ข้าพเจ้าเป็นคนในสมัยราชวงศ์ซ้อง เกิดที่ปัจจุบันคือมณฑลฮกเกี้ยน ข้าพเจ้าเป็นคนเลือดร้อน รักความยุติธรรม ยึดความซื่อสัตย์ กตัญญู มีสัจจะเป็นหลัก บิดาแซ่จู ชื่อหลง เป็นคนซื่อตรง มีอาชีพทำนา ข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนเดียว ชอบฝึกวิทยายุทธ์ เจนจบทั้ง 18 กระบวนท่า ชอบปราบอธรรมอภิบาลคุ้มครองผู้อ่อนแอ
ขณะนั้นในเมืองมีพี่น้องคู่หนึ่งชื่อ เฟยเทียนหย่ง และเฟยเทียนเฉียง เป็นนักเลงประจำถิ่น มีลูกน้องจำนวนมากเที่ยวเกะกะระรานชาวบ้านสุจริตชนอยู่เสมอ วันหนึ่งข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองเดินเล่น พบหญิงชราคนหนึ่งนั่งร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่กลางตลาด แกบอกว่าลูกสาวของแกถูกพี่น้องตระกูลเฟยฉุดเอาตัวไป ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้น เกิดความรู้สึกเจ็บแค้นแทนมาก จึงบุกไปรังเสือด้วยตัวคนเดียว พอไปถึงบ้านตระกูลเฟยก็บอกว่า “กลางวันแสก ๆ ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านหมายความว่าอย่างไร ?” พี่น้องแซ่เฟยพอเห็นข้าพเจ้าออกหน้าแทนก็หัวเราะเยาะถามว่า “ลมอะไรเอ่ยพัดพี่จูมา” ข้าพเจ้าตอบว่า “ข้ามาเพื่อหญิงสาวคนนี้ ขอให้นายจงรีบปล่อยตัวเธอออกมา อย่าให้แม่แกต้องเศร้าโศกเสียใจ” แต่พี่น้องตระกูลเฟยถือตัวว่ามีคนมากกว่า ไหนเลยจะยอมปล่อยคนง่าย ๆ พอเทียนหย่งขยิบตาเท่านั้น พวกลูกน้องที่อยู่ล้อมรอบก็กรูกันเข้ามาหาทันที ข้าพเจ้าเข้าต่อสู้อย่างเข้มแข็ง พลางร้องตะโกนบอกถึงบาปบุญคุณโทษ ชี้ถูกชี้ผิดแก่พวกมัน ไม่ช้าพวกมันหนึ่งในสามก็ค่อย ๆ ถอยห่างไปไม่ต่อสู้อีก ข้าพเจ้าประกาศย้ำอีกว่า “การช่วยผู้แข็งแรง รังแกผู้อ่อนแอ รังแต่จะเสียชื่อการช่วยผู้อ่อนแอถึงจะเป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง ข้ารู้ว่าพวกท่านล้วนแต่เป็นคนดี ย่อมไม่เอาชนะด้วยการใช้คนมากรุมแบบหมาหมู่”
ตอนนี้พวกสมุนสองในสามเกิดลังเลใจชะงักอยู่ แต่มีส่วนหนึ่งที่ยังคงเหมือนสัตว์ป่าไร้จิตสำนึกในจำนวนนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ยอมฟังเสียง กระโดดเข้ามากำหมัดหมายจะต่อยหน้าข้าพเจ้า ๆ รีบเอี้ยวตัวหลบ พร้อมกับต่อยสวนไปหนึ่งหมัดที่ใบหน้า จนมันหงายหลังกลิ้งลงกับพื้น ข้าพเจ้าพูดด้วยเสียงอันดังว่า หากยังคิดจะช่วยคนชั่วอีกให้รีบขึ้นมา ! เจ้าหมอนั่นตัวสั่นงันงก ปากก็ร้องขอไว้ชีวิต จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาสู้อีก ต่างแยกย้ายกันหลบหน้าไป พี่น้องตระกูลเฟยเห็นสถานการณ์เปลี่ยนไป จึงไม่กล้าอวดอำนาจอีกดูคล้ายจะสำนึกผิด โดยนำเด็กสาวออกมามอบให้ข้าพเจ้ าเมื่อข้าพเจ้าช่วยสาวน้อยออกมาแล้ว ก็พาไปส่งถึงบ้าน ทำให้แม่ลูกได้พบหน้ากันอีก
ข้าพเจ้าได้ช่วยเหลือคนอ่อนแอและคนยากจนนับจำนวนไม่ถ้วนพวกอันธพาลนักเลงหัวไม้จึงค่อย ๆ ลดน้อยลงหากมีนักเลงมาเกะกะในเมือง พอได้ยินว่าข้าพเจ้ามาแล้ว ต่างเหมือนกับหนูเห็นแมว พากันวิ่งหนีไปหมด ดังนั้นชาวบ้านในท้องที่จึงนับถือข้าพเจ้าเสมือนพ่อ ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก่อนจะแจ้งทางการ มักจะรายงานให้ข้าพเจ้าทราบก่อน
ข้าพเจ้าตายจากโลกตอนอายุ 70 ปี เมื่อวิญญาณถึงยมโลกได้รับการส่งเสริมให้ไปบำเพ็ญฌานสมาธิที่ศูนย์นักบุญ 3 ปี ต่อมา ได้รับเทวโอบการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระภูมิ เจ้าหลักเมือง เทพตรวจการณ์ ตามลำดับ ก่อนได้รับตำแหน่งปัจจุบัน ได้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาเมืองนรกอยู่ 300 ปี จึงได้รับการส่งเสริมจากท่านพระโพธิสัตว์กษิติครรภ จนได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นยมบาลตำหนักที่ 1