mindcyber 6 days ago

สำเร็จได้ร้อยขันติ เกียรติยศปรากฏ

    วันหนึ่งกงอี้เดินอยู่ริมแม่น้ำ เห็นชาวประมงเหวี่ยงแหติดปลาใหญ่ตัวหนึ่งยาวกว่าศอกหนึ่งเกินสี่นิ้วมีคลีบหางเป็นคู่ ตาทั้งสองมีน้ำตาไหลมองมาทางกงอี้จึงถามว่า ปลาตัวนี้จะขายไหม ชาวประมงตอบขายก็ได้ ข้ากำลังขาดแคลนอาหาร จะขายหนึ่งพันอีแปะ ถ้าน้อยกว่านั้นก็ไม่ขายกงอี้เห็นปลาตัวนี้มีลักษณะพิเศษ จึงซื้อและปล่อยลงน้ำไป ปลานั้นได้กลายเป็นมังกรแล้วทำคลื่นกลบจนไม่เห็นตัว กงอี้กลับถึงบ้านไม่นานลูกชายตงหยิ้งและตงหงีกลับมาจากโรงเรียน ก็เข้ามารายงานให้กงอี้ฟังว่าระหว่างทางได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ขอร้องจะมาขอพึ่งอาศัย กงอี้จึงเรียกเข้ามาถามว่า เธอเป็นคนที่ไหน นางตอบว่า บ้านอยู่ที่ปักไห้ อำเภอลิ้มจั๊ว แซ่เล้ง ชื่อเง๊กเตียง เพราะพ่อแม่ตายหมดแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มี จะหนีตความลำบากมาถึงที่นี่ ได้ยินว่าท่านกงอี้เป็นผู้มีใจกุศล โปรดรับฉันไว้ด้วยก็แล้วกัน จึงเรียกตงหยิ้งตงหงีและบุตรสาวเล็กในบ้านมาอยู่พร้อมหน้ากันที่ห้องโถง แล้วก็ให้มาเป็นพี่น้องกันกับลูกสาว หญิงทั้งสองอยู่ร่วมห้องด้วยกัน มีความขยันเรียนงานของผู้หญิง

     กล่าวถึงหลานชายฝ่ายภรรยา  แซ่ตั้ง  ชื่อ  เง็กเซ็ง  ได้มาที่บ้านกงอี้เพื่อขอยืมเสื้อคลุมกับเงินสักก้อนหนึ่งเพื่อเป็นค่าเดินทางไปสอบที่เมืองหลวงกงอี้ได้พบกับเง็กเซ็ง  ถึงแม้เขาจะมีความรู้  แต่เป็นลูกที่ทารุณโหดเหี้ยมทำให้ครอบครัวล้มสลาย  กงอี้ได้สั่งสอนตักเตือนเขาไปหลายครั้งแล้ว  เขาก็ยังไม่เชื่อฟัง  ดังนั้นกงอี้จึงพูดกับเง็กเซ็งว่า  เธอได้คิดถึงมรดกที่บรรพบุรุษที่สะสมเหลือไว้ให้เธอบ้างไหม  แล้วเธอก็มาเที่ยวใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้แล้วมาตอนนี้ซิเสื้อผ้าเงินทองที่จะเป็นค่าเดินทาง  เธอก็ต้องมาขอจากคนอื่น  เง็กเซ็งได้ฟังวาจาเช่นนั้นก็ไม่ปริปากพูดแล้วก็จากไป  อีกครู่หนึ่งพี่น้องสองคน  ตงหยิ้งกับตงหงี  ก็เตรียมตัวจะออกเดินทางไปสอบไล่ที่เมืองหลวงเช่นกัน  กงอี้จึงพูดกับลูกทั้งสองว่า  ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าได้เข้ามาเมื่อเช้านี้  จะมาขอยืมเสื้อและเงินค่าเดินทาง  ข้าก็ด่าว่าเขาไปหลายคำแต่ก็เป็นการตักเตือนเขา  แต่เขาไม่พูดอะไรแล้วก็ออกไป  ขอให้ลูกเอาเสื้อผ้าและเงินค่าเดินทางไปให้เขาด้วย  แล้วให้รีบๆเดินทางจะได้ไปทันเขาแล้วช่วยพูดให้บิดาด้วย  ทั้งตงหยิ้งและตงหงีรีบเก็บสัมภาระแล้วก็รีบออกเดินทาง  ไม่นานนักก็มาทันกับเง็กเซ็ง  เมื่อพบหน้ากันก็พูดจาตามที่บิดาบอกเอาไว้  แล้วนำเสื้อผ้ากับเงินค่าใช้าจ่ายมอบให้แล้วพูดว่า  บิดาของน้องเช้าวันนี้ดื่มสุรามากไปหน่อยจึงพูดจาทำให้พี่โกรธ  น้องหวังว่าพี่คงยกโทษให้ระหว่างเดินทางก็หวังให้พี่ชายช่วยเหลือด้วย  เง็กเซ็งว่า  คนมีเงินมีอำนาจมากจะเป็นไรเล่า  ตลอดทางตงหยิ้ง  ตงหงี  ก็เอาอกเอาใจเพื่อชดเชยความโกรธ  ตกกลางคืนก็พักและเดินทางตอนกลางวัน  เวลาผ่านไปได้สิบกว่าวันก็ลุถึงเมืองหลวงหาที่พักแรมได้แล้วพักอยู่อีกหลายวันก็ถึงวันเข้าสอบทั้งสามคนเข้าไปสอบที่พระที่นั่งบุ้นฮั้ว  สอบเขียนเรียงความ  เมื่อสอบเสร็จก็กลับพักคอยที่โรงแรม  รออยู่นานกว่าเดือนจึงมีพระราชโองการปิดประกาศ  ตงหยิ้งชอบได้ตำแหน่งจอหงวน  ตงหงีได้ตำแหน่งท้ำฮวย  และตั้งเง็กเช็ง  สอบได้พั่งงั้ง  มีพระราชโองการให้ตงหยิ้ง  ตงหงี  เข้าอยู่ที่จวนจอหงวน  ฝ่ายเง็กเช็งเห็นลูกพี่ลูกน้องได้รับตำแหน่งสูงกว่าเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ  จึงนำเอาเงินที่น้องเอามาให้ไปติดสินบนขุนนางเพื่อที่จะได้ถวายงานหน้าพระที่นั่ง  ฮ่องเต้อนุญาตแต่งตั้งให้ตั้งเง็กเช็งเป็นหงื้อซือ  ประจำหน้าพระที่นั่ง  เป็นตำแหน่งสอดส่องความประพฤติของข้าราชการ  พอมาถึงตอนนี้เง็กเช็งก็มีอิทธิพลมาก  ในใจก็คิดจะหาช่องทางทำลายพี่น้องตงหยิ้ง  ตงหงีให้ได้

