สัจธรรม นำหลุดพ้น 1
*** ตัวนิสัยที่มองไม่เห็น ****
อยากดี…ก็คือ ตัวนิสัย
อยากชั่ว ….ก็คือ ตัวนิสัย เหมือนกัน
พระพุทธเจ้า ตัดลดนิสัยจนหมดสิ้น…จึง ไม่เอาทั้งดี ไม่เอาทั้งชั่ว
ผู้ทำได้ เมื่อละสังขาร ….ก็ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่บนโลกอีก ไปถึงที่สุดได้ คือ นิพพาน
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————-
*** ตัวตนศาสนา ****
ศาสนาไม่เสื่อม
สังคมเสื่อม
ศาสนาไม่ใช่วัตถุ
ศาสนาไม่ใช่ตำรา
แต่ ศาสนาอยู่ที่ ตัวทำได้
ตัวที่เราตัด ตัวที่เราลดได้ คือ ตัวศาสนา
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————
*** สมาธิ ****
สมาธิ….ที่พระพุทธเจ้าใช้เพื่อนำตนเองหลุดพ้นทุกข์
คือ…สมาธิพิจารณา
พิจารณาตนเอง พิจารณานิสัยตนเอง
พิจารณาค้นหาตัวกระทำของตนเอง ที่ส่งผลตอบแทนปรากฏเป็นกรรม
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————
*** เมืองอันตราย ****(เช่น เฮติ และอีกมากมายที่มักมีภัยพิบัติเกิดขึ้น)
เมืองที่มีคนโกงกินมาก ไม่ซื่อสัตย์ไม่รักษาสัญญา ไม่รักษาคำพูดกันมาก
เมืองมีผู้คนเบียดเบียนกันมาก มีอบายมุขมาก
เมืองที่ค้าขายพระมาก เอาศาสนามาหากินกันมาก
เมืองที่เอาความเชื่อนอกศาสนา มาบดบังสัจจะคำสอน
แม้ดูมั่นคงเพียงใด ก็ล่มจม ล่มสลายได้
แม้กุฏิที่อยู่บนเขาสูง แต่ไม่ปฏิบัติดีไม่ปฏิบัติชอบ น้ำก็ท่วมถึงได้
แม้เมืองไม่เคยแผ่นดินไหว แผ่นดินก็แตกแยก ไหลไปตามลาวาได้
วัดจะไม่ใช่ที่ปลอดภัย เมื่อคนดีเขาไปหมดแล้ว
แต่คนที่เชื่อสัจจะแล้วทำได้จริง อยู่ตรงไหนก็ปลอดภัย
เป็นปฏิหาริย์คลาดแคล้ว
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————–
*** นิสัย คือตัวการ ****
นิสัย เราไม่ตัดลดกัน…แล้วเราจะหวังพ้นทุกข์ คงยาก
นิสัยคน สามารถทำลายชาติตนเองได้
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————–
*** สูงสุดคือ สัจจะ ไม่น่ากลัว ****
คนกลัว สัจจะ
เพราะ คิดว่าเป็นการปฏิบัติอย่างสุดโต่ง
เป็นเพราะ ความไม่เข้าใจใน…. สัจจะปฏิบัติ ที่พระพุทธเจ้าสอน
สัจจะที่พระโคดมสอน…คือ กำหนดทำในสิ่งที่พอหยิบพอเอื้อมได้ พอทำได้จริง
เช่น
สัจจะว่า ไม่โกรธไม่โมโห วันละหนึ่งชั่วโมง มีกำหนดสามเดือน
สัจจะว่า ไม่เห็นผู้อื่นผิด วันละหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่แปดโมงเช้า ถึงเก้าโมงเช้า มีกำหนดหนึ่งปี
สัจจะว่า ไม่ฆ่ามนุษย์ ทั้งในครรภ์และนอกครรภ์ ตลอดชีวิต
สัจจะว่า นับถือศาสนาพุทธ ตลอดชีวิต
สัจจะว่า ไม่ซื้อไม่ขายพระ ตลอดชีวิต
สัจจะว่า ไม่เสพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ตลอดชีวิต
สรุปว่า…ตัวเรา ต้องให้ความชัดเจนในการปฏิบัติต่อตนเอง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————–
*** สัจจะ + เดินสายกลาง ****
ไม่ยากเกินไป ไม่ง่ายเกินไป
แต่ทำทุกวันเป็นประจำ…นิสัยจะค่อยๆลดลง และหมดไปได้จริง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————
*** เมื่อทำได้จริง ****
ก็เรียกว่า… “ผู้ทำได้”
ถือเป็น…. ผู้มีสัจจะ
