กล่าวคือ กงอี้ไปเจอผู้สอนหนังสือคนหนึ่งชื่อ เท้าชี้มิ้ง จึงได้สนทนากัน ชี้มิ้งกล่าวขึ้นว่า รู้สึกชื่นชมนับถือท่านมานาน วันนี้โชคดีเหมือนจอกแหนลอยมารู้จัก กงอี้ว่า ตาสีตาสาบ้านนอกคนหนึ่งชื่อเสียงจอมปลอมดังไปข้างนอกมาเยี่ยมทำให้เหนื่อยเปล่า ชี้มิ้งว่า มหาบุรุษมีเก้าความคิด เชื่อว่าท่านก็ไม่น้อยกว่าเก้า กงอี้ว่า มุ่งหมายของอริยคัมภีร์มุ่งมั่นให้เป็นตัวอย่าง ข้านั้นแค่คนเลี้ยงสัตว์ จะมีอะไรเหมาะสม ชี้มิ้งว่าท่านจางก็เหมือนบุรุษพบท่านหน่ำจื้อ กงอี้ฟังแล้วก็โกรธว่า ท่านพูดงามนัก ทำไมจึงได้ลบหลู่อริยปราชญ์ ท่านลองคิดดู อริยเจ้ามีคุณเสมอฟ้าดิน ธรรมของท่านแทงตลอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน เบื้องบนตั้งแต่ระดับมหาเสนาบดีเรื่อยไปจนถึงระดับล่าง คือประชาราษฏร์ มีใครบ้างจะไม่ได้รับบุญคุณของท่าน ท่านก็ได้เรียนคัมภีร์ของปราชญ์มา ทั้งยังอาศัยอริยปราชญ์หาเลี้ยงชีพ ทำไมจึงเอาอริยปราชญ์มาเปรียบเทียบกับคนเล่า เคยได้อ่านสูตรกำเอ่งเพียน ของท่านเหลาจื่อไหม การลบหลู่ นินทาปราชญ์อริยะ เป็นการทำลายคุณธรรม ให้ย้อนมาสำรวจตน การว่าเหมือนท่านขงจื่อพบท่านหน่ำจื้อจน ท่านจื่อหลูไม่พอใจ ท่านจึงพูดสบถว่า “ฟ้ากดทับเอย” ดังนั้น คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ให้สอนคน “วิถีใจแกร่ง” อาศัยสิ่งนี้มาตักเตือน โลกนี้คนเรียนหนังสือมีมาก มีทั้งรุ่งเรืองที่มีทั้งตกต่ำ ที่รุ่งเรืองเพราะสั่งสมบารมีให้ปรากฏ ที่ตกต่ำเพราะยังไม่นอบน้อม มีลิ้นคะนองปาก ทิ้งขว้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ให้ยุติการกระทำ ทิ้งหนังสือไม่เหลือพรมลิขิตตอบสนอง ไม่กล่อมเกลาคนดื้อโง่ เสเพลเสพกามหลอกลวงผู้หญิงสะสมทับถมนานวัน เพราะฉะนั้นต้องทนลำบากเก็บตัว เจริญรุ่งเรืองหากินอยู่ลำบาก เหล่านี้ล้วนไม่รู้หนทางใหม่ ใจที่ล่วงเกินไม่รู้สึกตัว ถ้าหากสามารถกลับตัว เวลามีจำกัด เพราะฝ่าฝืน คนเรียนหนังสือเป็นโรคสภาพนี้กันมากทำไมไม่หยุดสัก 2-3 ปี มันร้ายแรงขนาดนี้ ทั้งนี้เพราะดูแคลนสิ่งนี้ เมื่อชี้มิ้งฟังจบเหงื่อแตกท่วมตัวพูดว่า ที่ท่านชี้แนะศิษย์ผิดไปมากขอกราบไหว้ท่านกงอี้เป็นอาจารย์ แล้วจะทำแต่ความดี พอถึงปีที่ 3 เข้าก็สอบเข้ารับราชการได้ เมื่อกลับมาก็รีบมาที่บ้านกงอี้เพื่อขอบคุณที่สั่งสอนชี้แนะแล้วจึงจะกลับไปบ้าน นี่คือกงอี้อบรมคนด้วยความดี เป็นขันติที่ 83 ต่อมาภายหลังคนก็แต่งกลอนให้ว่า
เตือนคนรู้ระเบียบมีกาละ อีกเทศะแก้ไขที่อวดเก่ง
อริยพจน์ควรเคารพยำเกรง อย่าข่มเหงจะล่วงสู่เหวอเวจี