     มีอยู่วันหนึ่ง  ฮ่องเต้ออกว่าราชการแต่เช้า  ด้วยมีข้าราชการจากชายแดน  มีเรื่องด่วนจะขอเข้าถวายรายงาน  ความว่า  ชายแดนทะเลเหนือจิงเทียนอ๊องเป็นกบฎ  ฮ่องเต้จึงถามบรรดาขุนนางว่าจะให้ใครเป็นแม่ทัพไปปราบ  เง็กเช็กก็ถวายรายงานว่า  จอหงวนคนใหม่  เตียตงหยิ้ง  เป็นผู้ชำนาญในยุทธวิถีควรให้เป็นแม่ทัพ  แล้วจะให้ใครเป็นทัพหน้าเง็กเช็งถวายรายงานว่า  ท้ำฮวยเตียจงหงี  มีความชำนาญในวิชาเพลงอาวุธสามารถรับหน้าที่นี้ได้  จึงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้ตงหยิ้งเป็นแม่ทัพและตงหงีเป็นทัพหน้า  นำทหารไปสิบหมื่นให้เตรียมออกศึกภายใน 5 วันกล่าวฝ่ายตงหยิ้ง  ตกหงี  เกิดความกลัวที่ต้องรับภาระหนักเช่นนี้  จึงมาอำลาเง็กเช็ง  เง็กเช็งหัวเราะว่า  คนมีเงินเคลื่อนทัพมีอะไรจะทำไม่ได้  ทั้งสองพี่น้องกัดฟันโกรธ  พอครบวันที่ 5 ก็มาอำลาฮ่องเต้เพื่อออกศึกนำกองทหารสิบหมื่นเดินทัพไปถึงปักไห้  ตั้งทัพอยู่ที่อำเภอสิ้มจั๊ว  แล้วเลือกวันเข้าตีจิวเทียนอ๊อง  ในที่สุดก็ถูกล้อม  จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้

     กล่าวฝ่ายตั้งเง็กเช็งที่อยู่เมืองหลวง  จิตใจเหี้ยมโหดดุจสุนัขจิ้งจอก  วางแผนทำลายตงหยิ้ง  ตงหงี  ยังไม่สะใจ  ตอนนี้ก็ยังคิดหาทางทำลายกงอี้ทั้งครอบครัว  จึงกราบทูลเท็จต่อฮ่องเต้ว่า  ผู้น้อยเป็นคนบ้านเดียวกันจอหงวนคนใหม่  จึงรู้ว่าบิดาของจอหงวน  จางกงอี้มีของวิเศษอยู่ 3 อย่างตามเหตุผลแล้วควรนำมาถวายฮ่องแต้ถึงจะถูก  ของวิเศษ 3 อย่างคือ  1. เสื่อหนวดมังกร   2. พรหมหนวดกุ้ง  3. มุกราตรีเม็ดใหญ่  ฮ่องเต้ตรัสว่าเอ้อดีมาก  ข้าจะมีราชโองการให้เจ้าเอาไปสู่จางกงอี้เพื่อให้เขานำมาถวายด้วยตนเองจะได้แต่งตั้งยศให้  เง็กเช็งยังเท็จทูลต่อไปอีกว่า  จางกงอี้เป็นคนที่ตระหนี่  เป็นคนไม่ซื่อสัตย์  ชอบกระทำป่าเถื่อน  เกรงว่าเขาจะไม่เอามาถวาย  ฮ่องเต้ตรัสว่าถ้ามีของมาถวายก็จะแต่งตั้งให้เป็นจอหงวนถวายของวิเศษ  ถ้าไม่ยอมก็ประหารทั้งบ้านให้หมดสิ้น  เง็กเช็งรับพระราชโองการแล้วกลับไปที่จวนเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น  ระหว่างทางมาถึงเมืองไหนก็มีเจ้าเมืองมาต้อนรับ  มาถึงอำเภอไหนอำเภอนั้นก็ต้อนรับตลอดทางก็รีดไถมาได้ไม่น้อย  เมื่อมาถึงอำเภอที่ตนอยู่ก็ให้มาเร็วรีบรุดหน้ามาแจ้งแก่จางกงอี้  ให้กงอี้ออกมาต้อนรับที่ศาลสิบลี้