ในทางธรรม การกระทำของท่านจะถูกบันทึกเป็นตัวศาสนา
คือ ตัวตนของศาสนาที่นำพาสัตว์โลกหลุดพ้นทุกข์
ดินฟ้าอากาศ คือสักขีพยาน
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————
*** สัจจะปฏิบัติ ****
คือ การนำหลักสัจจะธรรม ที่มีอยู่ในธรรมชาติ
มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน…เพื่อเปิดโอกาศให้ตนเองหลุดพ้นทุกข์
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————–
*** สัจจะ กับ ศีล ****
สัจจะ … เป็นศีลเล็กๆข้อหนึ่ง
ที่เรากำหนดขึ้นมานำตนเองให้หลุดพ้นทุกข์
แต่ ศีลที่ข้อหนึ่ง
ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
นั้นยิ่งใหญ่มาก กว้างใหญ่ไพศาล ยากที่มนุษยืจะทำได้จริง
เพราะ สัตว์ที่เล็กกว่าปลายขนตาก็มีอยู่ทั่วไป
ศีลข้อหนึ่งที่เราประกาศออกไป
ลองถามตนเองว่า ตัวเราทำได้จริงหรือ !!!!
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พิจารณา
….กำหนดในสิ่งที่พอทำได้จริง…
ที่สำคัญ
ศีลมีมาก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ
ศีลมาจากพราหมณ์ ปู่ย่าตายายของพระพุทธเจ้าก็ถือศีลกันมา
แต่ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นทุกข์ได้
จนกระทั่งพระพุทธเจ้าค้นพบว่า แท้จริงสัจจะเป็นแก่นสารการปฏิบัติ
ทำได้ ทำไม่ได้ ก็อยู่ที่สัจจะของแต่ละคน
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ตัดลดปลดนิสัยตนเอง ด้วยสัจจะ ตั้งแต่นั้นมา
แต่หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปสองร้อยกว่าปี
มีทั้งผู้ที่ชอบสัจจะ และไม่ชอบสัจจะคำสอน
ผู้มีอำนาจทางการบ้านการเมืองไม่อยากตัดลดนิสัย
เกิดความเสียดาย วัตถุ ลาภ ยศ สรรเสริญ
จึงได้นำศีลของพราหมณ์ กลับมาใช้ในศาสนาพระโคดมอีกครั้ง
จากเดิมเพียงศีลห้าข้อ แต่เมื่อโลกพัฒนามากขึ้น
สังคมเปลี่ยนแปลงไป กิเลศตัญหาการกระทำมีรูปแบบมากขึ้น
ศีลข้อใหม่ๆ จึงถูกกำหนดให้มากขึ้นตามสังคมในแต่ละยุคสมัย
ส่วนสถานการณ์วุ่นวายในปัจจุบัน
เป็นเพราะ นิสัยของมนุษย์เราขาดการตัดลดอย่างจริงจัง มาสองพันกว่าปี
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————
*** ศาสนศาสตร์โลก ****
โลกุตตระ อุบัติเกิดที่ประเทศไทยแล้ว
หลักโลกุตตระธรรม ปรากฏแล้ว
หลักสัจจะธรรม ปรากฏแล้ว
ความจริง จะค่อยๆทะยอยปรากฏขึ้นมา
แล้วเราจะได้เห็นว่า ใครทำอะไรเอาไว้
ขอให้เชื่อสัจจะมีผลตอบแทน…อยู่ที่ทำได้ ทำไม่ได้
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————————
*** ค้นหาการกระทำเก่า ค้นหาหนทางพ้นทุกข์ ****
เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้
แต่การกระทำที่ได้ทำไปแล้ว ยังคงติดตัวเราไป
ตายแล้วเกิดใหม่ เกิดมาพร้อมนิสัยตัวเดิม
นิสัยตัวเดิมๆ พาให้ก่อการกระทำซ้ำๆเดิมๆ
หนทางเดียวที่จะลบล้างมลทินไปได้ คือ การปลดนิสัยตัวเอง
ผู้นำที่จะพาให้ปลดนิสัยได้จริง คือ สัจจะ
มีวิธีเดียว …เป็น สัญญาใจตนเอง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————–
พระพุทธเจ้า หลุดพ้นทุกข์ได้…เพราะตัดนิสัยได้จนหมดสิ้น
