กล่าวคือกงอี้ได้ขายวัวตัวหนึ่งราคาสองหมื่นสี่พันอีแปะ เมื่อรับเงินครบแล้วผู้ซื้อก็จูงวัวไป พอรุ่งขึ้นอีกวันวัวตัวนั้นก็ตายลง มีคนเดินถนนเล่าให้กงอี้ฟังเมื่อเจอะกันว่า คนซื้อวัวเมื่อวานนี้กำลังร้องไห้กับวัวที่ซื้อมาเขาพูดว่าเขามีเงินทุนเพียงเท่านี้ เมื่อวัวตาย คนทั้งบ้านก็ควรตายตามไปด้วย เมื่อกงอี้ได้ความชัดเจนแล้วก็รีบตรงไปยังบ้านของผู้ซื้อวัว ก็เห็นเขานั่งเฝ้าวัวไปร้องไห้ไป กงอี้จึงเข้าไปหาเขาแล้วถามว่า วัวตายแล้วร้องไห้ทำไม ผู้ซื้อเห็นกงอี้เข้ามาก็รีบคุกเข่าต่อหน้าแล้วร้องไห้ว่า ข้ามีเงินแค่วัวตัวนี้เท่านั้น เมื่อวัวตายก็ควรต้องตาย กงอี้ว่าเอาวัวมาแค่คืนเดียวก็ตาย วัวนี้เดิมเป็นของข้า เธอไม่ต้องเศร้าโศก เธอเอาเงินของเธอคืนไป ข้าจะเรียกคนมาเอามันไปฝังกลบเอง เธอสบายใจได้ไม่ต้องติดใจ ว่าแล้วก็เรียกผู้ซื้อไปที่บ้านกงอี้ด้วยกันเพื่อรับเงินคืน ผู้ซื้อจึงว่า ขอบคุณท่านมหาบุญ ข้ายอมรับเงินเพียงแค่กึ่งหนึ่ง กงอี้ไม่เห็นด้วย จึงคืนเงินทั้งหมดไป แล้วก็เรียกคนงานสิบคนไปที่ตลาดเพื่อนำวัวไปฝังกลบให้ลึก กงอี้ถอนหายใจพูดกับคนอื่นว่า ๆผู้ซื้อลดหนี้วัวไป วัวก็ลดหนี้ของข้าไป ข้าก็เรียกคนให้นำไปฝังไม่ต้องรับหนี้วัว และก็ไม่เอาหนี้คนซื้อ ชาวบ้านจึงว่ากงอี้ยอมเสียหายเพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ นี่คือคุณธรรมของกงอี้ที่ยอมละเพื่อผู้อื่นเป็นขันติที่ 95 ต่อมาภายหลังมีคนแต่งกลอนให้ว่า
ธรรมสลายหนี้โลกโลกีย์ เพื่อคนที่โศกเศร้าอย่างเฉยเมย
มีไม่มีได้เสียสว่างเผย ไม่ละเลยให้ผู้อื่นเสียหาย