     กล่าวฝ่ายกงอี้ซึ่งไม่ทราบเหตุผลกลใดที่มีฝูงอีกาบินมาทางทิศใต้มาลงที่หน้าบ้าน  แต่ละตัวปากจะคาบกิ่งไม้มากิ่งหนึ่งแล้วก็ปล่อยลงกระโดดโลดเต้นร้องหนวกหู  กงอี้ทั้งตกใจและดีใจ  กงอี้กับคนในบ้านพากันมาดู  ก็มีคนหนึ่งพูดว่าเพราะท่านกงอี้ปล่อยสัตว์บุญกุศลซาบซึ้ง  พวกนกพิราบบินมาถึงบ้านแล้วคาบกิ่งไม้ลงมา  คงเป็นเจ้านายจะได้โชคลาภขณะที่ทุกคนกำลังดูอยู่  ก็ให้มีนกเหยี่ยวก็บินมาแต่ทิศใต้  แล้วก็คว้าเอานกพิราบไปตัวหนึ่ง  พวกคนงานก็ถือไม้ตีมันไป  บังเอิญตีถูกหัวนกมันจึงตกตายอยู่ที่พื้น  นกพิราบก็เลยบินหนีไป  กงอี้ถอนหายใจว่า  ไม่ทำร้ายที่เลวก็ยากที่จะปกป้องที่ดี  ทันใดก็ได้ยินที่หน้าประตูมีเสียงม้าดังอยู่ที่หน้าบ้าน  พอออกมาดูกัน  ก็เห็นม้าเร็วมาแจ้งให้กงอี้ไปรับราชโองการที่ศาลาสิบลี้รอต้อนรับขุนนางใหญ่ที่มาจากเมืองหลวง  กงอี้ก็เรียกคนในบ้านให้จัดสุราอาหารไว้คอยต้อนรับ  แล้วกงอี้ก็แต่งตัวเพื่อเดินทางไปที่ศาลาสิบลี้เพื่อรอต้อนรับ  ก็ได้เห็นว่าขุนนางผู้ใหญ่คือหลานชายนั่นเอง  กงอี้ดีใจพูดว่าหลานผู้สูงศักดิ์กงอี้มาต้อนรับเป็นพิเศษ  เชิญดื่มสักจอกหนึ่งแล้วค่อยว่ากัน  ตั้งเง็กเช็งไม่คารวะตอบ  และก็ไม่ลงจากรถด้วย  คือทำเป็นไม่สนใจจนกระทั่งเดินทางมาถึงบ้านของกงอี้จึงลงจากรถ  แล้วออกคำสั่งให้กงอี้จัดโต๊ะบูชา  ให้หันหน้าไปทางทิศใต้แล้วคุกเข่าคารวะสี่ตอนแปดกราบเสร็จแล้วให้คุกเข่ารับราชโองการ  แล้วเง็กเช็งก็อ่านราชโองการว่า  ตั้งเง็กเช็งได้แจ้งว่าบ้านจางกงอี้ได้เก็บเสื่อหนวดมังกร  พรหมหนวดกุ้ง  และมุกราตรีเม็ดใหญ่  ทั้งสามอย่างเป็นของวิศษคู่บ้านเมือง  จึงมีโองการให้จางกงอี้ไปเข้าเฝ้าถวายของด้วยตนเอง  ก็จะเป็นที่รักใคร่ทั้งครอบครัว  จะปูนบำเหน็จแต่งตั้งให้เป็นจอหงวน  หากตระหนี่ไม่ยอมมอบให้ก็ต้องอาญาตายทั้งบ้านกงอี้กล่าวขอบพระทัยจบแล้วจึงถามเง็กเช็งว่า  ของวิเศษบ้านข้ามีที่ไหนเธอรายงานเหนือหัวได้อย่างไร  เง็กเช็กไม่ตอบแล้วก็มีคำสั่งให้เดินทางกลับกงอี้รั้งไม่อยู่  โกรธจัดจนล้มลง  คนในบ้านหามเข้าห้องข้างใน  หน้าตาซีดหมองคล้ำ  ภรรยาตั้งฮูหยินออกมาถามสามีมีเรื่องอะไร  กงอี้ไม่ตอบภรรยาเซ้าซี้ถามอยู่หลายครั้ง  กงอี้จึงร้องเสียงดังว่า  หลานตัวเองของเธอตั้งเง็กเช็ง  ใจโหดเหมือนเสือ  อยากจะทำลายครอบครัวของข้าทั้งหมดฮูหยินว่า  คงคิดมุ่งร้ายแน่นอน  กงอี้จึงเล่าเรื่องเง็กเช็งที่เท็จทูลฮ่องเต้ให้ภรรยาฟัง  ฮูหยินฟังแล้วก็ถึงกับเป็นลมล้มพับไป  พวกสาวใช้ประคองตัวแล้วช่วยกันแก้ไขให้ฟื้น  ลูกสาวทั้งสองรับออกมาถามไถ่มารดาว่าเป็นเรื่องอะไรจึงโกรธจนเป็นลม  ฮูหยินว่า  ลูกพี่ลูกน้องตั้งเง็กเช็งกับพี่ชายของเจ้าอยู่ที่วังหลวง  ถูกฮ่องเต้แต่งตั้งเป็นแม่ทัพให้ไปรบที่ปักไห้ก็เป็นเพราะเง็กเช็งเป็นผู้ถวายรายงานทั้งนั้น  เพื่อที่จะทำลายเราทั้งบ้าน  แค่นี้เง็กเช็งยังไม่สาแก่ใจ  ก็ยังเท็จทูลฮ่องเต้ว่า  บ้านเราซ่อนของวิเศษ  เท็จทูลให้พ่อเจ้ากงอี้เอาไปถวายที่วังหลวง  ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะต้องตายกันทั้งบ้านเง็กเตียงถามว่า  ของวิเศษอะไรช่วยบอกหน่อยได้ไหม  ต้องไปถามพ่อเจ้าก็จะรู้  เง็กเตียงคุกเข่าต่อหน้าพ่อแล้วถามว่า  ลูกได้ยินมารดาพูดว่ามีคำสั่งให้บิดาเข้าเฝ้าถวายของวิเศษ  ไม่ทราบว่าของวิเศษอะไร  กงอี้ว่าเจ้าเป็นเด็กอยู่จะรู้จักอะไร  เง็กเตียงพูดว่า  บิดาพูดให้กระจ่างอย่าหาว่าลูกจะไม่เข้าใจ  ตั้งเง็กเช็งเท็จทูลฮ่องเต้ว่าบ้านเรามีของวิเศษ 3 อย่างคือ  เสื่อหนวดมังกร  พรหมหนวดกุ้ง และมุกราตรี  เง็กเตียงพูดว่าของวิเศษ 3 อย่างนี้ที่อื่นไม่มีนอกจากที่วังบาดาล  กงอี้ว่า  ข้าบำเพ็ญกุศลด้วยความลำบากตั้งใจปฎิบัติความซื่อสัตย์มีการุณยธรรม  ใครจะคิดว่าวันนี้จะต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้  เง็กเช็งว่า ขอบิดาท่านอย่ากังวล  ลูกขอรับอันตรายนี้  กงอี้ว่า  ลูกผู้หญิงจะทำอะไรได้  เรียนท่านบิดาโปรดฟังลูกพูดก่อน  คือลูกเป็นลูกสาวคนที่ 3 ของพญานาค  เป็นเพราะทำผิดต่อการให้ฝน  พระเจ้าฟ้าจึงลงโทษลูกให้ออกจากวัง 10 ปี  ลูกจึงออกมาท่องเที่ยวพร้อมกับขุนพลปลาไน  มาถึงแม่น้ำโชคไม่ดีถูกชาวประมงจับได้  โดยการเหวี่ยงแห  ชีวิตคงม้วยมรณาถ้าไม่ได้บิดาท่านมาช่วยเหลือมาซื้อลูกปล่อยลงน้ำไป  พระเจ้าฟ้าก็ให้ลูกเปลี่ยนหน้าตาเป็นหญิงเพื่อมาตอบแทนพระคุณของบิดา  รอจนกว่ากุศลบารมีของพ่อสมบูรณ์  ฟ้าได้เผยทั้งเกียรติและอัปยศในคราวเดียวกัน  ให้มาช่วยแก้ไขอัปยศไปเป็นเกียรติยศเสร็จแล้วจึงจะได้รับโองการให้กลับวังได้  แต่ของวิเศษทั้ง 3 อย่างนี้  ลูกสามารถตอบสนองบิดาได้  กงอี้ว่า  ฟ้าสามารถให้ลูกมาช่วยเหลือได้หรือ  เง็กเตียงว่าลูกมิพูดเท็จ  บิดาท่านคอยดูลูกไปที่วังบาดาลเพียงโบกแขนเสื้อ  ลมเย็นก็พัดสะบัด  เมฆมงคลก็มาถึง  เง็กเตียงเหยียบบนหัวเมฆ  ชั่วครู่เดียวก็ไม่เห็นแล้ว  ชั่วครู่ใหญ่ก็กลับมาพร้อมกับของวิเศษทั้ง 3 มาวางไว้หน้าบิดา บิดามองดูของทั้งสามทั่วๆแล้วพูดว่า  ของทั้ง 3 ไม่มีในโลกนี้  แล้วเรียกเง็กเตียงให้นั่งเพื่อรับการคารวะของข้า 3 