หมดนิสัย….ก็คือ เห็นอะไรก็ไม่เกิดอารมณ์
ในโลกนี้…มีความจริง กับ ความเห็น
ความจริง….คือ สัจจะธรรม
สัจจะธรรม… มีความหมายว่า ตัวกระทำไม่ตาย ตัวกระทำมีผลตอบแทน
ส่วนความเห็น…เป็นความเชื่อ ไม่ใช่ความจริง
ความเห็นต่างๆ เราต้องพิจารณา
ถ้าเราเชื่อความเห็นผิดๆ ก็ทำให้เราปฏิบัติได้ไม่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า
คือ อ้อมไปอ้อมมา ไม่ใช่ทางตรง
ทางตรงในการที่จะหลุดพ้นทุกข์ได้ มีหนึ่งเดียว คือ ค่อยๆตัดนิสัยของตนเอง
พระพุทธเจ้า ใช้ความจริง ไม่ใช้ความเห็น….เราจึงควรพิจารณาหาความจริงของตนเอง
พระพุทธเจ้า ไม่ใช้วัตถุ …ถ้าเราหวังพึ่งวัตถุ ความหวังหลุดพ้นทุกข์ก็ริบหรี่
การปฏิบัติของพระพุทธเจ้า คือ การตัดลดนิสัยตนเอง อยู่ตลอดเวลา
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————-
พระพุทธเจ้า…ตัดทิ้งเรื่องราวทางโลก ทิ้งลาภยศ สมบัติ
เสด็จหนีออกผนวชเข้าป่า….เก็บเกี่ยวความจริง ค้นหาสัจจะธรรมในป่าคนเดียว
สุดท้าย…
พระพุทธเจ้า….พบว่า ทุกการกระทำเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ตัวกระทำก็เกิดขึ้นตามมา
เป็นตัวกระทำที่ไม่ตายไมสูญสลาย ตามติดเราไปเหมือนเงาตามตัว
และมีผลตอบแทน
ถ้าเราปรารถนาให้ผลตอบแทนเที่ยง เราก็ต้องสร้างการกระทำเที่ยงขึ้นมา
เพื่อให้ได้การกระทำเที่ยง จึงต้องให้ ใจ ปาก ปฏิบัติ ตรงกัน
สัจจะ จึงเป็นคำตอบสุดท้าย
สัจจะ จึงเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
เพื่อสร้างการกระทำใหม่ขึ้นมาในชีวิต
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————-
*** ลูกบ้านสองพวกจะตีกัน ****
แต่มีผู้ใหญ่บ้าน ที่ลูกบ้านทั้งสองพวกนับถือ
มาห้ามไว้ก่อน
บอกให้ทุกคน รับสัจจะ ข้อเดียวกันว่า…
ไม่ทำร้ายกัน จะเห็นอกเห็นใจเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ตลอดชีวิต
เมื่อทุกคนรับสัจจะ ความเป็นศัตรูก็สิ้นสุดลงทันที
เมื่อเจอกัน ก็กลับกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
ยิ้มแย้มด้วยความจริงใจต่อกัน
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————–
*** ยุคนี้หลังกึ่งพุทธกาล ****
คนเก่งมีเยอะ พูดด้วยก็ยาก
เพราะ พอเรียนมากก็รู้มาก ก็ยึดติดเรื่องถูกผิด ไม่ค่อยฟังใคร
กว่าจะมีคนหนึ่งมาพูดให้ เลิกทำบาปโดยสิ้นเชิงทั้งกายวาจาใจโดยทันทีทันใด
ก็ต้องรอให้กรรมมาก่อน มาเป็นภัยวิบัติต่างๆ คนเหลือหน่อยเดียว
ถึงตอนนั้น เขาก็จะเชื่อด้วยตัวเขาเองแล้ว เพราะเขาจะเห็นคนทำบาปมากมายไปไม่รอด
เหมือนเรื่องบัวสี่เหล่า เรื่องน้ำท่วมโลกกับเรือโนอาร์ คนฟังคนเชื่อมีน้อย
ส่วนใหญ่เขาไม่เชื่อกัน เพราะผู้คนขาดการพิจารณาตนเอง
ขาดการพิจารณานิสัยตนเอง ว่ามันสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองอย่างไร
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————-
*** พิจารณาก่อน แล้วเก็บคำตอบไว้ในใจ ****
ท่านเชื่อไหมว่า พระพุทธเจ้ามีมาแล้วหลายพระองค์ …
ท่านเชื่อไหมว่า พระพุทธเจ้ามีการปฏิบัติเหมือนกันทุกพระองค์….
