ให้
ผู้มีคุณธรรมมีมงคลรับได้ กรรมใดใครก่อรับไปเอง