ครั้ง  เพื่อขอบคุณในการช่วยเหลือเง็กเตียงก็คารวะตอบ  แล้วพูดว่า  บิดาท่านไปเอาของวิเศษนี้ที่เมืองหลวง  ลูกเอาธูปให้ 3 ดอก  ลูกจะลงมาจากฟ้าเพื่อถวายของ 3 อย่างก็ประจักษ์แจ้ง  แล้วลูกจะไปที่ปักไห้เรียกจิวเทียนอ๊วงหยุดรบเพื่อช่วยให้พี่ชายทั้งสองกลับมาเข้าเฝ้า  เพื่อรับเกียรติยศจำไว้ให้ดีๆร้อยขันติจะสำเร็จจะได้เป็นเซียน  กงอี้ถามว่า  จะไปช่วยพี่ชายที่ปักไห้ได้อย่างไร  เง็กเตียงว่าจิวเทียนอ๊วงก็คือขุนพลปลาไนของข้า  ลูกจะนำกลับวัง  ทุกอย่างก็สงบบิดาท่านรีบไปเมืองหลวงอย่าได้ช้าไป  พอพูดจบทั้งคนทั้งของวิเศษก็หายไปกงอี้ก็รีบเก็บสัมภาระแล้วออกเดินทางไปเมืองหลวง  ผ่านไปสิบกว่าวันก็มาถึงเมืองหลวงแล้วมาแวะที่จวนของเง็กเช็งก่อน  เมื่อคารวะเง็กเช็งแล้วเง็กเช็งก็พูดว่า  ท่านอาเขยเอาของวิเศษมาถวาย  หลานจะพาเข้าเฝ้าฮ่องเต้  กงอี้ว่า  เข้าเฝ้าฮ่องเต้ขอหลานกรุณาสงสารช่วยปกป้องชีวิตข้าด้วยเง็กเช็งว่า  หากไม่มีของวิเศษก็ปกป้องยาก  กงอี้ว่าของวิเศษมาจากไหนหวังว่าหลานจะสมเพทเวทนาช่วยเหลือ  อย่างน้อยก็ให้เหลือไว้สักคนเพื่อสืบสกุลก็เป็นบุญวาสนาแล้ว  เง็กเช็งกรอกลูกตาแล้วกระทืบเท้า  ฮ่องเต้ทำลายบ้านท่านไม่เกี่ยวข้องกับข้า  เง็กเช็งก็แต่ตัวเตรียมเข้าเฝ้าพอถึงเที่ยงจึงได้เข้าเฝ้า  พอมาถึงหน้าประตูต้องห้ามก็เรียกให้กงอี้รออยู่พอระฆังกับดนตรีดังขึ้น  ขุนนาง  บุ๊นบู้ก็พากันเข้าเฝ้า  เมื่อม่านไข่มุกม้วนขึ้นก็เห็นองค์ฮ่องเต้ชัด  เหล่าขุนนางก็ร้องว่า  ทรงพระเจริญหมื่นปี 3 ครั้ง  ฮ่องเต้ตรัสว่าขุนนาง บุ๊นบู้มีกิจธุระให้รายงานมา  ถ้าไม่มีก็เลิกได้  ฝ่ายบุ๊นมีตั้งเง็กเช็งก็ก้าวออกมารายงานว่า  ใต้ฝ่าละออกธุลีพระบาทบิดาของจอหงวนคนใหม่  จางกงอี้ที่เก็บของวิเศษขอเข้าเฝ้า  เง็กเช็กรายงานต่อว่าวันนี้กงอี้มามือเปล่าทั้งยังให้กระหม่อมพาเข้าเฝ้าฝ่าละอองธุลีพระบาทควรมิควรแล้วแต่จะโปรด  ฮ่องแต้ว่า  กงอี้มีของวิเศษมาถวายก็จะได้รับแต่งตั้งทั้งครอบครัว  ถ้าไม่มีของก็ไม่ให้เข้าเฝ้า  ขุนนางฝ่ายบู้คนหนึ่ง  ชื่อเตียไตขวย  ก้าวออกมารายงานว่า  จางกงอี้ต้องการเข้าเฝ้าย่อมมีสาเหตุขอทรงพระกรุณาให้เขาเข้าเฝ้า  เพื่อเห็นแก่จอหงวนคนใหม่  จะได้ซักถามให้กระจ่าง  จะฆ่าเสียเมื่อไรก็ไม่สายไป  ฮ่องเต้ว่า  มีเหตุผลดี  จึงถ่ายทอดคำสั่งให้พากงอี้เข้าเฝ้า  เหล่าขุนนางเห็นหน้ากงอี้หมองคล้ำ  เมื่อมาถึงหน้าพระแท่นก็คารวะกล่าวทรงพระเจริญหมื่นปี 3 ครั้งแล้ว  ฮ่องเต้ตรัสว่าจางกงอี้ได้นำของวิเศษมาถวาย  กงอี้รายงานว่า  ผู้น้อยเลี้ยงตนด้วยการทำนา  ขยันสั่งสอนลูกๆตงหยิ้ง  ตงหงี  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นจอหงวน  ท้ำฮวย  ทั้งยังรับราชโองการนำทัพไปรบที่ปักไห้  ผู้น้อยยังได้รับราชโองการจากการรายงานของตั้งเง็กเช็งเท่านั้น  มือไม้ก็หมดแรง  โชคดีที่เจ้าหญิงองค์ที่ 3 ของวังพระญานาคที่มาฝากตัวอยู่ที่บ้าน  ได้ข่าวว่ามีโองการให้ผู้น้อยถวายของวิเศษ  เจ้าหญิงจึงกลับไปที่วังบาดาลเพื่อนำเอาของวิเศษสามเอย่างเตรียมพร้อมกับประทานธูป 3 ดอก  เมื่อมาเข้าเฝ้าพระองค์แล้วก็ให้จุดธูป 3 ดอกนี้ปักบนกระถางธูป  เจ้าหญิงก็จะปรากฎตัว  ฮ่องเต้ว่ากงอี้พูดจาส่งเดช  เจ้าเป็นคนสามัญชนมีเจ้าหญิงที่ไหนมาอยู่ที่บ้านเจ้า พูดจาเช่นนี้รนหาที่ตายเอง เตียไต่ขวยรีบคุกเข่าพูดว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทโปรดอย่าพิโรธ เพียงถามว่าธูป 3 ดอกอยู่ที่ไหน กงอี้ก็นำธูปออกจากแขนเสื้อแล้วถวายขึ้นไป ฮ่องเต้มองดูก็เปลี่ยนพระพักตร์เป็นยิ้ม แล้วสั่งให้เจ้าหน้าที่เอาไปจุดแล้วปักลงกระถางธูป เกิดลมเย็นวูบหนึ่ง เมฆรวมเป็นก้อนทอเป็นบันไดทอง บนเมฆมีนางฟ้ายืนอยู่ เหล่าขุนนางต่างเปล่งเสียง เจ้าหญิงลงมาถึงหน้าที่ประทับแล้วถวายบังคมทรงพระเจริญหมื่นปี 3 ครั้ง แล้วนำของวิเศษทั้ง 3 อย่าง มาบอกให้ฮ่องเต้มองดูของเวิเศษทั้ง 3 ด้วยความปีติยินดี เจ้าหญิงตรัสว่า ฝ่าบาทดูของทั้ง 3 แล้วว่าในโลกนี้มีหรือเปล่า ฮ่องเต้ว่า โลกนี้หาได้ยาก วิเศษจริง ๆ ถ้าไม่ใช่วังบาดาลก็หามีไม่ เจ้าหญิงว่า หม่อมฉันได้รับโองการจากฟ้าเหตุด้วยจางกงอี้บิดาท่านเป็นผู้มีเมตตากรุณามาก ความดีซาบซึ้งสวรรค์หม่อมฉันมาอยู่ที่บ้านท่านเพื่อช่วยเหลือให้สำเร็จคุณธรรม กุศลประจักษ์ฟ้าปรากฏ มีขุนนางบ้าตั้งเง็กเซ็งมารายงานฝ่าบาทเพื่อจะทำลายครอบครัวเขาทั้งหมด มิใช่จะมาช่วยเสริมบารมีของพระองค์ ก็รู้อยู่ว่าของวิเศษนี้บ้านตระกูลจางไม่มี แม้แต่วังบาดาลก็มีเพียงสอง หากหม่อมฉันไม่ช่วยครอบครัวตระกูลจางก็ถูกทำโทษทั้งหมด หวังให้ฝ่าบาทแยกแยะบุญบาปให้ชัดเจน เพื่อให้สังคมสงบ บุญบารมีฝ่าบาทก็ไร้ขอบเขต ฮ่องเต้ฟังว่าก็กริ้วจัดตรัสว่า เกือบทำให้ข้าต้องฆ่าคนดีมีคุณธรรมไปแล้ว จึงเรียกองครักษ์ให้ถอดยศตั้งเง็กเซ็งแล้วนำออกไปตัดหัว เง็กเซ็งร้องเรียกท่านอาเขยช่วยด้วย ทหารพาออกไปแล้ว แค่ครู่เดียวเลือดก็ไหลเป็นลิ่ม ๆ นี่แหละหนาให้ร้ายแก่ท่านร้ายนั้นถึงตัว เจ้าหญิงก็อำลาฝ่าบาทและกงอี้กลับขึ้นบนก้อนเมฆ ชั่วแพลบเดียวก็หายไป บรรดาขุนนางต่างพูดว่าฮ่องเต้มีบุญกุศลมหาศาล