ท่านเชื่อไหมว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนให้ตัดลดนิสัยตนเองด้วยสัจจะ…
ขอให้ท่านพิจารณา ท่านไม่ต้องตอบออกมาว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ
ให้ท่านลองค้นหาความจริงด้วยตนเอง
นิสัยตัวหนึ่ง มันต้องตัดให้ได้จริงทุกวัน วันละสักหนึ่งชั่วโมง
ทำไปเรื่อยๆ เป็นประจำ นิสัยตัวนั้นจึงหมดไปได้จริง
สักวันหนึ่ง…ท่านจะเข้าใจ
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————–
*** ชาติสมัยโบราณ เขารักษาสัจจะ ****
สัจจะธรรมนั้น มีความหมาย…
แต่ไร้ผู้คน เข้าไปศึกษา
เพราะ สัจจะไม่ทำ…สัจจธรรม จึงไม่เกิดในตน
เพราะ สัจจะทำ….ธรรมเที่ยง ความเที่ยงจึงอยู่กับตน
ทุกวันนี้…คนเราขาดความจริงจัง ให้ความเด็ดขาดกับตนเอง
จึงขาดความจริงในชีวิต….ผลตอบแทนมันจึงไม่เที่ยง เลยพูดกันว่า โลกมันไม่เที่ยง
แต่ โลกอยู่ด้วย สัจจธรรม…แปลว่า ธรรมเที่ยง
เพราะ ไม่ศึกษาสัจจะธรรม….ยิ่งพูดกันไป ก็ยิ่งขัดกับสัจจธรรมที่มีอยู่จริง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————-
*** ตัดลดสิ่งที่อยู่ในตัว ****
การกระทำ เป็นสิ่งยิ่งใหญ่…ทำให้ไปนรก ไปสวรรค์ได้
สัจจะที่ทำได้ จึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่มาก….สามารถพาพลุดพ้นทุกข์ได้ ไม่ต้องมาเกิดใหม่
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————
*** หลักปฏิบัติสัจจะธรรม ****
พระโลกุตตระเขตะมารัจจะ ท่านกล่าวสอนไว้ว่า……
สาธุชนทั้งหลาย ควรตั้งอยู่ในศีลในธรรม และมีสัจจธรรม โดยมีหลัก 3 ประการ คือ ต้องมี “ใจ”อันสัจจธรรม มี”ปาก”อันสัจจธรรม และ”ปฏิบัติ”อันสัจจธรรม…..
