กล่าวคือมีคนชื่อเอี้ยเคียม ฉายาโม่งใช้ เข้าสอบข้าราชการนับสิบครั้งแต่สอบไม่ได้ ในใจคงคิดว่าตนเองต้องมีอกุศลกรรมอยู่ วันหนึ่งจึงมาที่บ้านของกงอี้ เพื่อขอคำปรึกษาหาวิธีมุ่งสู่ทางกุศล กงอี้ว่า การกระทำของท่านขอให้พูดความจริง นายเคียมกล่าวว่า ข้าเรียนหนังสือตั้งแต่เยาว์วัยทำวจีกรรมไว้มากชอบนินทาเขา ว่ากล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดูถูกอาจารย์ เขียนเรียงความข่มขู่เพื่อน เบียดบังเงิน ไม่ถนอมรักตัวหนังสือ ไม่เคารพยำเกรงบิดามารดา วางแผนเอาผลประโยชน์จากพี่น้อง เห็นพ่อแม่พี่สาวน้องสาวของชาวบ้านก็พูดจาหัวเราะเยาะ เห็นผู้หญิงใจเกิดกามราคะ เย่อหยิ่ง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ของกินของใช้ฟุ่มเฟือย ฆ่าสัตว์ก็มี ยุยงให้คนเขามีคดีความขัดขวางการทำกุศลของผู้อื่น หากเป็นเมื่อก่อนถือว่าเป็นผู้มีโทษบาปมหันต์ ดีที่ได้รับการศึกษา ตอนนี้หวนคิดถึงความผิดในอดีตแล้วรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง ที่พูดมาหมดนี้พูดจากใจของข้าทั้งหมด หวังว่าท่านจะประทานวิธีแก้ไขได้อย่างไร
กงอี้ว่า ผู้ร่ำเรียนหนังสือมีโรคนิสัยแบบนี้ไม่น้อย สำหรับท่านตอนนี้ก็เข้าใจในคุณธรรม รู้จักละอายบาปแล้ว เพื่อต้องการแก้ไขจิตฟ้า เพื่อแก้ไขให้ได้ในเวลาอันสั้น นับว่าลำบากมาก อริยเจ้าโบราณว่าฟ้าสร้างกรรมขัดขืนได้ ตนเองสร้างกรรม ชีวิตอยู่ไม่ได้ มันเป็นเช่นนี้ชาวโลกหลงใหลมีมาก วุ่นวายทั้งชีวิต เมื่อยังไม่รู้สึกตัว เวลามาเกิดก็เมามัวเวลาตายก็เหมือนฝัน มากมายนับไม่ถ้วน ส่วนท่านต้องการแก้ไขความผิดในอดีต ควรต้องปลูกฝังคุณสัมพันธ์ห้า แล้วสวดมนต์กำเอ่งเพียน อ่านบทชะตาลิขิต และกั๊กซี่เก็ง แล้วนำไปปฏิบัติ บาปทั้งหลายไม่ทำ กุศลทั้งปวงน้อมนำ นาน ๆไปย่อมได้มงคล ที่ว่าเปลี่ยนจากคาตเคราะห์เป็นโชควาสนา ในพุทธสูตรว่า ชาติหนึ่งตักเตือนคนด้วยวาจา ร้อยชาติตักเตือนคนด้วยหนังสือ เหมืนท่านรู้สำนึกบาปในอดีต ก็ให้เอาสิ่งที่ตนทำชั่วไว้เขียนเป็นหนังสือให้คนอ่าน ก็จะไม่ลำบากที่จะชำระล้างบาป แก้ไขต้องใช้ใจเย็นดุจน้ำแข็ง อย่างที่อริยเจ้าว่า ภายหลังตายแล้วก็จะได้รับ นายเคียมขอบคุณกงอี้ที่สั่งสอนชี้แนะ หลังจากลากลับบ้านแล้ว ก็ปฏิบัติตามวิธีนานถึง 3 ปี พอถึงคราวสอบข้าราชการก็ไปสอบกับเขา ก็ได้รับคัดเลือกภายหลังได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางไท้ลั่ง นี่ก็เพราะใจได้เปลี่ยนแปลงเป็นคนซื่อตรง นี่คือการหวนกลับสู่ฝั่ง นี่ก็เพราะกงอี้ชี้แนะคนมาสู่ทางกุศล เป็นขันติที่ 76 ต่อมาภายหลังคนก็แต่งกลอนให้
เอาคุณธรรมบ่มเพาะให้อุดม ใจสว่างสมดั่งจุดประทีปญาณ
ดูประหนึ่งกำลังเจริญแตกฉาน ขุนนางรับสนองพระบาทในวัง