     ฮ่องเต้ตรัสกับเตียไต่ขวยว่า ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นขุนนางประจำหน้าพระแท่นแทนตั้งเง็กเซ็ง ไต่ขวยกราบขอบคุณพระกรุณาแล้วก็ปูนตำแหน่งให้แก่ครอบครัวจางกงอี้ แล้วรับสั่งให้บรรดาขุนนางช่วยกันไปส่งจางกงอี้ที่จวนจอหงวน กงอี้ก็จัดโต๊ะเลี้ยงแขก เตียไต่ขวยกับกงอี้เกี่ยวดองเป็นอาหลานกัน เมื่องานเลี้ยงจบต่างก็พากันกลับไป ทุกคนพอใจอย่างยิ่ง

     กล่าวถึงตงหยิ้ง ตงหงีไปปราบกบฏเสร็จแล้วก็กลับมารายงานที่วังหลวง ฮ่องเต้ถึงกับออกมาต้อนรับด้วยพระองค์เอง แล้วบรรดาญาติของกงอี้พากันเข้ามาเมืองหลวง แล้วสั่งออกว่าราชการในวันรุ่งขึ้นเพื่อปูนตำแหน่ง ทั้งหมดมาพักอยู่ที่จวนจอหงวน ครึกครื้นกันทั้งคืน กงอี้ถามตงหยิ้ง ตงหงีว่า ไปปราบกบฏทำไมจึงเสร็จแล้ว ตงหยิ้งว่า โชคดีที่พบน้องเง็กเตียงมาหาลูกที่ตั้งทัพ มาเล่าความจริงให้ทราบว่านำของงิเศษมาถวายเพื่อช่วยเหลือบิดาเพื่อขจัดกังฉิน  บอกให้ลูกรีบเดินทางกลับ  เง็กเตียงก็ไปหาจิวเทียนอ๊วงตามให้กลับไปที่วังบาดาล  ความสงบเกิดขึ้นด้วยบุญบารมีของบิดาท่านคุ้มครอง  จึงไม่มีเรื่อง  รอจนตี 5 เข้าเฝ้าฮ่องเต้กงอี้ก็พาครอบครัวทั้งหมดเข้าเฝ้าฮ่องเต้ๆตรัสว่า  ตำแหน่งของกงอี้อยู่เหนือซำกง  ส่วนฮูหยินได้รับแต่งตั้งเป็นท่านผู้หญิงอันดับหนึ่ง  ตงหยิ้งได้เป็นราชบุตรเขย  ตงหงีได้เลื่อนขึ้นหนึ่งขั้น  ที่เหลือก็ได้เป็นข้าราชการทั้งหมดกล่าวขอบพระมหากรุณาธิคุณฮ่องเต้  ฮ่องเต้สั่งให้จัดโต๊ะเลี้ยงแล้วรับสั่งถามกงอี้ว่า  เธอทำดีตลอดชีวิตทั้งบ้านได้ดิบได้ดีหมด  เธอมีความพอใจหรือไม่  กงอี้ว่า  ครอบครัวของกระหม่อมได้รับความเมตตาจากพระองค์  ใจมีความพอเพียงแล้ว  แต่การทำกุศลยังไม่หมด  ฮ่องเต้ตรัสว่าเป็นคนดีที่แท้จริง  สถาปนาให้ครอบครัวเธอมีบุญวาสนาเพื่อจะได้ทำกุศลให้สำเร็จ  กงอี้คุกเข่าขอบพระทัย  หลังงานเลี้ยงฮ่องเต้กลับเข้าราชวังขุนนางทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับไป  กงอี้พำนักอยู่ที่จวนจอหงวนนานเป็นแรมเดือน