๑. ใจอันสัจจธรรม…เมื่อใจนึกในสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามใจที่เป็นสัจจธรรม อย่าให้ออกนอกลู่นอกทาง คือ ไม่ให้เกิดกิเลส โลภ-หลง และไม่ให้ถืออาฆาตพยาบาทกับผู้ใด เมื่อผู้อื่นทำให้เราไม่พอใจ เราก็ถือใจสัจจธรรมว่า ไม่โต้ตอบ จะได้บรรลุศีลอันบริสุทธิ์ถึงขั้นอรหันต์ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามใจสัจจธรรม ที่ได้มุ่งมั่นไว้ ก็จะทำให้เราลดบารมีศีลไป
๒. ปากอันสัจจธรรม….เมื่อเราลั่นวาจาออกมาแล้วในวาจาระหว่างนี้ เป็นวาจาสัจจธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพูดว่า”ไป”ก็ต้องไป ถ้าเราพูดว่า”ไม่” ก็ต้องไม่ อย่าพูดออกมาโดยไม่ตรงกับใจ ซึ่งเป็นการผิดไปจากสัจจธรรม เช่น เมื่อเราตั้งใจว่า วันนี้จะขอสุขกายสุขใจ แต่เมื่อพบสิ่งไม่พอใจเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ปากไม่สงบ คือ ผิดไปจากปากอันเป็นสัจจธรรม จะหลั่งวาจาอันไม่สมควรฟังออกมาแก่ผู้อื่น ถ้าเราถือใจสัจจธรรมและปากสัจจธรรมแล้ว จะต้องตั้งอยู่ในสมาธิ ให้ถือขันติ มีมานะอดทน มีมุทิตา มีอุเบกขา จะได้เป็นการคล้องจองกับการถือใจสัจจธรรม ปากสัจจธรรม และปฏิบัติสัจจธรรม…..
๓. ปฏิบัติอันสัจจธรรม…ต้องให้คล้องจองกับปากและใจ เช่น เมื่อใจคิดว่าสวดมนต์หนึ่งเล่มธูป ปากก็ได้สวดมนต์ ในการกระทำ ก็ต้องกระทำให้ครบเล่มธูป เป็นการคล้องจองไป จะได้มีบุญบารมีสะสมไว้
ใจสัจจธรรม ปากสัจจธรรม และปฏิบัติสัจจธรรม….
ถ้าสามสิ่งนี้ ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป ก็ถือว่า”ขาดศีล”
ในชีวิตครอบครัว ภรรยาเป็นหลักหนึ่งที่ช่วยค้ำจุนองค์สัจจธรรม เมื่อสามีปฏิบัติสิ่งใด ภรรยาควรใช้สายตาตรวจชี้ในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าสามีจะออกนอกลู่นอกทาง ภรรยาก็ควรช่วยเตือนสติปัญญา ให้เขากลับมา แต่ภรรยาจะต้องถือใจปฏิบัติสัจจธรรม ปากถือปฏิบัติสัจจธรรม และตัวปฏิบัติถือสัจจธรรม จึงจะได้ผล อย่าโมโหโกรธา หน้าบึ้งหน้าบูดหน้าเบี้ยว เป็นกิริยาที่ไม่น่าดูไม่น่าชม แทนที่จะเป็นหลักช่วยกระตุ้นเตือนให้สามี กลับเป็นน้ำมันราดในกองเพลิงให้มันลุกช่วงโชติขึ้นมา เป็นการผิดนอกลู่นอกทางของสามี มิได้เป็นการเสริมสร้างบารมี แต่เป็นการทำลายบารมีของภรรยาเอง ผู้ใดปฏิบัติสามประการนี้ได้ ก็จะเป็นศรีภรรยาตามหลักขององค์สัจจธรรม ลูกหลานจะได้เจริญรุ่งเรือง อุปมาเหมือนปากกับท้อง ดังนี้ คือ :-
สามีทั้งหลาย ให้ถือว่าเป็น”ปากเป็นเสียง” ภรรยา ให้ถือว่าเป็น”ท้อง” เมื่อสามีใช้ปากดำเนินกิจการต่างๆ ปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว ภรรยาก็เป็นท้องสำหรับรองรับ เมื่อสามีปฏิบัติตามในหลักธรรมที่ถูกต้อง คือ หาเลี้ยงชีพอย่างสุจริตชน ไม่โกงเขา ไม่โลภหลง เงินทองที่ทำมาหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย สร้างความภูมิใจ เท่ากับว่า เป็นอาหารอันโอชา เมื่อเงินทองที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ก็เป็นอาหารทิพย์ เมื่อเอามาเลี้ยงท้อง ท้องก็จะอยู่ดี รับด้วยความสบาย มีพลังเข้าถึงหลักธรรมได้ ปากกับท้องนี้ ต้องอยู่คู่กันไปตลอดชาติ เมื่อท้องแข็งแรง ปากก็ดี ก็พลอยให้จิตใจของเราดีไปด้วย เมื่อจิตใจเราดี ผู้นั้นย่อมเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันสิ้นสุด