     มีวันหนึ่งกงอี้ก็เขียนใบฎีกาต่อฮ่องเต้ว่าขอลากลับบ้านเพื่อใช้ชีวิตที่เหลือ  ฮ่องเต้แปลกใจจึงเรียกเตียไต่ขวยมาซักถามว่า  จางกงอี้เจริญทั้หมดปรากฎชัดแล้ว  หรือข้าปูนบำเหน็จน้อยไป  วันนี้มีฎีกาขอกลับบ้านทำไมหรือ  ไต่ขวยตอบว่า  ทั้งครอบครัวของเตียกงอี้ล้วนเป็นคนดี  อาจจะไม่คุ้นเคยกับชีวิตในเมืองหลวง  ขอให้ฝ่าบาทอนุญาตตามที่ขอเถิด  พวกเขาาอยู่ที่เมืองหลวงไม่มีงานกุศลให้ทำ  คงไม่มีเรื่องอื่นหรอก  ฮ่องเต้ว่ากงอี้เตือนข้าดูแลเขาน้อยไปมั่ง  ไต่ขวยตอบว่าดีจังเลย  ฮ่องเต้อนุญาตให้กงอี้เข้าเฝ้าอนุญาตให้ราชบุตรเขยกลับไปพร้อมกัน  พร้อมทั้งประทานทองคำหนึ่งหมื่นสองพันตำลึง แพรต่วนและของมีค่าอีกมากมายนับไม่หมด ทั้งฮ่องเต้และขุนนางพากันมาส่ง ฮ่องเต้จับมือกงอี้แล้วตรัสว่า ข้าดูแลเจ้าน้อยไปกลับไปก็ขยันบำเพ็ญมหากุศลต่อ กงอี้คุกเข่าถวายบังคมอำลา ฮ่องเต้ก็เสด็จกลับเข้าวังไปพร้อมกับข้าราชบริพาล