เมื่อปากที่ให้สมมุติฐานว่าเป็นสามี ได้เงินได้ทองมาในสิ่งที่ผิดๆ เมื่อเอามาเลี้ยงท้องแล้ว ก็จะเกิดเป็นพิษ เมื่อท้องปวดท้องเจ็บ ก็ต้องอุทธรณ์ให้สามีเลิกปฏิบัติการในสิ่งที่ผิด เมื่อปากปฏิบัติถูกต้องแล้ว ท้องก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ปากก็จะอยู่เป็นสุข ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัย
ถ้าภรรยาซึ่งเป็นท้อง กินทุกสิ่งทุกอย่าง โลภไม่มีวันหยุด หลงไม่มีวันหยุด ก็พลอยให้ปากผิดไปด้วย ถ้าสามียึดมั่นอยู่ในธรรมะ ก็จะไม่ปฏิบัติตามท้อง ท้องก็จะอาละวาด ทำให้ครอบครัวไม่มีความร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าสามีที่เป็นปากนี้ เกิดไปหลงผิดตามท้อง หาในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามมาป้อนให้ท้องได้สบอารมณ์หมาย แต่ในบั้นปลายผลรับจะเป็นอย่างไร ผลรับนี้ ก็จะทำให้เสียทั้งปากทั้งท้อง
การปฏิบัติใดๆ ถ้ามีธรรมะ เมื่อเกิดหลงผิดแล้ว ก็ยังมีทางที่จะชำระได้
บุญ- หมายถึง สิ่งอันบริสุทธิ์สดใส
กรรมชั่ว-หมายถึง สิ่งที่ดำมืด ไม่มีให้ความสว่าง
ขอให้สาธุชนทั้งหลาย ค่อยๆศึกษา ค่อยๆปฏิบัติกันไป ให้บรรลุถึงใจสัจจธรรม ปากสัจจธรรม และปฏิบัติสัจจธรรม ให้ครบสามประการ สิ่งใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง จงใช้อารมณ์เย็นเข้าลูบ เมื่ออารมณ์เย็นเข้าสู่ร่างกายของเราแล้ว ก็จะเกิดสติปัญญาขึ้น และจะมีความสดใสชั่วกาลนาน………
———————————————————
*** การอบรมบ่มปัญญาขององค์สัจจะธรรม ****
เริ่มจากให้ผู้ฝึกฝนฝึกความอดทน อดกลั้น
โดยไม่เห็นผู้อื่นผิดภายในหนึ่งร้อยวัน โดยบ่งบอกเวลานั้นๆ
ตั้งแต่เวลาที่ยังไม่สับสนวุ่นวาย จนถึงเวลาที่มีความสับสนวุ่นวาย
เวลาที่ไม่สับสนวุ่นวายต่างๆนี้ ก็ได้แต่ตอนเช้า ตั้งแต่ ๗ โมงเช้าถึง ๘ โมงเช้า
เป็นการฝึกในขั้นเริ่มต้น ค่อยๆไปที่ละขั้น
บุคคลที่สามารถรับได้ในองค์สัจจะธรรม
หมายถึงว่า ให้รับสัจจะจากองค์สัจจะธรรมของพระพุทธเจ้าว่า
“จะไม่เห็นผู้อื่นผิดในหนึ่งร้อยวัน วันละหนึ่งชั่วโมง”
และค่อยๆเลื่อนทีละขั้น ขั้นละหนึ่งชั่วโมง
เช่น ตั้งสัจจะกับพระพุทธเจ้าว่า …”ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทุกวันเวลา ๗ โมงเช้าถึง ๘ โมงเช้า ข้าพเจ้าจะไม่เห็นผู้อื่นผิดเป็นเวลาหนึ่งร้อยวัน”
เมื่อครบหนึ่งร้อยวันแล้ว ก็รับสัจจะต่อไปว่า ….”ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทุกเวลา ๘ โมงเช้าถึง ๙ โมงเช้าข้าพเจ้าจะไม่ผู้อื่นผิดเป็นเวลาหนึ่งร้อยวัน”
เลื่อนขึ้นไปขั้นละหนึ่งชั่วโมง จนกระทั่ง ๒๑.๐๐ น. ก็จะครบ ๑๔ ชั่วโมง
สำหรับชั่วโมงต่างๆ ที่ฝึกมาแล้วย่อมติดเป็นนิสัยในการไม่เห็นผู้อื่นผิด
ผู้นั้นจะมีพลังจิตอันเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ และรู้ผิดชอบ
จะมีปัญญาอันดีเลิศ จะมีจิตใจอันผ่องใส
และรู้จักคำว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะได้ตัดกิเลสออกไปได้
จากหนังสือ พระคัมภีร์แห่งองค์สัจจะธรรม
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————————–
*** พรหมลิขิต ****
เนื้อหุ้มกระดูก… ก็พรหมลิขิต
หนังหุ้มเนื้อ…. ก็พรหมลิขิต
ดินน้ำลมไฟ เราอาศัย
ที่เราเห็นอยู่ทั้งหมด ก็ดินน้ำลมไฟ
แต่ ตัวตนทั้งมองไม่เห็น มีอยู่จริง
อย่างน้อยก็ ตัวนิสัยเราเอง ที่ยังไม่หมดสิ้นเสียที
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————
*** สัจจะสากลโลก ****
ไม่ว่ามนุษย์ จะเกิดที่ใด เชื้อชาติใด แผ่นดินใดบนโลก
ก็สามารถทำความจริงให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ ด้วยสัจจะ
สัจจะปฏิบัติ จึงเป็นสากลโลก เป็นหนทางหลุดพ้นทุกข์แท้จริง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————–
*** ด้วยอำนาจสัจจะธรรม ****
ผลการกระทำด้วยสัจจะนั้น สุดประเมินค่าไม่ได้
การกระทำจากสัจจะของทุกคน จะถูกประเมินเป็นเรื่องราวตัวกระทำในศาสนา
ข้าพเจ้าขอประกาศ สัจจะธรรม ให้มวลมนุษย์ได้รับรู้
“ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย ตัวกระทำมีผลตอบแทน”
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒
———————–
*** สัจจะธรรม ****
คนไม่เอาสัจจะ โลกเขาก็ไม่ปล่อยเอาไว้
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————–
*** เดินสายกลาง ****
คือ กำหนดสิ่งที่พอหยิบพอเอื้อมถึง…สิ่งที่สามารถทำได้จริง
เช่น ไม่ฆ่ามนุษย์ ไม่ฆ่าวัวฆ่าควาย ไม่ฆ่ากบ ไม่ฆ่าตั๊กแตน ไม่ฆ่ายุง เป็นต้น
ระวังถ้ารับศีลข้อที่กว้างใหญ่ไปแล้ว ทำไม่ได้จริง…ผลก็คือ เราไปทำลายศีลนั้น
เกิดเป็นมนุษย์ จึงต้องเลือกเดินสายกลาง….ตั้งใจทำในสิ่งที่เป็นไปได้ และ เหมาะสมกับตนเอง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————-
*** ธรรมไม่มีที่สิ้นสุด ****
จำนวนข้อธรรมวินัย จึงมีนับไม่ถ้วน ไม่สามารถนับจำนวนได้
เพราะหัวข้อธรรม แต่ละข้อถูกกำหนดขึ้นมาให้เหมาะสมกับแต่ละคน แต่ละสถานการณ์
แต่…ผู้ที่สามารถตัดนิสัยตนเองได้จนหมดสิ้น…. ก็จะไปถึงที่สุดได้ คือ นิพพาน
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————-
*** เกิดปัญญา ****
ผู้ที่ค้นพบการปฏิบัติที่ทำให้ นิสัยตนเองบางอย่าง ลดลงได้ หรือหมดไปได้จริง
คือ เกิดปัญญา…สามารถนำตนเองพ้นจากนิสัย พ้นจากสันดาน ที่สร้างการกระทำ ที่สร้างกรรม
ปัญญาจะเกิดขึ้นได้….จึงต้องพิจารณาตนเอง นิสัยการกะทำของตนเอง
ชั่วโมงของการพิจารณาตนเอง… จึงเกิดเป็น สมาธิพิจารณา
สมาธิพิจารณา….คือ สมาธิที่ทำให้ตนเองหลุดพ้นทุกข์
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————–