     กงอี้ขึ้นรถกลับภูมิลำเนาเดิมอย่างสมเกียรติ เมื่อมาถึงบ้านญาติมิตรก็พากันมาแสดงความยินดี กงอี้ก็จัดโต๊ะเลี้ยงอาหารกันอย่างครึกครื้นอยู่หลายวัน ญาติมิตรต่างสรรเสริญถึงคุณธรรมความดีของกงอี้เป็นที่ซาบซึ้งสวรรค์ คือได้รับผลตอบสนองเต็มสมบูรณ์ กงอี้ว่า มนุษย์เกิดท่ามกลางฟ้าดิน ทำความดีมีความสุขที่สุด มีการสร้างเหตุที่ดีก็จะได้ผลตอบสนองวที่ดี ถ้าสร้างเหตุที่ชั่วก็ย่อมได้ผลตอบสนองที่เลว การตอบสนองดีชั่วเหมือนเงาตามตัวไม่ใช่ไม่ตอบสนอง เพียงแต่เวลายังไม่ถึง เรื่องผลกรรมตอบสนองเป็นเรื่องจริง สมมุติว่าบ้านตระกูลจางไม่สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นและยอมรับความอัปยศต่าง ๆและการซื้อสัตว์ปลดปล่อยแล้ว จะมีเกียรติยศอย่างวันนี้หรือ

     ชาวบ้านต่างว่าถูกต้องแล้ว เมื่อการเลี้ยงสิ้นสุดลงเวลาผ่านไปสิบกว่าวัน ตกค่ำมีพระสงฆ์รูปหนึ่งมาหาแล้วพูดกับยามประตูว่า ให้บอกกับคุณจางผู้ใจบุญว่าข้างนอกมีสงฆ์รูปหนึ่งขอเข้าพบ ยามประตูจึงเข้ามารายงาน กงอี้ว่ามีอาจารย์พระรูปหนึ่งขอเข้าพบ กงอี้ว่าเชิญท่านเข้ามา ยามประตูจึงนำพระสงฆ์เข้ามาถึงห้องโถงกลาง กงอี้เห็นหน้าตาอัปลักษณ์เหลือเกิน กงอี้ถามว่าท่านพระอาวุโสมาที่นี่มีธุระอันใด พระสงฆ์ตอบว่า เกือบมืดแล้วจะขอค้างคืนสักคืนหนึ่งและยังจะขอร้องอีกเรื่องหนึ่ง ขอท่านผู้ใจบุญอย่าตระหนี่เลย กงอี้ว่า เรื่องอะไร พระสงฆ์ว่า ตลอดชีวิตของสงฆ์ยังไม่เคยแต่งงาน อยากขอให้บุตรีของท่านเป็นเพื่อนนอนสักคืน อมิตตาพุทธ!  กงอี้ได้ยินเช่นนั้นก็พิโรธขึ้นแล้วก็หันกลับเข้าด้านใน ใบหน้ากังวล ฮูหยินตั้งเห็นหน้าไม่ดีของสามี จึงถามว่า นายท่านมีเรื่องอะไรหน้าตาจึงเศร้ากังวลเช่นนี้ กงอี้ว่า บังเอิญมีสงฆ์รูปหนึ่งออกปากขอคุณหนูนอนเป็นเพื่อนคืนหนึ่ง ข้าเห็นลามกจกเปรตจึงบันดาลโทสะ ฮูหยินได้ยินก็ฉงน จึงบอกให้สามีทำใจให้กว้างคิดรอบคอบหนังสือร้อยขันติ จดมาได้ 99 เรื่องแล้ว เพียงอดทนอีกครั้งเดียวก็จะครบร้อย เกรงว่าจะเป็นเซียนพุทธแปลงกายมาทดสอบ กงอี้พยักหน้าว่าใช่แล้ว ฮูหยินกล่าวว่า ธรรมดาสงฆ์ทั่วไปมีหรือจะขาดหลักธรรม กงอี้ว่า ตามความเห็นของฮูหยิน จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ฮูหยินว่า ให้ฉันปรึกษากับคุณหนูลับ ๆ กลไกเซียนเปิดเผยไม่ได้ บอกคุณหนูให้รู้ตัว ให้คุณหนูเรียกสาวใช้มาแต่งตัวเป็นคุณหนูแล้วไปที่ห้องนอนเป็นเพื่อนสงฆ์คืนหนึ่ง