*** สติ ****
สติ…คือ ตัวที่เราตัด ตัวที่เราลด
พระพุทธเจ้าใช้สัจจะปฏิบัติ… นำการกระทำ
เช่น ให้สาวกผู้ที่กำลังตกอยู่ในเรื่องราวกามอารมณ์ในอดีต
จึงให้ถือ สัจจะ…ไม่เอาอดีตมาขยายเป็นอารมณ์ วันละ ๑ ชั่วโมง
ใน ชั่วโมงของสัจจะ นั้น …สาวกจึง มีสติอยู่กับสัจจะ ข้อนั้น
สัจจะ จึงเป็นสติที่คอยเตือนตนเอง
สติจากสัจจะ จะคอยเตือน…
ให้ระมัดระวัง ความคิดที่จะก่อ การกระทำของตนเองต่อไป
สติ ก็เหมือนสิ่งที่เราคิดอยู่
เราจึง ไม่ควรเอารูปมาป็นสติ
เราจึง ไม่ควรเอารสมาป็นสติ
เราจึง ไม่ควรเอากลิ่นมาป็นสติ
เราจึง ไม่ควรเอาเสียงมาป็นสติ
เราจึง ไม่ควรเอากามมาป็นสติ
แต่เราควรเอา สิ่งที่เราตั้งใจตัดลด มาเป็นสติ
คือมี ข้อสัจจะ เป็น สติเตือนตนเอง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————-
ภัยจากคนไม่เอาสัจจะ …โกงแม้แต่สัญญาของตัวเอง
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————-
*** สัจจะนำการกระทำ ****
ศีล… คือ ทำได้เป็นปกติ
สมาธิ….ที่ใช้เพื่อหลุดพ้นทุกข์ คือ สมาธิพิจารณา
ปัญญา…สามารถนำตนเองหลุดพ้นจากนิสัยที่สร้างกรรม
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————-
*** ธรรม ๑ ชั่วโมง ****
การจะทำได้เป็นปกติ…จึงต้องกำหนดให้ตนเองทำจริงทุกวัน ทำให้เป็นประจำ
เมื่อทำได้เป็นปกติ….ก็กลายเป็นศีลขึ้นมา
คือ ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องฝืนใจตัวเองแล้ว …กลายเป็นอัตโนมัติไปแล้ว
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
————————
*** รู้สัจจะธรรม ****
รู้จักแต่ความหมายของ หลักสัจจะธรรม
หลักเดียวที่ปักไว้อย่างมั่นคง ไม่กระดุกกระดิก
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
———————-
*** เลิกบูชายัญ ****
ต่อไป ความเชื่อในการฆ่าชีวิตสัตว์เพื่อบูชายัญสิ่งที่เขาเคารพศรัทธา ก็จะหมดไป
เพราะ กลัวเกรงผลการกระทำที่มันย้อนกลับมา เหมือนไฟเผาตัว เหมือนหอกทิ่มแทงตัวเอง
ผลการกระทำ จะย้อนมาเป็นหายนะที่โหดร้าย เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
——————–
*** กำลังเข้ายุคพระศรีอารย์ ****
เป็นเรื่องศาสนศาสตร์โลก
คือ โลกุตตระธรรม นำพาสัตว์โลกหลุดพ้นทุกข์
โลกุตตระ ย่อการปฏิบัติทั้งหมดเหลือเป็น สัจจะ
สัจจะ จึงเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
เป็นผู้นำให้เกิดการกระทำตัดลดนิสัยทุกตัวของตนเอง
ต่อไป ศาสนาต่างๆ จะเข้ามารวมกันที่ประเทศไทย
จะปฏิบัติตนด้วยสัจจะเหมือนกันทั้งหมด กราบเหมือนกันทั้งโลก
เพราะ สัจจะปฏิบัติ เป็นการนำหลักสัจจะธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์
ใครไม่เอาสัจจะ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะโลกเขาไม่ปล่อยไว้แน่นอน
สำหรับ ผู้ที่เชื่อและพยายามปฏิบัติตนด้วยสัจจะ ย่อมมีผลตอบแทนแน่นอน
- ” หนุมาน ผู้นำสาร ”
—————————-

















ขอขอบพระคุณ ด้วยจิตที่เคารพ
ขอบคุณค่ะ