     ดูซิว่าผลจะออกมาอย่างไร กงอี้ว่า ฮูหยินรีบๆ ไปทำตามแผน แล้วกงอี้ก็ออกมาที่ห้องโถงอีกครั้ง พร้อมกับเตรียมอาหารน้ำชามาถวาย สงฆ์นั้นไม่เตะต้องเลย นั่งพูดคุยจนถึงตี 2 ตงหยิ้งก็มาพาสงฆ์ไปนอน พอเข้าห้องสงฆ์ก็เห็นมีคุณหนูรออยู่จึงปิดประตูห้องนอนแล้วดับเทียน พอรุ่งเช้าตงหยิ้งเห็นสงฆ์ยังไม่ตื่น จึงไปที่ห้องนอนก็ไม่เห็นสงฆ์เลย เห็นแต่ทองคำเต็มเตียงไปหมด จึงถามหญิงใช้ สาวใช้ตอบว่าตอนขึ้นเตียงนอนลมหนาวพัดเข้ามาฉันก็นอนหันหน้าเข้าฝา ยังไม่เห็นสงฆ์เลย ตงหยิ้งจึงเรียกบิดามารดามาดูก็เห็นทองคำเต็มเตียงพร้อมตัวอักษรว่า “กวนอิมขันติเต็ม”

     กงอี้สะดุ้งพูดว่า สงฆ์ที่มาเมื่อคืน คือ พระโพธิสัตว์กวนอิมแปลงกายเป็นสงฆ์มาส่งเสริมข้าให้ครบร้อยขันติ จึงเตรียมอาหารเจดอกไม้ธูปเทียนจัดโต๊ะบูชาแล้วกราบไหว้ พร้อมกล่าวว่า ท่านโพธิสัตว์กวนอิมและบรรดาเซียนพุทธที่คอยกำกับดูแลศิษย์กงอี้ตลอดชีวิต ที่กระทำโดยมีใจอดทนผ่อนปรนเวทนาสงสารผู้ยากไร้ บาปทั้งหลายไม่ทำบุญทั้งหลายให้สร้าง ปฏิบัติมาได้ 99 ครั้ง เมื่อคืนยังได้รับการทดสอบ มีฮูหยินตั้งช่วยเหลือฉันให้สำเร็จเป็นร้อยขันติ คติว่า “บุญถึงจิตญาณ” ขอบคุณโพธิสัตว์ อีกบรรดาเซียนพุทธที่ส่งเสริมให้บ้านจางจนสำเร็จ แล้วก็หันหน้าสู่ทิศใต้กราบร้อยครั้ง เสร็จแล้วก็พูดกับคนในบ้านว่า “เป็นคนพึงปฏิบัติต่อโลกเอาข้าเป็นแบบอย่าง ข่มตนให้ประโยชน์เขาคือกุศล คนเสียหายตนได้ประโญชน์คือบาป การตอบสนองไม่ผิดเพี้ยน ผู้ฝืนทำผิดคือเคราะห์ อดทนผ่อนปรนคือบุญวาสนา ความชั่วทั้งหลายผิดประเวณีชั่วที่สุด ความดีทั้งหลายกตัญญูเป็นที่หนึ่ง สืบทอดจากโบราณเป็นเช่นนี้ จากการสำรวจผู้ปฏิบัติต่อโลกที่ผ่าน ๆ มา มนุษย์ที่ทำบาปทำบุญย่อมได้รับการตอบสนองทั้งนั้น เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่ใช่ทำชั่วแล้วไม่ตอบสนองเป็นเพราะเวลายังไม่ถึง จงระมัดระวัง นี่คือโอวาทของบ้านจาง หนังสือร้อยขันติใช้ถ่ายทอดครอบครัว”

     ภายหลังท่านกงอี้ก็ไปที่เขาเม้งซัวไปเยี่ยมเพื่อนค้นหาปราชญ์อาจารย์และกัลยาณมิตร ถือศีลเจเรียนพุทธธรรม ตระกูลเราจางที่หยิ้งเรียนอย่างปราชญ์ จัดทำหนังสือคัดลอกทำเป็นเล่มเพื่อให้สังคมใช้เป็นหลักการเป็นแบบอย่าง ภายหลังได้เล่าเพิ่มเติมว่า กงอี้กับเซียนท่องเที่ยวด้วยกันและมีชีวิตยืนยาวถึง 9 ชั่วโคตร หลุดพ้นทั้งตระกูลได้ตำแหน่งเซียนพุทธเป็นประจักษ์ที่สืบทอดกันมา หนังสือร้อยขันตินี้ภายหลังคนก็แต่งกลอนสรรเสริญคุณธรรมกงอี้ว่า

หนังสือคัดเป็นเล่มร้อยขันติ         ร้อยขันให้ท่านสำเร็จสมบูรณ์

ใจกว้างบารมีมากเพิ่มพูน             เยาแววปราชญ์เฒ่าเพิ่มคูณยิ่งปราชญ์

ทั้งเรือนพร้อมใจให้ผ่อนปรน       เกียรติระบือสืบมาหมื่นกาล


สะตอผัดเครื่องแกง

1654918052.jpg
mindcyber
3 years ago

ค่าของคนอยู่ที่รู้สำรวจตน

พระโพธิสัตว์กวนอิม

1654918052.jpg
mindcyber
3 years ago

ทุกคนมีจิตพุทธะ

จิ้งเย่เซียนโกว

1654918052.jpg
mindcyber
3 months ago
เห็ดหอมตุ๋นแห้ว

เห็ดหอมตุ๋นแห้ว

1654918052.jpg
mindcyber
3 years ago

นางฟ้าองค์ที่1 (แห่งเจ็ดนางฟ้า)

1654918052.jpg
mindcyber
3 years ago